“AIS” ทลายกำแพงออฟไลน์-ออนไลน์ ดึงค่ายเพลง ทำ Live Concert ตอกย้ำเป็นผู้นำวิดีโอแพลตฟอร์ม

นับวันคำว่า Seamless Experience” จะยิ่งมีบทบาทสำคัญต่อผู้ให้บริการในกลุ่มธุรกิจต่างๆ มากขึ้น เพราะโลกทุกวันนี้ไม่มีเส้นแบ่งระหว่าง “ออฟไลน์” กับ “ออนไลน์” อีกต่อไปแล้ว ทั้งสองแพลตฟอร์มจะถูกผสานและเชื่อมต่อเข้าหากัน เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ที่ต้องการเข้าถึงสื่อและคอนเทนต์ได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกแพลตฟอร์มตามที่เขาสะดวก

กรณีศึกษาหนึ่งที่เห็นชัดเจนของการพยายามปลดล็อคเส้นแบ่ง “โลกออฟไลน์” และ “โลกออนไลน์” คือ วิดีโอ แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน AIS PLAY” และกล่อง AIS PLAYBOX” หนึ่งใน Business Ecosystem ของเอไอเอส ในการเป็น Digital Life Service Provider ให้กับคนไทยทุกคน ด้วยการนำคอนเทนต์จากทุกมุมโลก มาตอบไลฟ์สไตล์ลูกค้าทุกกลุ่ม

โดยคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ Exclusive Content เช่น Live Concert, รายการวาไรตี้ต่างๆ ที่ “เอไอเอส” ร่วมกับพันธมิตรคัดสรรมาให้ชมบน  AIS PLAY และกล่อง AIS PLAYBOX โดยเฉพาะ

Live Concert” ปรากฏการณ์ใหม่ดูคอนเสิร์ตแบบ Real-time ได้ทุกที่

การจัดงานคอนเสิร์ตที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่อดีต คนต้องเดินทางไปซื้อตั๋วถึงสถานที่ หรือในยุคอินเทอร์เน็ต สะดวกขึ้นมาหน่อย ก็เพียงแค่คลิกจองตั๋วผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน

แต่ด้วยสถานที่จัดงาน ที่จำกัดจำนวนคนเข้าชม และการเดินทางไปยังสถานที่จัด ก็ไม่ได้สะดวกสำหรับทุกคน ยิ่งเป็นคนที่อยู่ในจังหวัดไกลๆ การดูคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายมากมายตั้งแต่ค่าบัตร ค่าเดินทาง ค่ากินค่าอยู่ นี่คือ “ข้อจำกัด” ของการจัดคอนเสิร์ตที่ผ่านมา ทำให้ทั้งผู้จัดงานเอง จะได้เพียงฐานผู้ชมคอนเสิร์ตจำนวนหนึ่งเท่านั้น ส่วนคนที่สนใจอยากดู แต่ไม่สะดวกมาในวันนั้น หรืออยู่ไกลจากสถานที่จัดงานมาก ก็พลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

แต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว “เอไอเอส” เป็นผู้ริเริ่มนำคอนเทนต์ Live Concert” มาให้กับคนไทย โดยจับมือ “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” เพื่อร่วมกันถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตใหญ่ของ Grammy ให้ลูกค้าชมผ่านแอป  AIS PLAY และกล่อง  AIS PLAYBOX พร้อมๆ กับคนที่อยู่ในสถานที่จัดงาน ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับทั้งวงการเพลง อีเว้นท์ และการจัดคอนเสิร์ต เพราะเป็นโมเดลที่สร้างประโยชน์ให้กับทั้ง 4 ฝ่าย คือ

  1. “เอไอเอส” มี Exclusive Content สำหรับแพลตฟอร์ม AIS PLAY และ AIS PLAYBOX มาเป็นอีกหนึ่งแม่เหล็กในการดึงลูกค้าเก่าให้ดูคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มนี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันช่วยขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่
  2. “ผู้จัดงาน” หรือ “ค่ายเพลง” ได้เชื่อมต่อจาก “ออนกราวด์อีเวนท์” ไปสู่ “ออนไลน์” ทำให้มีโอกาสเข้าถึงกลุ่มผู้ชมกว้างขึ้น เพราะไม่ว่าผู้ชมจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถรับชมการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตได้ และต่อไป จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จากโมเดล “Live Concert” ได้เช่นกัน
  3. “ผู้ชม” การมี “Live Concert” ทำให้คนที่อยู่ห่างไกล หรือไม่สะดวกเดินทางมา สามารถรับชมคอนเสิร์ตถ่ายทอดสดได้ และด้วยมุมกล้องภายในงานที่หลากหลายมุม ทำให้ผู้ชมที่ดูผ่านแอปพลิเคชัน AIS PLAY หรือกล่อง AIS PLAYBOX ได้รับชมในมุมที่หลากหลาย ที่สำคัญ! ดูฟรี (ไม่เสียค่าคอนเทนต์) คิดเฉพาะค่าดาต้าจากแพ็กเกจที่ใช้อยู่ โดยดูผ่านเครือข่ายมือถือหรือ Wifi ก็ได้
  4. แบรนด์สินค้า-บริการที่เป็นสปอนเซอร์การจัดงานคอนเสิร์ต การทำถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตได้ทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสด้าน Brand Visibility ได้อีกทาง เพราะทำให้ผู้ชม Live Concert เห็นโลโก้สินค้า ป้าย หรือแม้แต่ Product Placement ผ่านศิลปินที่ขึ้นเวที

เมื่อปีที่แล้ว “เอไอเอส” ขยายผลความสำเร็จต่อเนื่อง ด้วยการถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตใหญ่ๆ 23 คอนเสิร์ต ทั้งที่จัดในฮอลล์ และระดับมิวสิกเฟสติวัล มียอดผู้ชมรวม 5 ล้านวิว โดยคอนเสิร์ตที่มียอดผู้ชมสดสูงสุด อันดับ 1 คือ Big Mountain Music Festival 2018 / อันดับ 2 คือ Urban Music Festival / อันดับ 3 คือ Whitehaus 2

AIS ถือเป็นรายแรกและรายเดียวที่บุกเบิกตลาดคอนเทนต์ “Live Concert” แบบเต็มตัวในประเทศไทย เรากล้าทำสิ่งที่แตกต่าง จากที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในอุตสาหกรรมเพลงและคอนเทนต์ และเราได้พาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งอย่าง แกรมมี่ ที่มาสร้างตลาดใหม่ๆ ด้วยกัน เพราะเราเชื่อว่าเครือข่ายดิจิทัลจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อโลก “ออฟไลน์” หรือ “ออนกราวด์อีเวนท์” ให้มาอยู่บน “ออนไลน์” เพื่อให้คนได้สัมผัส และเข้าถึงความสนุกได้อย่างไร้ข้อจำกัด

ขณะที่ในแง่พันธมิตร แพลตฟอร์ม AIS PLAY และกล่อง AIS PLAYBOX จะเป็นสื่อกลางในการช่วยสนับสนุนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาดและการเข้าถึงฐานผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น โดยเราใช้เทคโนโลยีการถ่ายทอดสดที่ทันสมัย ให้ภาพคมชัด และเลือกชมได้แบบ Multi-Screen สูงสุด 3 มุมกล้อง” คุณปรัธนา       ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส ขยายความเพิ่มเติมถึง Live Content

 

ขยายพันธมิตร ผนึกกำลัง แกรมมี่ ซีเนริโอ วอท เดอะ ดัก” จัดเต็มคอนเทนต์สุดปัง ตลอดปี

กลยุทธ์ปี 2561 “เอไอเอส” ต่อยอดความสำเร็จของ Live Concert” ด้วยการสานต่อความร่วมมือกับ “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” พร้อมทั้งขยายพันธมิตร ผนึกกำลังกับ “ซีเนริโอ” และ วอท เดอะ ดัก นำคอนเสิร์ตและมิวสิกคัลโชว์ มาให้ชมสดผ่านเครือข่ายมือถือ และในเร็วๆ นี้ เตรียมเปิดตัวความร่วมมือกับค่ายเพลงและค่ายบันเทิงชั้นนำอีกมากมาย

 

แกรมมี่มั่นใจ มาถูกทาง ยิ่งไลฟ์ ยอดขายบัตรยิ่งพุ่ง

คุณฟ้าใหม่ ดำรงธรรม กรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เผยถึงความร่วมมือในปีนี้ว่า เตรียมยกขบวน Live Concert จากศิลปินในค่ายมาให้ชมแบบจุใจ พร้อม Behind the Scene สุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะลูกค้าเอไอเอส ประเดิมด้วย ไลฟ์คอนเสิร์ตเป๊ก ผลิตโชค วันที่ 22 เม.ย. 2561 นี้ ต่อด้วยเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ของเป๊ก ในชื่อ Palit’s World จำนวน 10 ตอน และขนคลังคอนเสิร์ตดังที่ทุกคนคิดถึงจากศิลปินระดับตำนาน รวม 120 คอนเสิร์ตในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มาให้ดูกันแบบเต็มอิ่มในรูปแบบ Video on demand บนแอป AIS PLAY และกล่อง AIS PLAYBOX ที่แรกที่เดียว

กระแสตอบรับที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก แฟนๆ ประทับใจที่สามารถชมพร้อมกันได้หลายจอ ทั้งศิลปินบนเวที และบรรยากาศ ทำให้อยากมีโอกาสสัมผัสด้วยตนเอง ส่งผลดีกับยอดการขายบัตรคอนเสิร์ตอื่นๆ ในค่าย ก็ขายหมดในระยะเวลาอันสั้น

 

เจ้าพ่อละครเวที โดดลงมาแจมด้วย

ขณะที่ คุณถกลเกียรติ วีรวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเนริโอ จำกัด มองความร่วมมือกับเอไอเอส  ครั้งนี้ว่า เป็นการสร้างปรากฏการณ์การชมการแสดงสดรูปแบบใหม่ ที่จะทำให้ผู้ชมสามารถได้รับชมโชว์สุดพิเศษผ่านหน้าจอแบบเรียลไทม์ได้ทุกที่ที่ต้องการ ซึ่งเราเองในฐานะผู้ผลิต ยินดีอย่างยิ่งที่ วันนี้ดิจิทัลแพลตฟอร์มทำให้เราสามารถขยายช่องทางการนำเสนอได้มากกว่าเดิม และมั่นใจว่าการทำออฟไลน์ควบคู่ไปกับออนไลน์นั้น จะสามารถส่งเสริมกัน และยิ่งทำให้ขยายฐานผู้ชมได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้าง การรับรู้ให้กับคนที่ไม่เคยดูมาก่อน

ค่ายเพลงรุ่นใหม่ต้องปรับตัว ใช้ดิจิทัลเพิ่มมูลค่า

ทางด้าน คุณสามขวัญ ตันสมพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอท เดอะ ดัก จำกัด กล่าวว่า “โลกดิจิทัลทำให้ทุกคนต้องตื่นตัว และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เรามองว่าเทคโนโลยีที่เข้ามาคือโอกาสของทุกๆ คน สำหรับค่ายเพลงเองก็มีช่องทางในการนำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมาเราเน้นเพลง และมิวสิกวิดีโอปล่อยตามวิทยุ หรือทีวี แต่วันนี้ได้ขยายสู่การทำวิดีโอคอนเทนต์อื่นๆ และนำเสนอผ่านโลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ เราร่วมทำ Live Concert กับทางเอไอเอสมาหลายครั้ง ด้วยการนำเสนอคอนเทนต์ผ่านวิดีโอแพลตฟอร์มขนาดใหญ่อย่าง AIS PLAY ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้แฟนๆ ได้เข้าถึง และใกล้ชิดศิลปินได้ทุกที่ทุกเวลาในรูปแบบที่ต่างไปจากเดิม อย่างปีนี้ “วอท เดอะ ดัก” จัดเต็ม Live Concert และ Fan Meeting ตลอดปีอีกเช่นเคย เพื่อผลิตคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และแน่นอนว่าการจับมือกับเอไอเอส จะยิ่งทำให้ความตั้งใจของเราเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การดึงผู้ผลิตคอนเทนต์แถวหน้าของเมืองไทย มาร่วมกับ “Live Content” ในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการเกิดขึ้นของ “ดิจิทัล” แท้ที่จริงแล้วสร้างโอกาสใหม่ๆ และประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจ และผู้บริโภค มากกว่าจะเป็นสิ่งที่เข้ามา Disrupt ธุรกิจ