บทสรุป 14 แรงบันดาลใจ ในยุคโลกกำลังเปลี่ยนแปลง จาก TEDxChulalongkornU

TED x ChulalongkornU  งานทอล์คสร้างแรงบันดาลใจระดับโลก โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ  จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “Strive Forward : The World is Changing, Are You?” โดยได้ระดม 14 ความคิดจากสปีคเกอร์มากประสบการณ์ ต่างวัย ต่างสาขา จากสายวิทยาศาสตร์ ดนตรี การศึกษา สังคม ธุรกิจ และตลาด มาถ่ายทอดเรื่องราวแรงบันดาลใจ และแนวคิดในการปรับเปลี่ยนมุมมอง พร้อมพัฒนาเพื่อพุ่งชนเป้าหมายไปด้วยกัน  

และนี่คือสรุปเนื้อหาบางส่วนจากเหล่าสปีคเกอร์ที่ชวนคนไทยเปลี่ยนมุมมองและเติมพลังบวกด้วยไอเดียใหม่ เริ่มด้วย ดร.วิภู รุโจปการ อาจารย์ประจำภาคฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ไทย หัวข้อ “Striving Through the Stars” เผยว่า “ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ไม่ได้ดูแต่ดาวเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ศึกษาเพื่อเข้าใจธรรมชาติของจักรวาล จากเมื่อ 40 ปีก่อนที่นักดาราศาสตร์พยายามจับแสงดาวที่จางที่สุดใช้ฟิล์มถ่ายไม่ได้ ผลักดันให้เราต้องใช้ชิพไวแสง จากไม่กี่พิกเซลและพัฒนามาจนเป็นพันพิกเซล ปัจจุบันเป็นล้านพิกเซล และสามารถมาอยู่ในกระเป๋าเราได้ คือ กล้องดิจิทัล หรือแม้แต่ไวไฟก็มาจากความพยายามของนักดาราศาสตร์ที่ใช้คลื่นวิทยุในการแก้ปัญหา เพื่อให้ได้ภาพดาวที่คมชัด การหาโจทย์ใหม่ๆ และโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนา เราไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่ค้นพบในวันนี้จะกลายเป็นอะไรในวันข้างหน้า แต่รู้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดประโยชน์ต่อสังคม เกิดการพัฒนา ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและส่งผลให้คุณภาพชีวิตของเราและลูกหลานดีขึ้น”

พ.ญ.นาฏ ฟองสมุทร AgedCare Specialist โครงการที่พักผู้สูงอายุ กล่าวในหัวข้อ “เกษียณอย่างเกษม” ว่า คนเกษียณ  ต้องไม่คิดว่าตัวเองไร้ค่า เป็นเมล์ป้ายสุดท้าย แต่ช่วงนี้เป็นโอกาสทองเป็นจุดเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ สิ่งท้าทายที่ไม่เคยทำมาก่อน ลองออกนอกกรอบ คิดบวก ทำกิจกรรมใหม่ๆ ผู้เกษียณจะสุขกาย ลูกหลานสบายใจ ครอบครัวไทยอยู่อย่างแฮปปี้ และก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน

อภิรัตน์ หวานชะเอม ผู้นำโปรเจค Beacon Interface แอปพลิเคชันที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านธุรกรรมทางการเงิน ให้กับผู้บกพร่องทางการมองเห็น ในหัวข้อ “I See You” เผยว่า “วันนี้ โมบายเฟิร์สตอบโจทย์ชีวิตหลายด้าน และในไม่ช้า อาจมีแค่โมบายโอนลี่  โดยเฉพาะหน้าจอที่เป็นระบบสัมผัส ทำให้ผู้ที่บกพร่องทางการมองเห็น ใช้ชีวิตได้ยากลำบากขึ้น   วันนี้ บีคอน อินเตอร์เฟส แอปพลิเคชันที่ทำงานด้วยการสั่งของเสียงและระบบสั่นไม่ต้องมองหน้าจอจึงเกิดขึ้น เพื่อเติมเต็มความเท่าเทียมให้ผู้บกพร่องทางการมองเห็น สามารถพัฒนาสังคมได้อย่างเท่าเทียม นำไปสู่สังคมที่เห็นความสวยงามของความต่าง จากนี้ I See You จะไม่ใช่การมองเห็นด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการมองด้วยความรักและความเข้าใจ”

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มา “จุดพลุความคิด พิชิตนวัตกรรม” เผยว่า “นวัตกรรมคือผลิตผลจากความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยประสบการณ์ทั้งในเชิงบวก และเชิงลบรวมไว้ด้วยกัน จะมีคนอยู่ 3 กลุ่มที่จะทำให้นวัตกรรมนั้นสำเร็จได้ คือ คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คนที่มีประสบการณ์ ที่จะเป็นเมนเทอร์คอยให้คำแนะนำ และคนที่ให้การสนับสนุนที่จะนำนวัตกรรมที่เกิดขึ้นไปขายสู่ตลาด ดังนั้นจึงต้องมีสถานที่ที่จะรวมคนทั้ง 3 กลุ่มนี้ไว้ด้วยกัน จึงเป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง SID หรือ Siam Innovation District  เป็นศูนย์รวมการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมของประเทศ เป็นพื้นที่สำหรับการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง”

พรทวี หอมเสมอ แชมป์ขิมคุณพระช่วย 4 สมัย และรางวัลพระราชทานศรทอง จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร.9 กับหัวข้อ “หัวใจที่ให้โอกาส” เผยว่า “การรักษาของดีอย่างดนตรีไทย คือการฟังดนตรีไทยด้วยหัวใจที่ให้โอกาส ให้ดนตรีไทยมีพื้นที่ในสังคม โดยอาจปรับแต่งให้ร่วมสมัย เล่นได้อย่างมีความสุข เลิกตีกรอบว่าจะต้องเล่นดนตรีแบบดั้งเดิม และอยากให้สื่อทุกประเภทมีโอกาสสัมผัส หรือทำความรู้จักดนตรีไทยในอีกแง่มุม เพื่อสื่อภาพลักษณ์ การเป็นศิลปะที่บ่งบอกความเป็นชาติ ทรงคุณค่า มีท่วงทำนองสละสลวย แทนการมองว่าเชย หรือเป็นความบันเทิงของคนรุ่นเก่า”

ภานุภน บุลสุวรรณ และ วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ 2 เชฟหนุ่ม มากประสบการณ์ระดับโลก กล่าวในหัวข้อ “เส้นทางของนักปรุง” เผยว่า “การกินให้ดีต่อเราและดีต่อโลก ช่วยให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน เป็นการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบอย่างคุ้มค่ามากที่สุด ทิ้งให้น้อยที่สุด ธรรมชาติสร้างสิ่งที่ดีที่สุดไว้แล้ว เหลือแค่เราซึ่งเป็นผู้ปรุง การปรุงอาหารสำหรับเรานั้นเป็นแค่ผู้ส่งสาร หรือผู้นำสิ่งดีๆ จากธรรมชาติมาประกอบเข้าด้วยกัน”

2 สาวน้อยนักประดิษฐ์ ด.ญ.กุลณัฏฐ์ โตวิกกัย และ ด.ญ.จ้าวไหม ตั้งศิริพัฒน์ นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนสาธิต จุฬาฯ ที่คว้ารางวัลเหรียญทองด้านนวัตกรรมจาก 2 เวทีระดับนานาชาติ หัวข้อ “Innovation is All Around” เผยว่า การต่อยอดนวัตกรรมไม่ยาก เริ่มจากตัวเราเองมองให้กว้างขึ้น ลึกขึ้น  ไม่เพียงเห็นแล้วผ่านไปแต่ต้องตั้งคำถามกับทุกอย่าง คิดกับทุกอย่าง แล้วจะรู้ว่า สิ่งที่เราคิดว่ามันดีอยู่แล้ว อาจจะมีปัญหาบางอย่างแฝงอยู่ เพียงแค่เราเริ่มจากสิ่งรอบๆ ตัว เอามาต่อยอด เอามารวมกัน เอามาทำให้ดีกว่าเดิม นวัตกรรมยังสามารถต่อยอดได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดและยังเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา จินตนาการไม่มีที่สิ้นสุด นวัตกรรมเองก็ไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน ถ้าเราไม่ได้หยุดแค่ที่ความคิด แต่เราลงมือทำ”

สมโภชน์ อาหุนัย ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ที่มาทอล์คในหัวข้อ “สมการแห่งอนาคต” เผยว่า “ผมมั่นใจว่า เทคโนโลยีในประเทศไทยไปไกลได้มากกว่าที่คิด เราต้องมั่นใจในคนไทยด้วยกัน ต้องส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนา โดยใช้ประเทศเป็นห้องแลบ ห้องแสดงสินค้าให้ประเทศอื่นมั่นใจ มุมมองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มุมมองเป็นตัวกำหนดชีวิตของเรา ถ้าเราไม่มองวิกฤตให้เป็นโอกาส ไม่มองอุปสรรคให้เป็นความท้าทาย เราจะพัฒนาประเทศของเราได้อย่างไร ลองกลับมามองสิ่งที่เราทำ แล้วลองเปลี่ยนแปลง มุมมองใหม่ เราอาจพบว่า ยังมีโอกาสอยู่ตรงหน้า ซึ่งอาจจะนำมาเปลี่ยนสมการประเทศไทยของเราให้เป็นสมการแห่งอนาคต”

มีนา อิงค์ธเนศ นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับคำถามว่า “A Lonely Guide for a Workaholic?” เผยว่า “เราต้องเปลี่ยนมุมมองรู้เวลาทำงานและเวลาส่วนตัว ความสำเร็จเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่จำเป็นต้องอยู่ลำพัง แต่ความสำเร็จที่มีคนที่รักเราและคนที่เรารักอยู่เคียงข้างนั้นสามารถเกิดขึ้นได้”

ขณะที่ทางด้านการศึกษา ธานินทร์ ทิมทอง ผู้ร่วมก่อตั้ง Learn Education นวัตกรรมเพื่อการศึกษา ห้องเรียนรูปแบบใหม่ในโลกยุคดิจิทัล  ที่มาเผยถึง “การศึกษา 50 : 50” ว่า “การศึกษาที่ดีจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้  พร้อมเสนอโครงสร้าง 50 : 50  ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ โรงเรียน 50 : ครอบครัว 50, ทักษะ 50 : ความรู้ 50 ในยุคการศึกษาศตวรรษที่ 21 ครูต้องพูดน้อยลง เปลี่ยนจากผู้ที่เคยบอกมาเป็นคนที่คอยกระตุ้นให้เด็กได้คิดและอยากเรียนรู้มากขึ้น และสุดท้าย เทคโนโลยี 50 : ครู 50 นำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้กับสื่อการเรียนการสอนของครู โดยเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ ทำให้เห็นถึงจุดแข็งของเด็กที่ควรต่อยอด หรือจุดอ่อนที่ต้องได้รับการพัฒนาต่อไป ครูไม่สามารถเป็นฮีโร่คนเดียวได้ หากขาดแรงสนับสนุนต่างๆ ทั้งจากครอบครัว หรือเทคโนโลยี ฉะนั้นโครงสร้างการศึกษาแบบ 50: 50 จึงเป็นอีกตัวช่วยเพิ่มทางรอดของการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กไทยและประเทศไทยสามารถ Strive Forward ไปด้วยกัน”

กันต์ กันตถาวร พิธีกรและนักแสดง ที่ชวนทุกคนถอดหน้ากากกับหัวข้อ “The Mask Unfold” เผยว่า “ผมเชื่อว่าทุกคนมีหน้ากากที่ตัวเองเลือกใส่ และหน้ากากที่คนอื่นใส่ให้ แต่อย่าให้ใครมาบอกว่าเราทำอะไรได้ หรือไม่ได้ ถอดหน้ากากนั้นทิ้งซะ แล้วชีวิตคุณจะมีความสุข ถ้าคุณอยากให้คนอื่นยอมรับในตัวคุณ คุณต้องยอมรับในตัวคุณเองก่อน ถ้าคุณจะมีความสุขได้ คนรอบตัวต้องมีความสุขด้วยเช่นกัน ดังนั้น ทุกคนครับ…ถอดหน้ากากครับ”

ปิดท้ายด้วย วิภาวี คุณาวิชยานนท์ นักออกแบบ และผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายความคิดสร้างสรรค์ไม่แสวงผลกำไร Design for Disasters (D4D) กับหัวข้อ “มั่วแบบไทย สู้ภัยพิบัติ” เผยว่า “เพียงแค่เราเปลี่ยนมุมมอง ประยุกต์การใช้งานของสิ่งที่มีอยู่รอบตัว ก็ช่วยให้เรารับมือกับภัยพิบัติได้ เช่น เวลาเกิดน้ำท่วม นำกะละมังพลาสติกที่มีอยู่ในบ้านนำมาผูกรวมกัน ใช้ราวตากผ้าเป็นฐานและคลุมด้วยแหให้ยึดติดกัน ใช้แทนเรือและนำตะหลิวมาเป็นไม้พาย, โต๊ะเขียนหนังสือ แค่หงายโต๊ะ เปลี่ยนเป็นเรือ  ติดหางเสือเพิ่ม หรือขวดพลาสติกที่มีทิ้งไว้ในบ้านนำมารวมกันใส่แห ผูกด้วยเชือกฟางใช้แทนทุ่นลอยน้ำ    และเชื่อว่าก้าวต่อไปสำหรับการรับมือภัยพิบัติ เพียงเปลี่ยนมุมมอง ก็สามารถนำของธรรมดาในบ้านมาดัดแปลงใช้ประโยชน์ และร่วมมือร่วมใจกันก็จะช่วยให้ผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆ ไปได้”