“ซอสต๊อด” กับกลยุทธ์ชีพจรลงเท้า เซย์โนโมเดิร์นเทรด และการมาเอาหน้าตัวเองการันตี

0


หลายคนได้ยินชื่อ “ซอสต๊อด” กันมาสักพักแล้ว จะบอกว่านั่นคือชื่อเล่นของ Made by Todd ซอสพริกพริก สินค้าตัวแรกจากบริษัท ฟาเธอร์ ออฟ ออล ซอส จำกัด (Father of all sauce) ซึ่งเจ้าของก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณต๊อด- ปิติ ภิรมย์ภักดี แห่งอาณาจักรสิงห์นั่นเอง

ต้องบอกว่า ซอสต๊อดเรียกแขกได้ค่อนข้างดีแม้จะเพิ่งเริ่มทำตลาดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หรือราว 1-2 เดือนเท่านั้นก็ตาม นอกจากความน่าสนใจจากตัวเจ้าของอย่างคุณต๊อดแล้ว ชื่อบริษัท Father of all sauce ที่ฟังแล้วคงต้องสะดุดหูกันแทบทุกคน หรือแม้แต่ชื่อแบรนด์ Made by Todd ที่งานนี้เจ้าของแบรนด์บอกว่า “ผมเอาทั้งชื่อ ทั้งหน้าตัวเองไปเป็นแบรนด์ขนาดนี้ เท่ากับเอาหัวการันตีความแซ่บอย่างแน่นอน”  

แม้จะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับซอสต๊อดกันมาสักพัก แต่หลายคนอาจจะยังสับสนเกี่ยวกับสินค้าตัวนี้  วันนี้เรามาสรุปให้คร่าวๆ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในเบื้องต้น ก่อนจะไปดูถึงแนวทางและแผนการตีตลาดที่คุณต๊อดวางไว้เกี่ยวกับซอสตัวนี้

1. แบรนด์อย่างเป็นทางการของซอสต๊อด คือ Made by Todd (เมดบายต๊อด) ซึ่งภายใต้แบรนด์นี้ มีซอสพริกพริก เป็นสินค้าที่เจ้าของแบรนด์ภูมิใจนำเสนอให้กับตลาดเป็นชิ้นแรก และด้วยชื่อเต็มที่ค่อนข้างยาวว่า Made by Todd ซอสพริกพริก ทำให้สินค้าตัวนี้มีชื่อเล่นว่า “ซอสต๊อด” เพราะเป็นซอสของต๊อด หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “ซอสโซเชียล” เพราะทั้งการสร้างแบรนด์ และการทำตลาด ของซอสตัวนี้อยู่บนโซเชียลเกือบทั้งหมด

ส่วนใครจะเรียกซอสตัวนี้ด้วยชื่อไหน คุณต๊อดฝากมาบอกว่า “เอาที่สบายใจกันได้เลยครับ”

2. สำหรับแบรนด์ Made by Todd จะไม่ได้หยุดแค่ซอสพริกพริกนี้เท่านั้น เพราะในอนาคตจะมีการพัฒนาสินค้าอื่นๆ ตามมาอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นซอสประเภทต่างๆ หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหาร ซึ่งทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความชื่นชอบเป็นพิเศษของคุณต๊อด

3. ซอสต๊อดถือเป็นการสร้างเซ็กเม้นต์ใหม่ให้ตลาดซอสก็ว่าได้ เพราะเป็นซอสพริกอเนกประสงค์ ที่สามารถนำไปจิ้ม ปิ้ง ต้ม ผัด ทอด หมัก หรือผสมกับซอสประเภทอื่นๆ เพื่อใช้ในการประกอบอาหาร ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้เครื่องปรุงต่างๆ สำหรับประกอบอาหารลงได้ถึง75% และปัจจุบันถือว่ายังไม่มีคู่แข่ง ไม่ได้เข้ามาชนหรือเป็นคู่แข่งกับซอสต่างๆ ที่ทำตลาดในประเทศไทยในขณะนี้ทั้งหมด ด้วยเพราะความแตกต่างทั้งในเรื่องของราคา รวมทั้งวัตถุประสงค์และรูปแบบในการใช้งานก็มีความแตกต่างกัน

“Made by Todd ซอสพริกพริก มาจากความต้องการให้ประเทศไทยมีซอสพริกที่รสชาติเฉพาะตัว และเป็นรสชาติแบบไทยแท้ ไม่ใช่ซอสพริกแบบที่มีอยู่ในตลาดแบบปัจจุบันที่เน้นรสเปรี้ยวและหวานเหมือนๆ กันหมด แต่เป็นซอสพริกที่เป็นพริกจริงๆ มีเนื้อพริกผสมอยู่ และนำไปใช้ได้หลากหลายมากกว่าแค่จิ้ม แต่สามารถนำไปทำอาหารต่างๆ ได้ด้วย”

4. สำหรับซอสพริกอเนกประสงค์ใช้เวลาในการพัฒนาสูตรถึง 2 ปี โดยการพัฒนาสูตรร่วมกันระหว่าง คุณต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี และเชฟชุมพล แจ้งไพร ดีกรีเชฟกระทะเหล็ก ทำการคัดเลือกพริก 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกกะเหรี่ยง และพริกยอดสน โดย 1 ใน 4 เป็นพริกที่เผ็ดที่สุดในประเทศไทย ทำให้ซอสมีความหอม รสชาติจัดจ้าน ใช้วิธีการเคี่ยวแบบภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในกระบวนการผลิต ที่ได้มาตรฐานการผลิต HACCP สามารถเก็บรักษาได้ 1 ปี

5. ซอสต๊อด มีจำหน่าย 2 ขนาด คือ 200 มิลลิลิตร ราคา 85 บาท และ 350 มิลลิลิตร ราคา 125 บาท สำหรับลูกค้าทั่วไป รวมทั้งมีแบบแกลลอน 3 ลิตร และ 5 ลิตร สำหรับลูกค้าที่เป็นกลุ่มร้านอาหาร และในอนาคตมีแผนจะผลิตแบบซองหรือซาเช่ เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกให้ผู้บริโภคมากขึ้น โดยผู้ผลิตคือ บริษัท เฮสโกโซลูชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบุญรอด

6. สำหรับใครที่สนใจอยากทดลองรสชาติความแซ่บของซอสตัวนี้ แล้วคิดจะไปซื้อตามห้างหรือซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ต้องขอแสดงความผิดหวังไว้ตรงนี้ เพราะซอสต๊อดจะไม่มีวางขายในโมเดิร์นเทรด ต้องสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์เท่านั้น โดยตอนนี้มีขายผ่าน FB แฟนเพจ Dynamitebytodd และ Line Official @saucesbytodd พร้อมทั้งกำลังเปิดรับสมัครตัวแทนจำหน่ายรายย่อยรวมทั้งตัวแทนจำหน่ายที่เป็นร้านอาหารทั้งในและต่างประเทศ


ทำความรู้จักการตลาดแบบชีพจรลงเท้า

การตอบรับซอสต๊อดในช่วง 2 เดือนแรก เรียกว่าประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย เพราะสามารถขายได้มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ถึง 10 เท่า ถือว่าเติบโตได้เร็ว มีคนถามหาจำนวนมากจนตอนนี้ผลิตไม่ทันกับยอดออเดอร์ที่เข้ามา โดยทำยอดขายได้เฉลี่ยราว 10 ล้านบาทต่อเดือน และอยู่ระหว่างการวางแผนเพื่อเพิ่มกำลังผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ

สำหรับกลุ่มลูกค้าของซอสต๊อดจะเน้น End User ที่ทำอาหารรับประทานเอง โดยเฉพาะกลุ่มแม่ครัว ทั้งคนที่เป็นแม่ครัวมืออาชีพจริงๆ และแม่บ้านที่ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัว ร้านค้าร้านอาหารที่ต้องการนำไปใช้เป็นเครื่องปรุง รวมทั้งกลุ่มคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศที่อยากได้รสชาติอาหารแบบไทยๆ ซึ่งค่อนข้างหารับประทานได้ยาก ตามประสบการณ์จริงที่คุณต๊อดพบ ระหว่างไปเรียนอยู่ในต่างประเทศ ที่อาหารส่วนใหญ่จะมีรสชาติจืด

“ฟีดแบ็คในเรื่องรสชาติถือว่าดี คนที่ได้ลองส่วนใหญ่จะชื่นชอบ สินค้าที่นำไปวางขายตามร้านต่างๆ จุดละ 4-10 ลัง ก็สามารถขายได้หมดทุกจุด และขายได้หมดเร็วกว่าช่วงแรกๆ จากเริ่มต้นสินค้าจะหมดหลังวางขายประมาณ 3-4 วัน แต่ปัจจุบันบางจุดสามารถขายได้หมดภายใน 1-2 วัน โดยผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับรสชาติของซอสต๊อดเมื่อลองรับประทานแบรนด์อื่นๆ จะรู้สึกว่ารสไม่จัด ไม่เผ็ด เท่ากับซอสต๊อดมีส่วนในการเข้าไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคซอสพริกของคนไทยด้วย”

ขณะที่การทำตลาดจะเน้นสื่อโซเชียลเป็นหลัก ทั้งในส่วนของเพจหลักของซอสพริกพริก และเพจส่วนตัวของคุณต๊อดที่มีคนตามกว่า 1 แสนคน และปกติจะใช้เป็น News Center ในการแจ้งข่าวสาร หรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับแฟนคลับอยู่แล้ว โดยเน้นรูปแบบ Lifestyle Marketing เช่น นำซอสไปประกอบอาหารเพื่อรีวิวสินค้า หรือครีเอทเมนูต่างๆ ที่ใช้ซอสทำ แล้วแท็กกลับมาที่หน้าเพจ จนเกิดเป็น #ซอสโซเชียล ทำให้สามารถสร้างกระแสได้บนออนไลน์

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือ “การทำตลาดแบบชีพจรลงเท้า” ก็คือการเดินเข้าไปแนะนำซอสกับลูกค้าหรือร้านค้าตามที่ต่างๆ เพื่อทำให้ลูกค้ามีโอกาสได้ทดลองรับประทานและรับรู้ได้ถึงความแตกต่างจนเกิดความชอบและนำมาสู่การซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยที่ขี้เกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธ ส่วนใหญ่ก็จะซื้อขวดแรกไปทดลอง แต่เมื่อได้ลองก็จะติดใจในรสชาติ จนกลายมาเป็นลูกค้าประจำ ซึ่งเป็นแนวทางในการขายด้วยวิธีแบบดั้งเดิมที่ยังคงใช้ได้ผลเป็นอย่างดี

ขณะที่ช่องทางที่ซอสต๊อดจะไม่เข้าไปทำตลาดคือ โมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้อ เพราะต้องการรักษาระดับราคาเพื่อให้สินค้าไปถึงผู้บริโภคในราคาที่ไม่แพงมากเกินไป เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนจากหน้าโรงงานก็อยู่ที่ขวดละ 90-95 บาทแล้ว ตัวแทนจำหน่ายที่นำไปขายต่อก็จะได้ขวดละ 20-25 บาท ซึ่งหากสามารถเพิ่มจำนวน Economy of Scale ได้ดีขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนต่อขวดลดลงได้ในอนาคต และอาจจะนำไปเพิ่มส่วนต่างให้กับตัวแทนหรือลูกค้าได้

“การเข้าโมเดิร์นเทรดส่วนใหญ่สินค้าจะถูกวางไว้เฉยๆ โดยลูกค้าไม่มีโอกาสได้ทดลอง แต่การเลือกใช้วิธีเดินเข้าไปหาลูกค้ามีโอกาสสูงที่ลูกค้าจะทดลองและมีโอกาสขายได้สูงกว่าการรอให้ลูกค้าเข้ามาหา รวมทั้งสามารถนำค่าธรรมเนียมหรือส่วนแบ่งกำไรที่ต้องเสียให้โมเดิร์นเทรดมาให้กับตัวแทนจำหน่าย หรือจัดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับลูกค้าทดแทน ประกอบกับความเชื่อมั่นต่อศักยภาพและความแข็งแรงในระบบจัดจำหน่ายแบบดั้งเดิมของยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก  รวมทั้งเชื่อว่ามีเครือข่ายที่กว้างมากพอในการทำตลาดได้อย่างทั่วถึง เพราะในกลุ่มธุรกิจเบียร์ของสิงห์เองปัจจุบันก็ขายผ่านโมเดิร์นเทรดในสัดส่วนเพียง 20% เท่านั้น”

นอกจากนี้ ยังรับตัวแทนจำหน่ายใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ Silver  ที่มียอดจำหน่าย 2,500 ขวด ระดับ Gold ยอดจำหน่าย 5,000 ขวด และระดับ Platinum ยอดจำหน่าย 10,000 ขวด รวมทั้งมีตัวแทนจำหน่ายที่เป็นร้านอาหารทั้งในและต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นจุดกระจายสินค้าในแต่ละพื้นที่ซึ่งตัวแทนสามารถมาซื่อสินค้าจากจุดเหล่านี้ได้เชนกัน ส่วนตลาดต่างประเทศปัจจุบันสามารถเข้าไปทำตลาดได้แล้ว 4 ประเทศ คือ สวีเดน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอังกฤษ

ปัจจุบันคุณต๊อดทำธุรกิจส่วนตัวใน 3 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1. กลุ่มธุรกิจ Service Provider ภายใต้บริษัท Heaven Service เช่น บริการรถบ้าน และห้องน้ำเคลื่อนที่ 2. กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร โดยปัจจุบันบริหารร้าน “แสนแซ่บ” และ “แซ่บบาร์” โดยเตรีมเปิดแบรนด์ที่สามเพิ่มเติมเร็วๆ นี้ โดยยังคงเน้นร้านอาหารไทยที่มีรสชาติแบบไทยแท้ และ 3. ธุรกิจ Raw Material หรือกลุ่มวัตถุดิบด้านอาหาร ครัวกลาง และบริการรับจัดเลี้ยง (Catering) เพื่อสนับสนุนวัตถุดิบให้กับร้านอาหารทั้งของส่วนตัว รวมทั้งให้กับธุรกิจภายในเครือบุญรอด เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการ Synergy เครือข่ายธุรกิจภายในเครือ และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับเอเยนต์ของเครือ เพราะจะทำให้มีสินค้าไปเสนอร้านค้าปลายทางที่หลากหลายมากขึ้น