แสนสิริ จัดทัพใหญ่รื้อ 4 แกนหลักองค์กรสู้ตลาดโลก พร้อมเผย 5 หมัดเด็ดครึ่งปีหลัง 2560

ในฐานะ Market Shaper ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยในปัจจุบัน แต่ด้วยเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นสู่การเป็น Global Property Development ทำให้แสนสิริต้องปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่ผ่านกลยุทธ์ Sansiri Transformation 2017  โดยเฉพาะการจัดทัพใหม่ใน 4 ส่วนหลักสำคัญ เพื่อการขับเคลื่อนครั้งนี้  ประกอบไปด้วย

Financial Transformation  ด้านการเงิน ใช้ dashboard ที่สามารถเรียกข้อมูลตัวเลขต่างๆ ได้ทันที เพื่อ Monitor และควบคุมด้านการเงินอย่างรวดเร็ว แม่นยำ สามารถบริหารการเงินเชิงลึกทั้ง Financial growth การลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ รายได้ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย เป็นการต่อยอดนโยบาย Engineering for Growth ที่แสนสิริทำต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา

Project Transformation ด้านการบริหารและพัฒนาโครงการ เพื่อมองหาโอกาสเพิ่มให้กับธุรกิจ ทั้งจากนวัตกรรมหรือกระบวนการทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงธุรกิจของกลุ่ม และช่วยผลักดันธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัวยิ่งขึ้น เช่น การลงทุนใน PropTech เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของบริษัทรวมทั้งสอดรับความต้องการผู้บริโภคในแต่ละเซ็กเมนต์ที่แตกต่างกัน

Marketing Transformation เน้นกลยุทธ์แบบ Customer Centric  แบ่งเซ็กเม้นต์ลูกค้าให้ชัดเจนขึ้น รวมทั้งใช้สื่อดิจิทัลเพื่อสื่อสารและเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มและหลากหลายขึ้น ทั้งผู้บริโภคในไทยและต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับ Customer Living Experience เพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดให้สอดคล้องไลฟ์สไตล์และความต้องการลูกค้า

Technology Transformation การพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามาช่วยยกระดับประสบการณ์ สร้างความแตกต่าง และรองรับ Digital Lifestyle ผู้บริโภคในปัจจุบันอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งยกระดับธุรกิจจาก Local Player สู่การเป็นผู้พัฒนาโครงการในระดับ Global

อภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการแสนสิริ แนะนำ 4 แม่ทัพใหญ่ ในการจัดทัพครั้งสำคัญนี้

ทั้ง 4 แนวทาง เป็นการจัดทัพเพื่อให้แสนสิริมีความพร้อมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น  ขณะเดียวกันยังทำให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดการเติบโตที่เริ่มคงที่ แต่สามารถสร้าง New S-Curve ให้กับธุรกิจได้เหมือนช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ที่มีการเติบโตได้แบบก้าวกระโดดในแต่ละปีได้อีกครั้ง

สำหรับมิติของการทำธุรกิจ  คุณอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครึ่งปีแรกแสนสิริเปิดโครงการใหม่รวม 3 โครงการ จากเป้าหมายทั้งปี 19 โครงการ ทำให้มีโครงการที่ต้องเร่งดำเนินการในช่วงที่เหลือนี้รวม 16 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3.9 หมื่นล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 7 โครงการ บ้านเดียว 8 โครงการ  และทาวน์เฮ้าส์อีก 1 โครงการ

ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก ถือว่าค่อนข้างแข็งแกร่งเพราะยังสามารถเติบโตได้ถึง 20% ด้วยยอดขาย 15,000 ล้านบาท คิดเป็น 42% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่วางไว้ 36,000 ล้านบาท  โดยความสำเร็จจากครึ่งปีแรกนอกจากการพัฒนาโครงการใหม่ ยังมาจากการรุกตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้มียอดขายจากต่างประเทศ 3,700 ล้านบาท จากเป้าหมาย 8,000 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการที่ลูกค้าต่างชาติให้ความสนใจ  อาทิ

โครงการเดอะ ไลน์ จากการพัฒนาร่วมกันระหว่างแสนสิริ และบีทีเอส ทั้งที่สุขุมวิท 101 และพหล -ประดิพัทธ์ , โครงการเดอะเบส พัทยากลาง โครงการ 98 Wireless  แฟลกชิพคอนโดระดับไฮเอนด์ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งปัจจุบันขายได้แล้ว 60%  รวมทั้งคอนโดมิเนียมในกลุ่ม Affordable อย่าง ดีคอนโด ที่สามารถปิดการขายได้ทั้งหมด 4 โครงการ ในเชียงใหม่, อ่อนนุช –พระราม9, กาญจนวณิช และ กะทู้-ป่าตอง รวมทั้งสามารถปิดการขายในตลาดต่างจังหวัด โครงการเดอะเบส เซ็นทรัล พัทยา และบ้านเคียงฟ้า หัวหิน ได้อีกด้วย

สำหรับ  5 แนวทางสำคัญในการดำเนินธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังของแสนสิริ  มีดังนี้

1. เดินหน้าโครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนระหว่างแสนสิริและบีทีเอส จาก 2 ปีที่ผ่านมา ร่วมกันพัฒนา 8 โครงการมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท โดยในครึ่งปีหลังจะเปิดเพิ่ม 3 โครงการ มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ครึ่งแรกของปีนี้ได้ลงทุนโครงการเดอะ เบส เพชรเกษม มูลค่า 1,900 ล้านบาท รวมทั้งมองหาพันธมิตรเพิ่มเติม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจในอนาคต

2. รุกตลาด super hi-end ในกลุ่มบ้านเดี่ยว ด้วยการเปิดโครงการใหม่ของ “บ้านแสนสิริ” ช่วงไตรมาสที่ 4  ปีนี้ หลังจากเคยประสบความสำเร็จจากโครงการ “บ้านแสนสิริ สุขุมวิท 67”  ในปี 2549

3. บุกตลาดต่างประเทศเต็มพิกัด เพื่อรักษาความเป็นผู้นำบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ลูกค้าต่างชาติให้ความไว้วางใจจนครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นปีที่ 4

4. ต่อยอดการพัฒนาคอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ท ภายใต้แบรนด์ “HAUS” (เฮาส์) ที่มีส่วนกลางเป็นสวนขนาดใหญ่ ท่ามกลางธรรมชาติ หลังจากสำเร็จแล้วใน 2 โครงการ คือ ฮาสุ เฮาส์ (Hasu HAUS) และ โมริ เฮาส์ (Mori HAUS) สำหรับลูกค้าที่ชอบใกล้ชิดธรรมชาติ แม้จะอยู่กลางเมืองใหญ่ โดยลูกค้าในกลุ่มนี้มักจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง

“แสนดี” หุ่นยนต์ส่งของให้ลูกบ้านถึงหน้าประตู เริ่มใช้โครงการแรกที่ เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า

5. พัฒนา Property Technology เต็มรูปแบบ ทั้งในการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาโครงการ และบริการใหม่ ๆ สำหรับลูกค้า อาทิ แนะนำ “แสนดี” Delivery Robot หุ่นยนต์ส่งอาหารหรือสิ่งของให้กับลูกบ้าน โดยเตรียมให้บริการใน เดอะ โมนูเมนต์ สนามเป้า เป็นโครงการแรก ช่วงปลายปีนี้ ก่อนจะเพิ่มเติมในโครงการอื่นๆ ต่อไป