ในระบบการเงินที่ธนาคารชั้นนำใช้เป็นมาตรฐาน การก้าวเข้าสู่ทำเนียบ High Net Worth Individuals (HNWIs) หรือกลุ่มลูกค้าสินทรัพย์สูง มักถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขการมีเงินฝากหรือเงินลงทุน (Asset Under Management: AUM) อยู่ในบัญชีตามระยะเวลาที่กำหนด เริ่มต้นตั้งแต่ 10 ล้านบาท 20 ล้านบาท ไปจนถึง 50 ล้านบาทขึ้นไป
แต่สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการยุคใหม่ (Next-Gen Entrepreneurs) ที่เติบโตท่ามกลางตลาดการเงินโลกที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยความผันผวน สมการนี้อาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป เพราะในโลกที่สภาพคล่อง (Liquidity) คืออาวุธสำคัญ การบริหารเงินทุนให้เคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์มากกว่าเพียงการถือเงินสดจำนวนมหาศาลเพื่อแลกกับสถานะทางการเงิน
นี่คือจังหวะที่สองผู้นำระดับประเทศอย่าง SCB WEALTH ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความมั่งคั่ง และ SANSIRI ผู้นำในธุรกิจ Luxury Living ได้จับมือกันสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ผ่านแคมเปญ “SANSIRI x SCB WEALTH Curated with WEALTH-MASTERY” ภายใต้กลยุทธ์ The Ultimate Synergy ที่พลิกโฉมการบริหารความมั่งคั่งในรูปแบบใหม่
ด้วยแนวคิดที่เปลี่ยนมูลค่าสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่ ให้กลายเป็นทางลัด (Fast-Track) สู่การเป็นลูกค้า SCB WEALTH ที่ได้รับการดูแล บริหาร และต่อยอดความมั่งคั่งอย่างครบวงจร ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การผนึกกำลัง แต่คือการเปิดประตูสู่อนาคตของการลงทุนและการใช้ชีวิตที่เหนือระดับ
ถอดรหัส 3 ทางลัดสู่ Wealth Ecosystem จาก SCB WEALTH
อสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรีวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวราคา 50 ล้านบาท หรือคอนโดมิเนียมพรีเมียมที่ 20–30 ล้านบาท ล้วนเป็นสินทรัพย์หลักที่มีน้ำหนักมากในพอร์ตโฟลิโอโดยรวม การซื้อโดยไม่มีแผนทางการเงินรองรับ จึงไม่ต่างอะไรกับการเดินหมากรุกโดยไม่มีกลยุทธ์ นี่คือจุดที่ SCB WEALTH เข้ามาเปลี่ยนเกมการลงทุนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
สำหรับ SCB WEALTH ซึ่งดูแลฐานลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ประมาณ 1.2 ล้านคน การร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประตูสู่การบริหารสินทรัพย์แบบองค์รวมอย่างแท้จริง โดย คุณปรมาศิริ มโนลม้าย Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เน้นย้ำถึงมุมมองการจัดพอร์ตของเศรษฐียุคใหม่ว่า “วันนี้ลูกค้าไม่ได้มองว่าการลงทุนจำกัดอยู่แค่ Financial Asset เท่านั้น แต่มองรวมไปถึง Real Asset ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็น Core Asset ที่ช่วย Diversify Portfolio กระจายความเสี่ยง เนื่องจากมีความผันผวนตามตลาดการเงินต่ำ (Low Correlation) และยังเป็นเรื่องของการส่งต่อ Legacy หรือมรดกด้วย การร่วมมือกันครั้งนี้จึงเป็นการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงให้ลูกค้าดูแลตัวเองได้ครบทุกส่วน”
สิ่งที่ทำให้ SCB WEALTH แตกต่างจากบริการ Wealth Management ทั่วไป คือการเข้าใจว่าความมั่งคั่งของแต่ละรายมีบริบทของตัวเอง ทั้งเป้าหมายชีวิต ครอบครัว ธุรกิจ และสิ่งที่ให้ความสำคัญ ด้วยเหตุนี้ SCB WEALTH จึงได้สร้างระบบการดูแลแบบ Tiered Wealth Advisory ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความมั่งคั่งในแต่ละระดับอย่างแม่นยำ ดังนี้
1. Ultra-Luxury Elite: สำหรับผู้ที่เลือกเป็นเจ้าของโครงการในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection มูลค่าตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป และได้รับการอนุมัติสินเชื่อกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ รับเอกสิทธิ์สูงสุด เป็น SCB PRIVATE BANKING (ที่ปกติสงวนไว้สำหรับผู้มี AUM 50 ล้านบาทขึ้นไป) จะมี Relationship Manager หรือที่ปรึกษาการเงินและการลงทุนส่วนบุคคล พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญดูแลลึกถึงการวางโครงสร้างความมั่งคั่งของครอบครัว (Family Office) รวมถึงการทำ Tax Planning และส่งต่อมรดก
2. High-Net-Worth Aspirant: สำหรับผู้ที่ครอบครองโครงการราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป และได้รับการอนุมัติสินเชื่อกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่อีกขั้นของชีวิต รับเอกสิทธิ์ SCB FIRST ด้วย Relationship Manager หรือที่ปรึกษาการเงินและการลงทุนส่วนบุคคล พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญ คอยดูแลวางแผนการเงินการลงทุน เข้าใช้บริการ Investment Center และเลานจ์ชั้นนำ รวมถึงสิทธิ์ในการอัปเกรดชั้นโดยสารสายการบิน (Flight Upgrade)
3. Affluent Next-Gen: สำหรับผู้ครอบครองโครงการราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโดฯ หรือทาวน์โฮมของแสนสิริ และได้รับการอนุมัติสินเชื่อกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ ถือเป็นก้าวแรกสู่การบริหารความมั่งคั่งอย่างจริงจัง รับเอกสิทธิ์ SCB PRIME มีผู้ดูแลให้คำปรึกษาและเข้าถึง Financial & Investment Insight ได้ตลอดเวลา
Smart Leverage: ย้ายฝั่งงบดุล เปลี่ยนหนี้สินให้เป็นเอกสิทธิ์
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้อยู่ที่มุมมองที่มีต่อหนี้สินที่มีคุณภาพ หากพิจารณาตามหลักบัญชี การกู้ซื้อบ้านคือการสร้างหนี้ (Mortgage) แต่สำหรับแคมเปญนี้ นี่คือการทำ Asset Leverage หรือการปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินที่เหนือกว่า เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คุณศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพอินไซต์ของกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในอดีตผู้บริโภคอาจจะคิดว่าในช่วงชีวิตหนึ่งเราซื้อบ้านได้เพียงครั้งเดียว แต่ไม่ใช่วันนี้อีกต่อไป พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะมาก ลูกค้าบางรายอยู่คอนโดฯ หรือบ้านที่หนึ่ง 3-5 ปีก็เปลี่ยน เพราะอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้สามารถลงทุนเพื่อผลตอบแทนที่ดีในอนาคตได้ โดยปัจจุบันกลุ่มลูกค้าแสนสิริซื้อซ้ำสูงถึง 75% ซื้อแล้วซื้ออีกเมื่อเราออกโปรดักต์ใหม่ เพราะเห็นว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความมั่งคั่งของเขาเติบโตมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนที่สร้างผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ยสูงถึง 6-9% ต่อปี ยิ่งในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ ๆ อายุ 25-40 ปี เติบโตขึ้นถึง 30% ในปีที่ผ่านมา กลุ่มนี้มีขีดความสามารถสูงในการสร้างความมั่งคั่ง และประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดแต่สิ่งที่ขาดคือการเข้าถึง Wealth Recognition วันนี้เพียงแค่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริ ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้สิทธิ์ต่อยอดร่วมกับ SCB WEALTH ทันที”
เมื่อตัดสินใจเป็นเจ้าของโครงการระดับมาสเตอร์พีซจากแสนสิริ ผ่านการอนุมัติและเบิกใช้วงเงินสินเชื่อบ้านจากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ยอดวงเงินกู้ดังกล่าวจะถูกนำมาคำนวณเพื่อปรับสถานะกลุ่มลูกค้า Wealth ในทันที เปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเติบโตชนะเงินเฟ้อ และได้สิทธิ์เข้าถึงระบบนิเวศการเงินระดับท็อปเทียร์ โดยที่เงินสดในมือยังคงอยู่ครบ พร้อมที่จะนำไปกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนอื่นเพื่อสร้างผลตอบแทนต่อ
มากกว่าแค่ ‘ที่อยู่อาศัย’ แต่คือการเติมเต็ม Financial Health และส่งต่อมรดก
ความน่าสนใจของอภิมหาดีลนี้ คือการที่ทั้งสองแบรนด์ไม่ได้มองเป็นเพียงแค่แคมเปญโปรโมชั่นระยะสั้น แต่มองไปถึงการดูแลระยะยาว “จากรุ่นสู่รุ่น” ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การส่งต่อความมั่งคั่ง (Legacy Transfer) ของมหาเศรษฐีไทยในปัจจุบัน
คุณปรมาศิริ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เทรนด์ใหญ่ที่น่าจับตาในตอนนี้ของกลุ่ม Ultra High Net Worth คือการส่งต่อมรดกจากรุ่นสู่รุ่น บริการ Family Office ของเราจึงได้รับความนิยมมาก ทั้งการดูแลธรรมนูญครอบครัว พินัยกรรม การจัดกงสีให้สอดคล้องกับ Generation ที่ต่างกัน ซึ่งเมื่อเจนฯ ถัดมาแยกตัวออกไป อาจไม่ได้อยากอยู่บ้านสไตล์เดิมของคุณพ่อคุณแม่ แต่อยากมีบ้านที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และสังคมที่เขาต้องการ ทั้งยังมองว่าบ้านเป็น Wealth Journey อย่างหนึ่งที่จะพาเขาไปสู่ความสำเร็จ”
ขณะเดียวกัน ฝั่งแสนสิริเองก็ตอกย้ำว่า คุณภาพชีวิตที่ดีต้องครอบคลุมไปถึงสถานะทางการเงินที่มั่นคงด้วย โดยแสนสิริไม่ได้โฟกัสแค่สร้างที่อยู่อาศัยแล้วขายส่งต่อ แต่ใส่ใจเรื่องการออกแบบไลฟ์สไตล์และชุมชนที่ดี ซึ่งมูลค่าของสินทรัพย์มันจะเติบโตในระยะยาวตามสังคมที่ดีรอบตัว และในยุคนี้ Wellness ไม่ใช่แค่เรื่อง Body, Mind, Soul หรือ Social เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ Financial Health ด้วย การเงินที่ดีจะเข้ามาเติมเต็ม Wellness ในชีวิตให้สมบูรณ์แบบขึ้น ตรงกับสโลแกนของ SCB WEALTH ที่ว่า Your Success. Our Success (ความสำเร็จของคุณคือความสำเร็จของเรา)
ถึงเวลายกระดับแนวคิดการบริหารความมั่งคั่ง จากการถือครองเงินสด มาสู่วิธีการใช้สินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์หรู เป็นทางนำสู่การเป็นลูกค้า SCB WEALTH ที่ได้รับการดูแล บริหาร และต่อยอดความมั่งคั่งอย่างครบวงจร พร้อมส่งต่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น นี่คือสมการใหม่ที่นักลงทุนตัวจริงไม่ควรพลาด หากคุณคือผู้ที่เข้าใจพลังของ Leverage และมองหาการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับงบดุลส่วนบุคคล แคมเปญ “SANSIRI x SCB WEALTH Curated with WEALTH-MASTERY” คือคำตอบที่ชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด ทั้งในแง่การได้ครอบครอง Asset ชั้นยอด การได้รับสิทธิ์บริการดูแลบ้านอย่างเหนือระดับจาก Sansiri Priority และ Sansiri Luxury Collection (SLC) Live Curator พร้อมทางลัดสู่การดูแลทางการเงินระดับสูงสุดจากธนาคารไทยพาณิชย์
โอกาสทองในการพลิกสมการความมั่งคั่งนี้มีกรอบเวลาจำกัด 1 ปีเต็ม สำหรับผู้ที่สมัคร ได้รับอนุมัติ และเบิกใช้วงเงินสินเชื่อบ้านตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2570 นี้เท่านั้น
หมายเหตุและคำเตือนตามเกณฑ์ธนาคาร: กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ระหว่าง 3.93% – 4.37% ต่อปี (คำนวณจาก MRR ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ 6.575% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและสามารถเปลี่ยนแปลงได้) | ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ยในอัตรา 16% ต่อปี สำหรับการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิต







