ดับเบิ้ลยูพี กรุ๊ป ทุ่มงบกว่า 100 ล้าน สยายปีกธุรกิจอีคอมเมิร์ซในทุกมิติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ยุคไทยแลนด์ 4.0 [PR]

0

บริษัท ดับเบิ้ลยูพี กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการรับส่งพัสดุรูปแบบใหม่ “สกายบ๊อกซ์”(SKYBOX) ภายในสถานีรถไฟฟ้าBTS และจัดส่งพัสดุภายนอกระบบสถานี BTSทั้งในและต่างประเทศ  เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2557 เน้นกลยุทธ์ ช้อปง่าย รับสบาย (Click and Collect) โดยในปี 2560 เดินหน้ารองรับตลาดธุรกิจอีคอมเมิร์ซในทุกมิติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ยุคไทยแลนด์ 4.0  เปิดตัวนวัตกรรม Omni Channel ที่รวบรวมร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์ไว้ในแอพเดียวในประเทศไทย พร้อมจับมือพันธมิตรขยายธุรกิจไปยังร้านสะดวกซื้อกว่า 5,000 สาขาทั่วประเทศ ขยายจุดบริการที่ BTS ครอบคลุมเกือบทุกสถานี  ตั้งเป้าเป็นที่ 1 ในการให้บริการจุดรับส่งสินค้ามากที่สุดในเอเชีย

นายอภิพัฒน์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งสกายบ็อกซ์ (SKYBOX) กล่าวว่า “ปีนี้ สกายบ๊อกซ์ ดำเนินธุรกิจครบ 3ปี เข้าปีที่ 4 โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างระบบการขนส่งและการซื้อของออนไลน์ให้ง่ายและเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา เราไม่เคยหยุดนิ่ง มุ่งมั่นพัฒนาระบบที่รองรับการเชื่อมต่อทั้งแบบ Online และ Offline มุ่งขยายจุดบริการ เครือข่ายให้ครอบคลุม ทั่วไทยและทั่วโลก เนื่องจากตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย มีการเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด คิดเป็น 12.42% มูลค่ารวมสูงถึง 2.52 ล้านล้านบาท ส่งผลให้การแข่งขันของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นตามมาด้วย  จากปัจจัยเหล่านี้เราจึงพยายามผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแรง ทั้งการพัฒนาธุรกิจจาก C2C ที่เป็นเพียงผู้ให้บริการรับส่งพัสดุให้กับคนทั่วไป มาเป็นธุรกิจแบบ B2B2C และต่อเนื่องมาเป็น การสร้างระบบออนไลน์เชื่อมต่อ Web shopping online โดยเชื่อมต่อลูกค้าสู่ consumer โดยตรง  หรือจะเป็นการขยายจุดบริการบนBTSในทุกปี จาก 4 สาขา เป็น 7 สาขาในปัจจุบัน คือที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทองหล่อ สนามกีฬาแห่งชาติ ช่องนนทรี หมอชิต อารีย์ และอโศก ทั้งนี้เรายังมีพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจเพิ่มเติม เช่น Central Online / CPS / AISOnline / Sephora / Tops Supermaket / บริษัท Elca  Brands นำเข้า cosmetics ชั้นนำ และ SME รายย่อยกว่า 100  ร้านค้า แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น  ซึ่งในปีที่ผ่านมา สกายบ๊อกซ์เองถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ของธุรกิจ มีรายได้ และยอดการใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 200% เป็นไปตามเป้าที่วางไว้”

ด้าน นายธนวัฒน์ ไล้ทองคำ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และผู้ร่วมก่อตั้งสกายบ็อกซ์ (SKYBOX) กล่าวว่า จุดเด่น ของบริการสกายบ๊อกซ์ คือ เป็นจุดรับสินค้า จากการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ที่ให้บริการบน BTS เป็นรายแรก, ลูกค้าที่ซื้อของออนไลน์แล้วมารับที่ SKYBOX สามารถ Return สินค้าได้ทันที ในกรณี ที่ได้ของไม่ตรงตามที่สั่งไว้, มีระบบที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งออนไลน์ และ ออฟไลน์, มีแผนที่จะขยายครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2560 และขยายไปยังต่างประเทศ, และเป็นจุดรับสินค้า ที่มีเครือข่ายมากที่สุดในไทย แต่เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซรายใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจบริการขนส่ง มีการแข่งขันสูงตามไปด้วย และคาดกันว่ามูลค่าทางการตลาดน่าจะถึง 1.4 หมื่นล้านในอีก 3 ปีข้างหน้า ดังนั้น สกายบ๊อกซ์เห็นถึงโอกาสการเติบโตทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ในปีนี้เราจึงทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท วางแผนขยายธุรกิจและวางกลยุทธ์ในหลายๆด้าน อาทิ ด้านพาร์ทเนอร์ โดยร่วมมือกันขยายธุรกิจไปยังร้านสะดวกซื้อ 5,000 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ เพิ่มพาร์ทเนอร์ในส่วนของร้านค้าออฟไลน์ รวมถึงการสร้างด้านแพลตฟอร์มการให้บริการรูปแบบใหม่ล่าสุด ให้ผู้ใช้บริการสามารถรับ และคืนสินค้าได้ในเวลาเดียวกัน โดยใช้เพียงแค่รหัสรับสินค้าเท่านั้น อีกทั้งยังมีแนวคิดที่จะขยายธุรกิจเติบโตไปในต่างประเทศ โดยการเจรจากับเครือข่ายแฟรนไซส์ของเรา โดยมองไว้เป็นที่ประเทศ อินโดนีเซียก่อนอันดับแรก เนื่องจากเป็นเมืองที่ค่อนข้างตอบโจทย์ มีการจราจรที่ติดขัด โครงสร้างคล้าย ๆ กับกรุงเทพ ฯ นอกจากนี้ ด้านจุดบริการ เดิมที SKYBOX  ทำแค่ธุรกิจ C2C คือเป็นเพียงจุดรับส่งพัสดุให้กับคนทั่วไป  ซึ่งต่อมาก็มีการพัฒนาในด้านของเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาต่อยอดธุรกิจแบบ B2C2C   ไม่ว่าจะเป็น  – application ที่เชื่อมต่อผ่าน API สามารถขยายการใช้งานได้อย่างไม่จำกัด สร้างรายการส่งล่วงหน้า เช็คข้อมูลได้แบบ Real-time

“และเนื่องจากตลาดE-Commerce มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดมาก โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่สามารถกวาดรายได้ไปมากสุดถึง 2.1 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยปี2559) SKYBOX เห็นถึงโอกาสการเติบโตทางธุรกิจตรงนั้น จึงขยายการเติบโตเข้ามาจับธุรกิจแบบ B2B2C ด้วย คือการเชื่อมต่อกับร้านค้าออนไลน์มากขึ้น รวมถึงออฟไลน์ด้วยเพื่อให้ผู้บริโภคเอาสินค้ามา ดร็อบไว้ที่จุดบริการของเรา ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการพัฒนามาเป็น

– การสร้างระบบออนไลน์เชื่อมต่อ Web shopping online โดยเชื่อมต่อลูกค้าสู่ consumer โดยตรง

– Omni Channel   เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์ กับร้านค้าแบบออฟไลน์ ซึ่งแอพพลิเคชั่น Omni นี้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ธุรกิจควบคู่ได้ทั้งแบบ B2B และ C2C

– และแผนในอนาคต ในปี 2560 เรามีแผนที่จะพัฒนาระบบ เป็น e-locker ระบบอัตโนมัติในการทำงาน สามารถควบคุมการทำงานทั้งหมดจากส่วนกลาง เพิ่มศักยภาพในการขยายตัวของธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น เราวางกลยุทธ์ให้เหนือคู่แข่งยิ่งขึ้นด้วยกลยุทธ์ “คีย์เวิร์ด” การให้บริการเป็นคำว่า “SUPER” เพื่อผู้ใช้บริการจะได้รับประโยชน์

S – Seven Days Operations เปิดบริการทั้ง 7 วัน

U – Ultimate Value ค่าบริการเริ่มต้นที่ 35 บาท และฝากส่งไปได้ทุกจุดบริการ

P – Perfect Timing สามารถเลือกกำหนดเวลาในการมารับสินค้าได้เร็วที่สุดคือ 45 นาที หลังจาก

ที่สินค้ามาถึงจุดบริการของสกายบ็อกซ์

E – Ecommerce Supporting เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ประกอบการออนไลน์ ให้ได้รับความ

คุ้มค่าในการจัดส่ง และรับประกันสินค้าถึงมือผู้รับ 100%

R – Reliability System ลูกค้าสามารถตรวจสอบสินค้า เป็นรายวัน รายเดือน และรายปี ดูสถานะ

ว่าสินค้าถึงมือลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง

“จากทุกสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เรามุ่งมั่นสร้างบริการเพื่อรองรับตลาดสินค้าออนไลน์รวมที่โตขึ้นกว่า 12% และสกายบ๊อกซ์ คาดให้มียอดการเติบโตไว้ที่ 200% ภายในปี 2560”

นางสาวอรชุลี วิศิษฐฎากุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และผู้ร่วมก่อตั้งสกายบ็อกซ์ (SKYBOX)  กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในสภาวะการณ์แข่งขันทางการตลาดที่ค่อนข้างสูงแบบนี้ นอกจากการขยายจุดบริการให้ครอบคลุมแล้ว การพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันเทรนด์การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มีเพิ่มมากขึ้น บวกกับเป็นยุคดิจิทัลที่มีเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละเจ้าต่างหากลยุทธ์ทางการตลาดมาแข่งขันกันอย่างดุเดือด  สกายบ๊อกซ์เองก็มีความพยายามที่จะพัฒนาระบบเป็น e-locker  ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติในการทำงาน สามารถควบคุมการทำงานทั้งหมดจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นการพัฒนาเชิง IoT เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายตัวของธุรกิจมากขึ้น  และในปีนี้ สกายบ๊อกซ์ พร้อมแล้วที่จะเปิดตัว แอพพลิเคชั่น Lifestyle Skybox Omni Channel เพื่อรองรับยุคดิจิทัล และตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ชีวิตคนเมืองได้ตลอด 24 ชั่วโมง แบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็น อาหาร, เสื้อผ้า, เครื่องสำอาง, สุขภาพ, บันเทิงหรือ แม้กระทั่งการท่องเที่ยว ไว้ในแอพเดียว”

Lifestyle Skybox Omni Channel เป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อร้านค้าออนไลน์ กับร้านค้าแบบออฟไลน์ เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ  โดยไม่จำเป็นต้องขยายสาขาเพิ่ม และตอบสนองความพอใจของลูกค้าในวงกว้าง มีขั้นตอนการทำงานคือ เมื่อมีการสั่งซื้อของทางออนไลน์ ระบบจะส่งไปตาม mini store เพื่อส่งไปยังhubกลางที่ใกล้ผู้ส่งที่สุด จากนั้น hub กลางจะกระจายสินค้าไปตามจุดยุทธศาสตร์ที่ใกล้ลูกค้ามากที่สุดเพื่อให้ลูกค้าแวะหยิบของกลับบ้านได้  ซึ่งวิธีนี้จะเพิ่มโอกาสในการขาย ทำให้ลูกค้าพึงพอใจและกลับมาซื้อสินค้าใหม่ เป็นการสร้างยอดขายด้วยระบบเครือข่ายยุคใหม่ และใช้ศักยภาพของออนไลน์ มาช่วยขยายการเติบโต”