จีน ซุ่มครองโลกทุ่มกว่า 245 พันล้านเหรียญ กว้านซื้อกิจการทั่วโลก หวังสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่

resize-shutterstock_358671599

ถ้าจะกล่าวว่าการเข้าซื้อบริษัทต่างประเทศ เป็น “ทางลัด” ที่ทำให้จีนกลายมาเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญบนเวทีการค้าการลงทุนระดับโลกคงไม่ผิดนัก…

ย้อนกลับไปก่อนปี 2013 การค้าการลงทุนในต่างประเทศของจีน ยังอยู่ในยุค “Old Economy” คือ การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหมืองแร่ เหล็ก พลังงาน โดยบริษัทจีนที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ ใช้วิธีเข้าซื้อกิจการในอุตสาหกรรมหนักเหล่านี้ เช่น ซื้อบริษัทพลังงานในแคนาดา, บริษัทผลิตเหล็กในออสเตรเลีย, เหมืองทองแดงในทวีปแอฟริกา ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของการซื้อกิจการ เป็นบริษัทด้านพลังงาน และบริษัทสินค้าโภคภัณฑ์

- Advertisement -

แต่หลังจากนั้นมา ระบบเศรษฐกิจของจีน เริ่มขยับจากยุค “Old Economy” ก้าวไปสู่ “New Economy” นั่นคือ การลงทุนพัฒนาด้านเทคโนโลยี และสร้างแบรนด์ จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีบริษัทจีนหลายราย ที่เป็น Private Company สามารถขยับจากการเป็น Local Company ไปสู่การเป็น Regional Company และพัฒนาเป็นกลุ่มทุนระดับ Global Company ได้สำเร็จ เช่น Huawei, Tencent, Alibaba

resize-china-oversea-investment_02bloomberg
Photo Credit : Bloomberg

เวลานี้ กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากแดนมังกรได้ขยายอาณาจักรไปยังต่างแดนมากขึ้น อย่างไรก็ตามการลงทุนในบริษัทต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโมเดลควบรวมกิจการ ซื้อกิจการ หรือร่วมทุน ในยุค New Economy ของจีน ไม่ได้มุ่งไปที่ภาคอุตสาหกรรมหนักเหมือนเช่นในอดีต แต่เน้นลงทุนในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ที่เป็นเทรนด์ทั้งในวันนี้และอนาคต อาทิ ธุรกิจเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ต/ซอฟท์แวร์ พลังงานทางเลือกใหม่ ค้าปลีก การเงิน อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการซื้อสโมสรกีฬา และลงทุนในธุรกิจเอนเตอร์เทนเม้นต์

โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา พบว่ามูลค่าเม็ดเงินที่กลุ่มทุนจีนใช้ในการควบรวมกิจการ และซื้อบริษัทต่างประเทศ อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 245.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 145% จากปี 2015

resize-china-oversea-investment_03bloomberg
Photo Credit : Bloomberg
resize-china-oversea-investment_04bloomberg
Photo Credit : Bloomberg

ตัวอย่างของกลุ่มทุนจีน เข้าไปลงทุนในบริษัทต่างประเทศ เช่น “Alibaba Group” ปัจจุบันไม่ได้มีแค่เพียงธุรกิจ E-Commerce เท่านั้น แต่ได้ขยายการเติบโตออกไปยังธุรกิจอื่นอีกมากมาย ทั้ง Alipay บริการด้าน Payment Gateway การซื้อกิจการ Lazada เพื่อบุกตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ยังลงทุนในธุรกิจกีฬา เช่น เข้าถือหุ้นในสโมสรกีฬาต่างๆ และจับมือกับกลุ่มทุนจีน ลงทุนใน LeTV Sports เป็นแพลตฟอร์มให้บริการ Sport Video Streaming รวมถึงเข้าสู่อุตสาหกรรมบันเทิงของอเมริกา ร่วมทุนผลิตภาพยนตร์ฮอลลีวูด เพื่อต่อยอดไปสู่การให้บริการดิจิทัลคอนเทนต์

จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์การลงทุนของ Alibaba กระจายไปยังกลุ่มธุรกิจต่างๆ เพื่อให้แต่ละธุรกิจเป็นจิ๊กซอว์ในการต่อภาพ Business Ecosystem หรือระบบนิเวศธุรกิจของกลุ่ม Alibaba ที่อยู่บนพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น E-Commerce, Cloud Computing, Digital Media, Entertainment และนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ และบริการในท้องถิ่น

สำหรับในปี 2017 จะยังคงปรากฏภาพกลุ่มทุนจีน ลงทุนในบริษัทต่างประเทศมากขึ้นอย่างแน่นอน !!

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางโอกาสทางธุรกิจมากมายในต่างแดน ก็ใช่ว่ามังกรจีนจะผงาดโดยไร้อุปสรรค เพราะมีเหตุปัจจัย ทั้งภายนอกจีน และภายในประเทศ ที่อาจทำให้กลุ่มทุนจีนต้องชะลอการเข้าซื้อกิจการบริษัทต่างชาติ

ปัจจัยภายนอก เช่น ภาครัฐ และหน่วยงานที่ดูแลการลงทุนในแถบประเทศตะวันตก ได้ส่งสัญญาณเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด และออกมาตรการเข้มงวดในการเข้ามาลงทุนของบริษัทจีน เช่น คณะกรรมการด้านการลงทุนของต่างประเทศในสหรัฐฯ ได้ระมัดระวังกับการที่บริษัทต่างชาติจะเข้าซื้อกิจการในสหรัฐฯ ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีรายงานว่าที่ผ่านมาจีนเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ มากที่สุด หรือแม้แต่รัฐบาลในกลุ่มสหราชอาณาจักร มีแผนจะสร้างกระบวนการตรวจสอบการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญ

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศจีน มาจากนโยบายการค้าการลงทุนของรัฐบาล, นโยบายลดค่าเงินหยวน ย่อมส่งผลกระทบต่อบริษัทจีนที่กำลังอยู่ระหว่างซื้อกิจการ หรือควบรวมบริษัทต่างชาติ และนโยบายการให้กู้ยืมเงินของภาคธนาคารในจีน

 

Source

Credit Photo (รูปเปิด) : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand