เอาฮา!?! 6 เหตุผลที่ผู้ประกอบการเอเชีย ต้องแฮปปี้กับชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์​

donald-trump

มีความกังวลมากมายเกี่ยวกับอนาคตของโลกในมือโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะกับชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นชาวสหรัฐผิวขาวเพราะจากการที่ทรัมป์เคยประกาศนโยบายที่เรียกได้ว่านอกจากกลุ่มดังกล่าวก็เหมือนจะไม่เอาใครเลย ชาวเอเชียอย่างเราๆ ก็จัดว่าอยู่ในกลุ่มที่ทรัมป์จ้องจะกันออกนอกวงโคจร อย่างการประกาศว่าจะจัดการกับจีนและญี่ปุ่นในแง่ของการค้าที่ขาดดุลและกล่าวว่าจีนเป็นตัวบงการความผันผวนของค่าเงิน รวมทั้งเขาพร้อมที่จะเจรจาสัญญาทางการค้า TPP ใหม่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม บทความนี้เราอยากจะบอกคุณว่า แม้ว่าชัยชนะของทรัมป์อาจเป็นสิ่งน่าสะพรึงในบางแง่มุม แต่ก็ยังมีส่วนที่สามารถมองมุมต่างเพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของเอเชียได้ถึง 6 ข้อด้วยกัน ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ เราอยากให้จับตาเอาไว้ ถ้าคุณไวพอคุณจะได้ประโยชน์จากเกมนี้

1.วัสดุในการสร้างกำแพง

จากคำปราศัยของทรัมป์ในนโยบายที่ว่าด้วยเรื่องการสร้างกำแพงกั้นระหว่างอเมริกากับเม็กซิโกที่เขาอ้างว่ามีแผนจะสร้างในความยาวกว่า 2,000 ไมล์นั้น ตีเป็นมูลค่าประมาณ 8 พันล้านสหรัฐ (ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าน่าจะใช้จริงถึง 2.5-3 หมื่นล้านเหรียญ) จำเป็นต้องใช้วัสดุในการก่อสร้างหลักๆ สองอย่างคือเหล็กและคอนกรีต แล้วทายซิใครเอ่ยเป็นผู้ผลิตอุตสาหกรรมเหล็กและคอนกรีตชั้นนำของโลก จีนนั่นเอง ความดื้อดึงของทรัมป์อาจทำให้เขาไม่ใช้ของจากจีน และมองหาเจ้าอื่นๆ โดยเฉพาะวัสดุที่ผลิตภายในประเทศขอสหรัฐเอง แต่ก็เท่านั้นแหละ เพราะวัสดุปริมาณมหาศาลขนาดนั้น อเมริกาไม่สามารถผลิตขึ้นได้ในเวลาอันสั้นแน่นอน ผลที่ตามมาจะส่งผลให้โดนัลด์ ทรัมป์จำต้องเปิดรับตัวเลือกอื่นๆ นอกประเทศเพื่อเติมเต็มการก่อสร้างให้ดำเนินต่อ ซึ่งคาดว่าเงินจำนวนหลายพันล้านเหรียญก็คงวนๆ อยู่ในแถบเอเชียนี่เอง

2.อุปกรณ์ก่อสร้างใช้แล้ว

และเพราะกำแพงในข้อหนึ่งไม่สามารถสร้างได้ด้วยตัวมันเอง แน่นอนว่าต้องการทั้งแรงงานคนและเครื่องจักรกลมาช่วยเสริม เช่น เครื่องขุดเจาะ รถปรับหน้าดิน ทำให้ธุรกิจอุปกรณ์ก่อสร้างจะเข้ามามีบทบาท และเนื่องจากงานสร้างกำแพงนี้เป็นงานแบบทำครั้งเดียว เชื่อว่าทรัมป์น่าจะเลือกใช้อุปกรณ์ที่ผ่านกรใช้งานแล้วแทนที่จะซื้อใหม่เพื่อโปรเจคนี้โดยเฉพาะ เพราะจะประหยัดงบไปได้มากเลยทีเดียว และผู้ที่จะซับพอร์ตเรื่องเครื่องมือจักรกลพวกนี้ได้ในราคาย่อมเยาว์เหมาะสมคงต้องขอความช่วยเหลือจากโดราเอม่อนอย่างญี่ปุ่นแล้วล่ะ

3.เครื่องมือแสกนมนุษย์

อีกหนึ่งความมุ่งมั่นของทรัมป์ที่เขาประกาศในช่วงหาเสียงคือการคัดกรองชาวมุสลิมออกไปจากประเทศให้หมด รวมทั้งปิดกั้นไม่ให้เข้า US อีกต่อไป ซึ่งหากเขาทำแบบนั้นจริงก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เฉพาะแค่คนทำงานตั้งแต่ระดับแรงงานไปจนถึงวิศวกรหัวกะทิในสหรัฐตอนนี้ก็มีมุสลิมรวมอยู่จำนวนมาก การคัดกรองและผลักดันพวกเขาออกไปต้องใช้ความละเอียดในการแสกนมากเลยทีเดียว แล้วเขาจะทำได้ยังไง?

การคัดกรองจากพาสปอร์ตที่ถืออยู่ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะคนถือพาสปอร์ตที่มาจากประเทศมุสลิมไม่จำเป็นต้องเป็นมุสลิม และมุสลิมจำนวนมากก็อยู่ในประเทศที่ไม่ใช่ฐานหลักของมุสลิม เช่นมีชาวคริสต์ประมาณ 10% ในประเทศมุสลิมอย่างอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับอียิปต์ที่มีชาวเตียนกระจายอยู่ทั่วนับเป็นประมาณ 6-20% ของประชากรทั้งหมด ในขณะที่อินเดียที่นับถือฮินดูเป็นหลักก็มีชาวมุสลิมประมาณ 180 ล้านคนจากประชากรทั้งหมดกว่าพันล้านคน นั่นทำให้การคัดกรองคนของทรัมป์ต้องเป็นไปอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้มีใครหลุดรอดจากเรด้าร์ออกไป นั่นอาจทำให้เขาต้องใช้งบประมาณไปกับเครื่องไม้เครื่องมือในการคัดคนเข้าประเทศ เช่น biometrics, homeland security, IoT ที่จะทำให้คนที่จะเข้า US ทุกคนต้องถูกแสกนอย่างละเอียด ทั้งยังต้องเพิ่มเครื่องมือในการป้องกันการปลอมแปลงเอกสาร ซึ่งประเทศที่น่าจะซัพพอร์ตได้ดีคืออิสราเอล

4.คนมีเก่งจะทำงานในสหรัฐได้ยากขึ้น

สืบเนื่องบจากนโยบายไม่เอามุสลิม กังขาคนผิวสีและคนเอเชียของทรัมป์ ทำให้โอกาสในการได้คนเก่งๆ ไปทำงานจากกลุ่มคนดังกล่าวจึงยากขึ้น ปัจจุบันคนมีความสามาถจำนวนมากในซิลิคอน วัลเลย์เป็นมุสลิม เป็นคนเอเชีย และเป็นคนผิวสี การคัดกรองดังกล่าวทัรมป์เคยกล่าวไว้ว่าจะทำโดยการปล่อย วีซ่า H-1B ให้ยากขึ้น และขึ้นฐานเงินเดือนขั้นต่ำของคนที่ถือวีซ่าประเภทนี้ให้สูงขึ้นจนผู้ประกอบการไม่สามารถจ่ายไหว ทำให้คนกลุ่มที่ทรัมป์ไม่ต้องการออกไปจากสหรัฐได้

อาจเป็นวิกฤติของซิลิคอน วัลเลย์ แต่นับเป็นโอกาสอันดีของชาวเอเชีย หลังจากคนมีความสามารถไม่มีที่ยืนใน US เขาจะเริ่มมองหาที่ใหม่ที่น่าสนใจพอ เช่นสิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการในเอเชียและมีทีมที่แข็งแรงพอ คุณอาจจะสามารถดึงดูดคนมีความสามารถจำนวนมากเหล่านี้มาสู่บริษัทของคุณได้ไม่ยาก อาจจะจ่ายสูงสักหน่อยแต่ผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุน

5.Web designer

ทรัมป์เคยกล่าวถึงเว็บไซต์ Obamacare ว่าเป็นเว็บที่มี Bug เต็มไปหมด “Obamacare คือภัยพิบัติ พวกคุณจำได้มั้ยว่าเขาใช้เงินในการทำเว็บไซต์นี้ไปถึง 5 พันล้านเหรียญ และวันนี้มันสูญเปล่า ผมเคยทำเว็บไซต์มามาก ผมจ้างคนของผมทำและเขาคิดเงินผมแค่เว็บละ 3 เหรียญ” ทรัมป์เคยกล่าวในการปราศัยหาเสียงของเขา

เมื่อถึงตอนนี้ที่ทรัมป์ได้รับตำแหน่ง หากเขาจะปฏิรูปเว็บไซต์ดังกล่าว ด้วยราคาและทีมที่เขากล่าวอ้างแล้วอาจไม่เพียงพอสำหรับงานสเกลใหญ่ระดับชาติแบบนี้ สุดท้ายทรัมป์อาจจำเป็นต้องหาฟรีแลนซ์เซอร์มือดีมารับช่วงต่อในการทำเว็บไซต์นี้ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ในเอเชียและออสเตรเลียมีตัวเลือกมากมายเช่นเว็บไซต์ Freelancer.com (Australia) และ Fiverr (Israel) ที่รวบรวมมือดีไว้ให้ใช้งานในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ซึ่งหากได้รับโอกาสในงานโปรเจคใหญ่ขนาดนี้ ผลต่อตอบแทนที่มากกว่าตัวเงินคุณคงรู้ดีว่าคือโปรไฟล์ดีๆ ที่จะดึงลูกค้าได้อีกมหาศาลตลอดชีวิตการงานเลยทีเดียว

6.เพิ่มโอกาสในจีน

ในเว็บไซต์ของทรัมป์มีพาร์ทหนึ่งที่มีเนื้อหาเยอะและให้ความสำคัญค่อนข้างมากนั่นคือนโยบายการค้ากับจีน ข้อมูลบอกเราว่าทรัมป์จะออกนโยบายกดดันให้จีนเข้มงวดเรื่องกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เลิกลอกเลียนแบบหรือผลิตสินค้าก็อปปี้แบรนด์อื่นๆ

นโยบายนี้ดูรุนแรง แข็งกร้าว และเกือบจะหยาบคาย เมื่อรวมกับภาพลักษณ์ของทรัมป์ที่ไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆ แล้ว นี่อาจจะเป็นหนทางสู่ความสะบั้นของสายสัมพันธ์จีนสหรัฐที่แท้จริงก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นมีโอกาสที่ทางรัฐบาลสหรัฐจะเรียกบริษัทสัญชาติ US ที่ประกอบการในจีนแพคกระเป๋ากลับบ้านเกิดให้หมด ซึ่งจีนก็คงยินดีให้ไปและไม่ต้อนรับให้กลับมาอีก

นี่เป็นเพียงการคาการณ์ แต่หากมันเกิดขึ้นจริง Apple เป็นหนึงในบริษัทที่ต้องหอบผ้าหอบผ่อนกลับบ้านเกิด ไอโฟนจะหมดไปจากจีน ก่อให้เกิดโอกาสทางการค้าของสมาร์ทโฟนเจ้าอื่นๆ อย่าง  Samsung, Xiaomi, Huawei, LG, Sony และ Oppo  รวมไปถึงโซเชียลมีเดียอย่าง LinkedIn ที่เป็นโซเชียลมีเดียสัญชาติสหรัฐเจ้าเดียวที่ได้เข้าไปทำตลาดในจีน ถ้าต้องโดนส่งกลับก็อาจเปิดโอกาสให้เจ้าอื่นๆ อย่าง Bizreach เว็บไซต์จากญี่ปุ่นเข้าไปทำตลาดได้ แม้จีนกับญี่ปุ่นจะไม่ลงรอยกันเท่าใดนัก แต่ถ้าวันนั้นมาถึง เชื่อเถอะว่าคติรวมกันเราอยู่ก็ยังใช้ได้เสมอ

Source

แปลและเรียบเรียงโดย Prim NM