“โซเชียลมีเดีย” มีมากกว่าแค่ไว้โพสต์สเตตัสไปวันๆ เพราะมันช่วยชีวิตคนได้

suicide

อย่างที่รู้กันดีว่าปัจจุบันโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่ทุดคนเข้าถึงได้ เป็นคลังของภาพเซลฟี่และศูนย์รวมของสเตตัสเสี่ยวๆ จำนวนมากต่อวัน แต่ในบรรดาแอปพลิเคชั่นทั้งหลายแหล่คุณเชื่อหรือไม่ว่าโซเชียลมีเดียเป็นแอปที่ช่วยชีวิตคนจำนวนมากทั่วโลกในทุกๆ วัน ผ่านทางการให้ความรู้ การสื่อสาร ไปจนถึงการระดมทุน เมื่อคนๆ หนึ่งต้องการความช่วยเหลือหรือต้องการติดต่อกับคนเป็นล้านคนที่อยู่ภายนอก การคลิกเพียงไม่กี่ปุ่มก็ทำให้ใครบางคนสามารถเปลี่ยนสังคมรอบตัวเขา ไปจนถึงเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้

วันนี้เรามีสองเคสดีๆ ที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการช่วยชีวิตและทำให้ชีวิตคนหลายๆ คนดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนอีกเป็นพันเป็นแสนคน

การต่อสู้กับยาเสพติด

Leonard Campanello เป็นสารวัตรอยู่ที่ Gloucester, Massachusetts ซึ่งเป็นเมืองที่มีผู้เสียชีวิตจากเฮโรอีนจำนวนมากในระยะเวลาแค่สามเดือน ในขณะที่กฎหมายท้องถิ่นทำได้เพียงเพิ่มโทษต่อผู้ค้าและผู้เสพให้น่ากลัวยิ่งขึ้น สารวัตร Campanello ทำสิ่งที่แตกต่างออกไป เขาลุกขึ้นมาใช้โซเชียลมีเดียโพสต์ข้อความถึงผู้ติดยาเสพติดและเฮโรอีนว่า “let us help you” แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้น

การตอบรับหลังการโพสต์เป็นไปอย่างคาดไม่ถึง ทำให้เขามีไอเดียต่อยอดไปได้อีกจำนวนมาก เราร่วมกับนายกเทศมนตรีของ Gloucester ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ยอมเข้ามอบตัวและเข้ารับการบำบัดด้วยตัวเอง เขาร่วมกับบริษัทยาในการลดราคายาที่ใช้ในการบำบัด เขาหารือกับสถานบำบัดทั่วทั้งสหรัฐในการขอนำตัวผู้ติดยาเสพติดเข้าบำบัดโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายจากผู้บำบัดโดยตรง ในที่สุดก็มีผู้ติดยาเสพติดจำนวนมากเดินเข้ามาหาเขาเพื่อขอเข้าร่วมโครงการ แน่นอนว่าโครงการนี้ต้องมีเงินสนับสนุนมหาศาล ซึ่ง Campanello ใช้เงินจากการยึดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติดที่จับได้จำนวนมากหลังโครงการเริ่มขึ้น

แคมเปญที่ยิ่งใหญ่นี้เริ่มจากแค่การโพสต์ใน Facebook และเกิดการแชร์ในวงกว้าง มีคนเอนเกจกับโพสต์นั้นกว่าล้านครั้งภายในหนึ่งวัน หลังโครงการดำเนินไปผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดในสถานบำบัดถึง 109 คน บางคนมาหา Campanello จาหอีกฟากของประเทศเพื่อขอความช่วยเหลือ และจากพลังของโซเชียลมีเดียนี่เอง Campanello และตำรวจของ Gloucester ได้ช่วยชีวิตคนเพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน นอกจากนี้โซเชียลมีเดียยังทำหน้าที่เป็นตัวช่วยให้เพื่อนๆ และครอบครัวเฝ้าติดตามพฤติกรรมและการพัฒนาที่ดีขึ้นของผู้ติดยาเสพติดได้ตลอดเวลา

ป้องกันการฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายในวัยรุ่นยังคงเพิ่มสูงขึ้นทุกที และเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของเด็กในช่วงอายุ 10 ถึง 24 ปีจากข้อมูลของ  The Jason Foundation ที่สหรัฐอเมริกามีการพยายามฆ่าตัวตายของวัยรุ่นถึง 5,400 ครั้งในแต่ละวัน และ 4 ใน 5 ของเด็กๆ เหล่านี้มีการโพสต์เป็นนัยๆ ผ่านโซเชียลมีเดียก่อนลงมือ

ที่ California หลังมีการฆ่าตัวตายของนักเรียนสองคน โรงเรียนในแคลิฟอร์เนียก็ตกลงใจที่จะจ้างบริษัทหนึ่งในการคอยตรวจตราโซเชียลเน็ตเวิร์คของนักเรียนในสังกัดกว่า 14,000 คน ด้วยค่าจ้างมากกว่า 40,000 เหรียญสหรัฐต่อปี โดยบริการที่เกิดขึ้นจะคอยดูแลตรวจตราเกี่ยวกับฌฑสต์ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย cyberbullying การหนีเรียน รวมไปถึงการข่มขู่ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน โดยจะรายงานระดับความรุนแรงของโพสต์ที่พบเจอแล้วให้โรงเรียนตัดสินใจว่าจะเข้าไปแทรกแซงหรือไม่

ยกตัวอย่างกรณีหนึ่งที่ได้รับการรายงานว่านักเรียนคนหนึ่งวางแผนว่าจะฆ่าตัวตาย โรงเรียนตอบรับอย่างรวดเร็วโดยการเข้าหานักเรียนและครอบครัวเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ทำให้สามารถป้องกันเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นได้จากเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตามยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าโปรแกรมนี้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเด็กหรือไม่ แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ก็ยังคงยืนยันว่ามันคุ้มที่จะจ่ายเพื่อช่วยชีวิตเด็กจำนวนมาก ส่วนเรื่องของการละเมิดสิทธิ์นั้น โพสต์ที่บริษัทจะเข้าไปดูได้ก็มีแค่โพสต์ที่เป็นสาธารณะ จึงไม่ขัดต่อกฎหมายสิทธิส่วนบุคคลแต่อย่างใด

โซเชียลมีเดียยังมีอะไรอีกมากนอกจากอีโมจิและแฮชแท็ก และอนาคตเมื่อโซเชียลมีเดียเข้าถึงทุกตารางนิ้วบนโลกใบนี้ จะมีอีกหลายชีวิตที่ได้ต่อชีวิตของพวกเขาออกไปอีกจากผลของการใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์

Source

แปลและเรียบเรียงโดย Prim NM

Credit Photo : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand