แค่วิชาการไม่พอ MBA จุฬาฯ เพิ่มซอฟต์สกิลเสริมรากฐานหลักสูตรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ผศ-ดร-สิริอร-เศรษฐมานิต

MBA จุฬาฯ รุกหน้าเต็มสปีดพัฒนาหลักสูตร ปูทางเพิ่มซอฟต์สกิล เพื่อความรอบด้านในการสร้างบุคลากรด้านการบริหารสู่ภาคธุรกิจไทย หวังเสริมรากฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น หลังเดินสายรับรางวัลแห่งความเชื่อมั่น นับจาก AACSB เมื่อปีที่แล้ว และล่าสุดกับรางวัล Thailand’s Most Admired Brand ที่น่าเชื่อถือที่สุด ตลอด 10 ปี อย่างต่อเนื่อง

ผศ. ดร.สิริอร เศรษฐมานิต ประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ MBA จุฬาฯ ได้รับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาจาก AACSB ซึ่งเป็นองค์กรให้การรับรองมาตรฐานการศึกษาของสถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจและการบัญชีที่ทั่วโลกให้การยอมรับ และทุกปีก็ยังได้รับคะแนนโหวตให้เป็นหลักสูตรที่มีความน่าเชื่อถืออันดับหนึ่งในโครงการ Thailand’s Most Admired Brand ของนิตยสารแบรนด์เอจ รางวัลต่างๆ ที่ได้รับเป็นปรากฏการณ์ที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะฯ   ในการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ก็เพื่อให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจตลอดเวลา

ในการพัฒนาหลักสูตรนั้น ทางคณะฯ จะสอบถามความเห็นของผู้เรียนและผู้ว่าจ้างบัณฑิตเป็นสำคัญ ทั้งจากนิสิตปัจจุบันและศิษย์เก่าที่จบออกไป เพื่อพิจารณาดูว่าสิ่งที่สอนไปนั้นได้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนหรือไม่อย่างไร นอกจากนี้ ยังรับฟังความคิดเห็นจากผู้นำองค์กรต่างๆ และคณาจารย์ด้วยว่า มองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจปัจจุบันอย่างไร และต้องการให้เพิ่มทักษะอะไรในตัวบุคลากรบ้าง จากนั้นจึงนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร   ซึ่งจะพยายามให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลระหว่างภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ อันเป็นจุดเด่นของหลักสูตร MBA จุฬาฯ

ในปีนี้ แนวโน้มของภาคธุรกิจทั้งจากมุมมองต่างประเทศ และในประเทศ เห็นตรงกันว่า Soft Skill หรือทักษะ    การสร้างสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เป็นเรื่องสำคัญ ทักษะเหล่านี้ได้แก่ การสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง การเจรจาต่อรอง การจัดการกับอารมณ์ตัวเอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่จำเป็นสำหรับคนเก่งยุคนี้ ที่ต้องเก่ง  ทั้งบริหารงานและคน จึงจะประสบความสำเร็จ จุฬาฯ เล็งเห็นความสำคัญและนำมาไว้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร โดยลงทุนสร้าง Infrastructure รองรับครั้งใหญ่ เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับนิสิต MBA จุฬาฯ

“เราลงทุน Infrastructure ที่ส่งเสริมทักษะทางด้านนี้ให้กับผู้เรียนหลายด้าน เช่น โรงละคร ซึ่งเรามองว่า   การแสดงละครบนเวที จะช่วยให้นิสิตมีโอกาสได้ทดลอง ฝึกพูด และลองนำเสนอ โดยก่อนหน้านี้เราใช้เป็นกิจกรรมเสริมในบางวิชา เช่น Leadership เนื่องจากต้องเรียนรู้ว่าการเป็นผู้นำที่ดีต้องเป็นลักษณะไหน หรือทักษะการเจรจาที่ดี ควรเป็นอย่างไร ในอนาคตเราจะบรรจุเป็นวิชาเพื่อเสริมทักษะนี้ให้กับผู้เรียนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ก็มีไฟแนนซ์เชียลแลบ มีห้องจำลองการเทรดหุ้นในห้องค้า เพื่อให้นิสิตเข้าไปสัมผัสบรรยากาศจริง พร้อมกับการฝึกเทรด ในนี้ยังมีฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันข้อมูลเยอะมาก การเข้าถึงฐานข้อมูลได้มาก จะทำให้เกิดความได้เปรียบในทางธุรกิจ ตรงนี้ทางคณะฯ สนับสนุนเต็มที่ในเรื่องงบประมาณ ซึ่งนิสิตสามารถสมัครใช้บริการได้ฟรี”

ผศ.ดร.สิริอร กล่าวต่อว่า นอกจากการลงทุนทางด้าน Infrastructure แล้ว คณะฯ ยังมีกิจกรรมอีกหลากหลาย   ไว้เสริมทักษะด้านอื่นๆ ให้กับนิสิตเพิ่มเติมด้วย เช่น จัด Study Trip พานิสิตไปดูงาน และการเรียนการสอนในต่างประเทศ เพื่อให้รู้จักเพื่อนต่างชาติ และศึกษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อนำความรู้ใหม่ๆ กลับมาประยุกต์ใช้กับงานของตัวเอง นอกจากนี้ คณะฯ ยังส่งเสริมกิจกรรมการแข่งขันบนเวทีต่างๆ อีกด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตได้นำเอาวิชาความรู้ที่ได้รับ ไปทดลองใช้จริงบนเวทีการแข่งขันกับเพื่อนต่างสถาบันและต่างประเทศ

“อย่างปีที่แล้ว นิสิตในโปรแกรม Young Executive ของเราก็เพิ่งได้รางวัลชนะเลิศในโครงการ SCB Future leader challenge ซึ่งเป็นการทำเคสขององค์กรในประเทศไทย ตรงนี้นิสิตได้เรียนรู้และทดลองนำเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้   มีโอกาสได้นำเสนอให้ผู้บริหารองค์กรฟัง ทำให้เขาเกิดความมั่นใจ มีความเชื่อมั่นมากขึ้น และยังได้เห็นว่าเพื่อนต่างสถาบัน ต่างประเทศ  มีความรู้ความคิดอย่างไรบ้าง เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันด้วย”

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.สิริอร กล่าวเน้นย้ำในตอนท้ายว่า หัวใจหลักของ MBA จุฬาฯ ไม่ใช่แค่การนำเอากรณีศึกษาไปประยุกต์ใช้ แต่จะบาลานซ์ระหว่างวิชาการและการเรียนรู้ผ่าน Case Study เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้กรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจมีลักษณะคล้ายในอดีต แต่วิธีการแก้ปัญหาอาจไม่สามารถนำมาใช้เหมือนเดิมได้ทั้งหมด การใส่ทฤษฏีเข้าไปในหลักสูตรจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจปรากฏการณ์      ที่เกิดขึ้น หรือกระบวนการที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นั้นๆ จนสามารถตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น