“สิงห์” ผนึก “ญี่ปุ่น” ลุยธุรกิจชาเขียว “มารุเซ็น” เจาะตลาดร้านอาหาร


maruzen3

ยังจำได้ไหม จำได้หรือเปล่า ครั้งหนึ่ง “สิงห์” ก็เคยทำชาเขียวแบรนด์ “โมชิ” แต่ก็พับโปรเจ็กท์กลับไป มาถึงตอนนี้หลังจากที่มี “สิงห์ ปาร์ค” ซึ่งตอนแรกตั้งใจว่าจะปลูกข้าวบาร์เลย์ป้อนธุรกิจเบียร์ แต่ต่อมาปรับให้เป็นพื้นที่ปลูกชาขนาดกว่า 600 ไร่ โดย 1 ใน 3 เป็นการปลูกชาแบบออร์แกนิค และเมื่อมีศักยภาพในการป้อนวัตถุดิบขนาดนี้ “มารุเซ็น” ประเทศญี่ปุ่น จึงเดินหน้าจับมือกัน ทำชาเขียวแต่ครั้งนี้เจาะกลุ่มเป้าหมายร้านเบเกอรี่และร้านอาหาร

จากตลาดชาเขียวที่มีมูลค่า 14,500 ล้านบาท เฉพาะชาเขียวพร้อมดื่ม (RTD -Ready-to-Drink) แต่ยังมีตลาดอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชาเขียวมากไม่แพ้กันนั่นก็คือตลาด Food Service ร้านอาหารที่เสิร์ฟชาเขียวเป็นเครื่องดื่ม หรือร้านเบเกอรี่ที่ใช้ชาเขียวเป็นวัตถุดิบทำขนม ซึ่งเดิมร้านเหล่านี้ใช้ชาเขียวนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งราคาแพงมาก เพราะมีกำแพงภาษีสูงถึง 60-70% รวมทั้งมีโควต้านำเข้าไม่มาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการในการบริโภคของประเทศไทย ด้วยเหตุนี้เองมารุเซ็นจึงร่วมมือกับสิงห์ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น สิงห์ 51% และมารุเซ็น 49% โดยอาศัยข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบที่สิงห์มีกำลังการปลูกถึง 600 ไร่ และแบ่งกำลังการป้อนวัตถุดิบมาให้มารุเซ็นได้ถึง 200 ไร่ ใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาทีก็นำใบชามาถึงโรงงานที่ตั้งอยู่ภายในสิงห์ ปาร์ค เชียงรายได้เลย เมื่อบวกกับองค์ความรู้ด้านการปลูกและทำชาของฝั่งญี่ปุ่นก็ทำให้ได้ชาระดับพรีเมี่ยม ในรูปแบบผงและใบชาจำหน่ายในประเทศไทย ให้กับร้านอาหารทั้งหลายที่นับเฉพาะในกรุงเทพก็มีร้านต่างๆ มากกว่า 10,000 ร้านแล้ว รวมทั้งตั้งเป้าหมายส่งออกไปยังต่างประเทศเริ่มจาก ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยอาศัยทำเลของประเทศไทยที่อยู่ตรงกลางของประเทศที่เป็นเป้าหมายในการส่งออก

muruzen1

พงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มารุเซ็น ฟู้ดส์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เทรนด์เรื่องสุขภาพก็มา เทรนด์เรื่องญี่ปุ่นก็มา คนไทยได้รับการให้ความรู้มามากพอสมควรแล้วว่าชาเขียวของญี่ปุ่นที่แท้จริงเป็นอย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นผลดีกับเรา เพราะว่าเราคือชาเขียวที่คุณภาพระดับเดียวกับที่ญี่ปุ่นจริงๆ”

ความคาดหวังของการทำตลาดในครั้งนี้วางแผนเอาไว้ว่าจะสร้างรายได้ 350 ล้านบาทในปีแรก โดยใช้พลังของฝ่ายเทรดดิ้งช่วยในการทำตลาดกับกลุ่มร้านค้า หลังจากนั้นก็จะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 140 ตันต่อปี เป็น 200 ตันภายในปลายปีหน้า ส่วนเรื่องการมองตลาดชาเขียวพร้อมดื่มอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ

รู้จักมารุเซ็น

– มารุเซ็น เป็นแบรนด์ชาเขียวญี่ปุ่น มีต้นกำเนิดจากจังหวัดชิสึโอกะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปลูกชาเขียวและมีชาเขียวที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น

– ที่ญี่ปุ่นแบรนด์ชาเขียวที่มีความเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมจะทำชาเขียวในลักษณะเป็นใบหรือผง ชงกินในบ้านเท่านั้น

– นอกจากจะมีสินค้าจากแบรนด์ตัวเองแล้ว มารุเซ็นยังซัพพลายวัตถุดิบบางส่วนให้กับ Suntory ที่เป็นชาเขียวพร้อมดื่มอันดับ 1 ของญี่ปุ่นด้วย

– การปลูกชาที่ญี่ปุ่นให้ผลผลิต 2 ครั้งต่อปี เพราะว่าเป็นประเทศที่มีอากาศหนาวผลผลิตออกช้า แต่ที่ประเทศไทยชาใช้เวลาในการปลูกเพียงแค่ 45 วันก็ตัดยอดส่งเข้าสู่กระบวนการผลิตได้แล้ว

– ในกระบวนการผลิตชาสดที่เข้ามาในโรงงาน 5 กิโลกรัมทำเป็นชาเขียวได้ 1 กิโลกรัม กระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นใช้เวลา 4 ชั่วโมง

 

maruzen2
ภายในโรงงานผลิตชาเขียวมารุเซ็น

Japanese_Green_Tea

Comments are closed.