“เสริมสุข” บนทาง 2 แพร่ง พลิกตำราหา “กำไร”

est โคล่า

เป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการอีกครั้ง เมื่อค่ายน้ำดำ “เสริมสุข” ประกาศขาย “เอส” แบรนด์น้ำอัดลมที่ปลุกปั้นขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง หลังจากวางสู่ตลาดได้เพียง 2 ปี ให้กับบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เบฟเวอเรจ โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด ในราคาถึง 1.56 พันล้านบาท โดยทั้งเสริมสุขและอินเตอร์เบฟฯต่างก็เป็นบริษัทย่อยในเครือ “ไทยเบฟเวอเรจ” ของ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ด้วยกัน

หากย้อนกลับไปจะพบว่ากรณีการซื้อ-ขายกับบริษัทในเครือไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เสริมสุขได้ขายที่ดินริมน้ำเจ้าพระยา ขนาด 10 ไร่เศษ ให้กับไทยเบฟฯ ในราคากว่า 1.8 พันล้านบาท ในช่วงก่อนสิ้นสุดไตรมาส 3 เพียงไม่กี่วัน

“สมชาย บุลสุข” ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) เปิดใจถึงกรณีการขายเครื่องหมายการค้า “เอส” ในครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการนำเม็ดเงินมาลงทุนขยายขีดความสามารถในการขายและจัดจำหน่ายให้กับเสริมสุข ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความคล่องตัวและศักยภาพการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ จากความแข็งแกร่งของอินเตอร์เบฟฯ

“การสร้างแบรนด์ในธุรกิจต้องอาศัยระยะเวลาและใช้เงินลงทุนจำนวนมาก การขายในครั้งนี้ทำให้เสริมสุขไม่ต้องจัดสรรเงินลงทุนเพื่อสร้างแบรนด์เอสอีกต่อไป เนื่องจากผู้ซื้อมีความผูกพันตามสัญญาที่จะต้องสร้างแบรนด์ โดยบริษัทยังคงได้รับประโยชน์จากค่ารับจ้างผลิตและจัดจำหน่ายตามสัญญาตามปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้น”

ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์ “อดิศักดิ์ ผู้พิพัฒน์หิรัญกุล” นักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต มองกรณีการซื้อขายครั้งนี้ว่า อาจทำให้เสริมสุขพลิกจากการขาดทุนจากผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเป็นกำไรได้เมื่อปิดตัวเลขสิ้นปี รวมถึงส่งผลให้เสริมสุขมีกำไรอย่างต่อเนื่อง หากสามารถผลักดัน “เอส” สู่ตลาดต่างประเทศได้

“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ชี้ว่า หลังจากการพัฒนาแบรนด์ “เอส” ผ่านมา 2 ปี ยังมียอดขายเป็นรองทั้งโค้กและเป๊ปซี่ สะท้อนให้เห็นว่า หากบริหารต่อไปต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และผลประกอบการตั้งแต่หมดสัญญากับเป๊ปซี่ยังตกอยู่ในภาวะขาดทุน รวมถึงมีค่าใช้จ่ายคงที่ อย่างค่าแรงพนักงาน อย่างไรก็ตาม รายได้ของเสริมสุขเพิ่มจากรายการพิเศษเข้ามาเสริมทั้งการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และการขายแบรนด์เอส

โดยบริษัทประสบกับภาวะขาดทุนติดต่อกันตั้งแต่ปี 2556 ปีแรกที่ “เอส” เข้ามาทำตลาดเต็ม 12 เดือน 328 ล้านบาทและในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้อีก 268 ล้านบาท ในขณะที่ตลาดน้ำอัดลมมูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท “เอส” มีส่วนแบ่งการตลาดในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 12% จากที่เคยออกมาตั้งเป้าว่าจะสามารถคว้าส่วนแบ่งถึง 20% ได้ภายในปีแรกที่วางจำหน่าย

แม้ว่าภายใต้การบริหารของ “ฐิติวุฒิ์ บุลสุข” กรรมการผู้จัดการของเสริมสุข จะพยายามออกแรงกระตุ้นแทบทุกไตรมาสตั้งแต่ต้นปี ทั้งการชูเรื่อง “ความคุ้มค่า” ที่ประจวบเหมาะกับสถานกาณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงในช่วงต้นปี ร่วมกับการเล่น “ไซซิ่ง” ที่หลากหลายเพื่อเข้าไปตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกความต้องการ พร้อมเดินหน้าเสริมแกร่งช่องทางร้านค้าโชว์ห่วยที่มีอยู่กว่า 2 แสนรายทั่วประเทศก็ตาม

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดน้ำดำที่เชี่ยวกราก และสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทยังอยู่ในจุดเปราะบาง จากนี้ไป “เสริมสุข” จะเดินหมากต่อไปอย่างไร การขยายขีดความสามารถในการจัดจำหน่าย การผลักดัน “เอส” โกอินเตอร์โดยอาศัยกำลังของอินเตอร์เบฟฯ จะช่วยให้รายรับของ Core Business ฟื้นสถานะกลับมาเป็นบวกได้หรือไม่

นี่คือห้วงเวลาสำคัญที่เสริมสุขจะพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพและศักดิ์ศรีของการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายที่ยิ่งใหญ่ของวงการน้ำดำเมืองไทยให้ประจักษ์อีกครั้ง

 

 

Partner : ประชาชาติธุรกิจ