8 เทรนด์ฺเด็ด มัดใจผู้บริโภค ปี 2013

 

แมคแคน ทรูธ เซ็นทรัล (McCann Truth Central) หน่วยงานวิจัยของเอเย่นซี่ McCann Erickson  เผย 8 เทรนด์ผู้บริโภคในปี 2013 (8 Consumer Trends Snapshot 2013)  ที่จะเป็นข้อมูลสำหรับนักการตลาดและนักโฆษณาเพื่อใช้สื่อสารทางการตลาดกับผู้บริโภคในปี 2013

เทรนด์ผู้บริโภคในปีหน้า 2013 ที่เด่นชัดมากที่สุดมีทั้งหมด 8 เทรนด์ ซึ่งถูกจัดหมวดหมู่ภายใต้ 4 แนวทางหลัก (4 MEGA TRENDS) คือ 1.TRUTH ผู้บริโภคต้องการรับรู้และค้นหาความจริง  2.WANDERLUST ผู้บริโภคอยากออกจากกรอบ และทำตามใจปรารถนา 3.PIONEER ผู้บุกเบิกและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ 4.ILLUMINATION  คิดและทำอย่างยั่งยืน

 

8 เทรนด์ผู้บริโภค ปี 2013 (Consumer Trends Snapshot 2013)

TRUTH

1.Farm to Table Everything :  จากกระแสเรื่องการดูแลสุขภาพ  ทำให้ผู้บริโภคใส่ใจกับสิ่งที่ตนเองรับประทานเป็นอย่างมาก ทั้งกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม  ประโยชน์ของส่วนผสมแต่ละชนิด เป็นต้น  นอกจากนี้การใส่ใจยังขยายไปสู่สินค้าประเภทอุปโภค เช่น  สบู่ แชมพู  อีกด้วย  ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2556  ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่องประวัติ จุดมุ่งหมาย  และจุดยืนของแบรนด์มากยิ่งขึ้น  ดังนั้นนักการตลาดต้องสร้าง Story ให้กับแบรนด์หรือสินค้า  ตัวอย่างเช่น  Food with Integrity และ ฺBack to the start ของ Chipotle

Food with Integrity

Back to the Start

[youtube]http://www.youtube.com/watch?v=aMfSGt6rHos[/youtube]

WANDERLUST

2.Eclectic Avenue : ในยุคที่นวัตกรรมและโลกดิจิตอลได้สร้างนิยามใหม่ให้กับ “ความแปลกใหม่” ในสังคม ผู้บริโภคได้สัมผัสกับมิติใหม่แห่งการผสมผสานทางวัฒนธรรม การประยุกต์ศิลปะ และแบรนด์ร่วมกันสร้างสินค้าและบริการที่มีความเฉพาะตัวเช่น Co-Brand ,Co-Product , ศิลปะ – ศิลปะ  เป็นต้น  ตัวอย่างเช่น Starbuck ที่ตกแต่งด้วยไม้ ประเทศ Japan,  คอลเล็คชั่นพิเศษของ Maison Martin Margiel ร่วมกับ H&M

 

3.Scent, The Mood Elixir  ความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้บริโภคมองหาหนทางคลายเครียดด้วยวิธีต่างๆ เราคาดการณ์ว่า ในปีหน้านี้ เราจะได้เห็นสินค้าและบริการแปลกใหม่ ที่จะให้ผู้บริโภครู้สึกผ่อนคลายราวกับอยู่ในสปาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระแสการคลายเครียดเช่นนี้ เป็นเสมือน “การสร้างความรู้สึกเหมือนฝันด้วยประสาทสัมผัส”ที่ผู้บริโภครู้สึกผ่อนคลายเมื่อใช้สินค้าและบริการเหล่านี้ ผ่านการรับรู้จากประสาทสัมผัสแต่ในปีหน้านี้ ประสาทสัมผัสที่น่าจะได้รับการกระตุ้นที่สุด คือกลิ่นสัมผัส  ตัวอย่างเช่น แคมเปญ Flavor Radio ของ Dunkin Donut ในกรุงโซล  ประเทศเกาหลีใต้ ,  การตั้งชื่อ Variant ของเครื่องสำอางค์ Lush เล่นกับอารมณ์

Flavor Radio

[youtube]http://www.youtube.com/watch?v=kmrc8ZJld8A[/youtube]

Lust Cosmetics

 

4.Retail Wonderland เมื่อผู้บริโภคในเมืองใหญ่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนและการจ่ายเงินผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีค้นหาตำแหน่งกันมากขึ้นจึงเดาได้ไม่ยากว่าในปีหน้านี้ เราจะได้เห็นวิวัฒนาการที่ “ล้ำหน้ากว่าการซื้อขายในร้านค้าปลีก” ทำให้เกิดประสบการณ์ใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันโดยทำให้ Retail Space ใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ต้องเข้าไปในร้าน  สามารถซื้อสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา  ตัวอย่างเช่น  Virtual Window ของ Fendi ที่สามารถลองแว่นโดยไม่ต้องสวม , App “Square” จ่ายเงินด้วยชื่อและหน้าตาตนเอง

Virtual Window Fendi

Square (Pay with your name)

 [youtube]http://www.youtube.com/watch?v=p74F7dKndBM[/youtube]

PIONEER

5.The State of Alchemy  เทคโนโลยีที่จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะพัฒนามาเพื่อการใช้งานของผู้คนในปัจจุบัน ทว่ายังจะพัฒนาเพื่อก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดเดิมๆ  เช่น  อุปกรณ์อีเล็คโทรนิคสามารถเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็น Ecosystem (บ้าน-แอร์-รถ-โทรศัพท์) , นวัตกรรมด้านสุขภาพที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง (App ตรวจระดับน้ำตาล, App วางแผนออกกำลังกาย)

 

6.Asian Renaissance  ยุคทองของเอเชียจากความสำเร็จของสุดยอดเพลงดังแห่งยุคอย่าง กังนัม สไตล์ และปรากฎการณ์แอพลิเคชั่นยอดฮิตอย่าง LINE กับการใช้สติกเกอร์เก๋ๆ หรือการนำส่วนผสมของเอเซียมาใช้กับสินค้าหลากหลายประเภท ทำให้คาดการณ์ได้ว่า สำหรับตลาดโลกในปีหน้าแล้ว กระแสวัฒนธรรมแบบเอเซียจะยังคงความแรงไม่มีตก และทั่วโลกก็คงกำลังจับตามองอยู่ว่า “จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก”  เช่น  ความนิยม BB Cream (ทดลองในประเทศจีน) , LINE Sticker (เกาหลี) , I LOHAS ขวดน้ำบิดทิ้งได้ (ญี่ปุ่น)

 

 

ILLUMINATION

7.Self-Sustainable Inspiration  จากการสำรวจกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ รวมไปถึงความนิยมในอุปกรณ์สร้างแรงบันดาลใจอย่าง Pinterest Instagram หรือ Nike Fuel เห็นได้ว่า ผู้คนทุกวันนี้มองหาความคิด หรือข้อความที่จะสร้างแรงบันดาลใจในแต่ละวัน ผู้บริโภคใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในการทำให้ชีวิตในแต่ละวันมีความสุขขึ้น นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าแบรนด์ต่างๆ ก็แข่งกันออกแคมเปญที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาสังคมในปี 2556  เช่น  Inspiration Poster , สายรัดข้อมือ Nike Fuel,  App “Lift”  ฝึกนั่งสมาธิด้วยตนเอง

 

 

8.Enterprise for The World การที่แบรนด์ต่างๆ ให้ความสำคัญกับการทำความดี รวมไปถึงการร่วมมือกับองค์กรไม่หวังผลกำไร ผนวกกับความต้องการในการ “สร้างความแตกต่าง” ให้กับสังคมของผู้บริโภค ทำให้บริษัทต่างๆ ไม่หยุดนิ่งในการทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นในปี 2556 นี้อย่างแน่นอน และนักการตลาดก็จะใช้ความคิดสร้างสรรค์และปรัชญาในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มาเป็นจุดขาย ขณะที่ผู้บริโภคจะมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือสังคมร่วมกับองค์กรมากยิ่งขึ้น  ตัวอย่างเช่น  App “Charity Mile” ยิ่งวิงยิ่งบริจาค , PlantBottle ขวดทำจากพืช ของ Coca-Cola , แคมเปญ Home การให้ Commitment ด้านสิ่งแวดล้อมของ IKEA

 

“เทรนด์ในปีหน้า จะมีความแตกต่างออกไปจากปีก่อนๆ ตรงที่ แทนที่นักการตลาดจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านนวัตกรรมให้กับแบรนด์และการพัฒนาสื่อดิจิตอลแต่เพียงอย่างเดียว ในปีหน้า แบรนด์จะให้ความสนใจกับการสร้างประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัสและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ เทรนด์ในปีหน้าจะมุ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาผสมผสานกับความปรารถนาของผู้บริโภค อาจจะไม่ได้เห็นเทคโนโลยีที่ Wow เหมือนปีก่อนๆ  และสำหรับนักการสื่อสาร ปี 2556 คือการมุ่งเน้นไปที่กลวิธีที่จะสร้างความน่าภาคภูมิใจในแบรนด์ การสร้างประสบการณ์ที่สัมผัสได้ และการใส่ความมีชีวิตจิตใจลงไปในแบรนด์ เพื่อให้ผู้คนรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน” วฤตดา วรอาคม  Chief  Innovation Officer,  McCann Worldgroup Thailand กล่าว