
สำหรับโมเดลหลักของโปรดักท์นี้ก็คือ Ray-Ban Meta (Gen 3) โดยมี 2 สไตล์ให้เลือก
- Meta Adventurer Lisa Edition: กรอบทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มาในโทนสีกึ่งโปร่งแสง “Moonlit Sky” จับคู่กับเลนส์สีบลัช (Blush lenses)
- Meta Capri Lisa Edition: กรอบทรงแคทอายใหม่ล่าสุดในโทนสี “Eclipse” พร้อมเลนส์สีเทา
ทั้งสองสไตล์มาพร้อมดีเทลพิเศษที่ลิซ่าร่วมออกแบบ ตั้งแต่ตัวแว่นที่มาพร้อมดีไซน์ด้วยรูปดาวบริเวณปลายขาแว่น เคสที่ใส่แว่นแบบพับได้ และ Charm ตกแต่งเป็นรูปสัตว์เลี้ยงของลิซ่า พร้อมทั้งบรรจุฟังก์ชันมาตรฐานอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Meta AI, กล้องในตัว, รองรับเลนส์สายตา แถมยังอัปเกรดให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานถึง 9 ชั่วโมง
สำหรับฟีเจอร์ที่ตัวแว่นทำได้มีตั้งแต่ แปลภาษา (Live Translation), ให้ข้อมูลเกี่ยวกับย่านต่าง ๆ ที่ผู้สวมเดินทางไปเยือน, แชร์โลเคชันที่เราอยู่ให้เพื่อน หรือครอบครัวได้แบบทันใจ ฯลฯ

ชาร์มของแว่นรุ่นพิเศษที่มาจากสัตว์เลี้ยงของลิซ่า
นอกจากนั้น แว่นของ Meta ยังมาพร้อมอีกหนึ่งไอเท็มที่น่าสนใจ นั่นคือ เคสสำหรับชาร์จตัวแว่นแบบ Foldable (พับได้) โดยแบตเตอรี่ที่ให้มาสามารถยืดอายุการใช้งานแว่นได้ถึง 40 ชั่วโมง และเจ้าของยังสามารถเข้าไปปรับแต่งการตั้งค่าต่าง ๆ ของแว่นได้จาก Meta AI App ด้วย โดย Meta Glasses by Lisa เปิดตัวในราคา 399 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 14,000 บาท) และจะขยายตลาดในระดับสากลไปยังประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น เม็กซิโก และเกาหลีใต้

เคสแบบพับได้
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้คุณสมบัติของแว่นก็คือการที่ Meta เลือกที่จะคอลแลบกับศิลปินระดับโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากก่อนหน้านี้มีแว่นที่ร่วมออกแบบกับ Kylie Jenner มาแล้วเช่นกัน ซึ่งแนวทางนี้อาจเป็นกลยุทธ์ใหม่ของ Meta ที่พยายามดันแว่นตาอัจฉริยะของทางค่ายให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่นที่จับใจผู้คนมากกว่าจะเป็นแค่อุปกรณ์ไอทีเหมือนที่ผ่านมา ที่สำคัญ ตลาดนี้อาจสร้างรายได้ให้กับ Meta มากกว่าหลายเท่าตัว





