
ปัจจุบันร้านอาหารทุกประเภทรวมสตรีทฟู้ดมีผู้ประกอบการราว 8 แสนราย พบว่าเทรนด์การยกระดับอาหารสตรีทฟู้ด กำลังเติบโตทั่วโลกรวมทั้งตลาดไทย เห็นได้จากเมนูสตรีทฟู้ดขึ้นห้างอย่าง “ก๋วยเตี๋ยวเรือ” ที่มีหลายแบรนด์และขยายสาขาได้ต่อเนื่อง
แต่ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารก็ยังมีความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ สงคราม ทำให้ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งการแข่งขันในตลาด และความต้องการของผู้บริโภคที่คาดหวังสินค้าและบริการร้านอาหารที่ต้องมีรสชาติอร่อยและราคาคุ้มค่า
นั่นจึงเป็นโจทย์ให้แบรนด์ “คนอร์” ผลิตภัณฑ์ผงปรุงรส เห็นโอกาสพัฒนาสินค้าตอบเทรนด์ธุรกิจร้านอาหาร

คุณสุรีรัตน์ ลีลาศิริวณิชย์
“คนอร์” ปรับสูตรใหม่รอบ 10 ปี
คุณสุรีรัตน์ ลีลาศิริวณิชย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประจำประเทศไทยและกัมพูชา กลุ่มธุรกิจ Unilever Food Solutions (UFS) บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่ากลุ่มธุรกิจ UFS ด้านผลิตภัณฑ์ปรุงอาหาร และเบเกอรี่ สำหรับเชฟและผู้ประกอบการอาหารมืออาชีพ ทำตลาดแบบ B2B ภายใต้ 2 แบรนด์หลัก คือ Knorr (คนอร์) และ Best Foods (เบสท์ฟู้ดส์) เจาะตลาด 4 ช่องทางหลัก คือ ร้านอาหาร, เชนร้านอาหาร (QSR), โรงแรม, และโรงงานขนาดใหญ่ (CPU) ที่ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน
จากแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว จีดีพีปีนี้เติบโตราว 2% ซึ่งต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด (8 ปีก่อน) ที่จีดีพีเติบโต 4-5% แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด อีกทั้งหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ทำให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัวลง ผู้บริโภคคิดเยอะขึ้นในการจับจ่าย จึงกระทบกับการรับประทานอาหารนอกบ้านด้วย การใช้จ่ายจึงต้องมองความคุ้มค่าเป็นหลัก
ดังนั้นผู้ประกอบการร้านอาหาร จึงมองหาสินค้าที่คุ้มค่าในการทำธุรกิจ ไม่ใช่แค่ราคาถูก แต่ต้องทำให้อาหารอร่อย ที่ถือเป็นมาตรฐานปกติ และต้องตอบโจทย์การบริหารหลังบ้าน ที่ช่วยให้งานครัวง่ายขึ้น ประหยัดเวลาและแรงงาน
ธุรกิจ UFS จึงปรับสูตรผงปรุงรส “คนอร์ อร่อยชัวร์” รสหมูสูตรใหม่ในรอบ 10 ปี ด้วยคอนเซปต์ “เข้มข้น ถึงรส X2” โดยพัฒนามาจากอินไซต์ของเชฟและการบริหารงานครัว เพราะร้านอาหารต้องการความเข้มข้นของรสชาติอาหาร สะดวกรวดเร็วในการใช้ โดย 1 ช้อน ควบคุมรสชาติอาหารได้คงที่เหมือนกันทุกจาน (ไม่ต้องใช้เวลาปรุงรสด้วยเครื่องปรุงหลายช้อน) ทำให้ประหยัดเวลาและแรงงาน
“คนอร์” รสหมูสูตรใหม่ยังจำหน่ายราคาเดิม คือขนาด 800 กรัม ราคาขาย 85-89 บาท โดยมีราคาถูกว่าแบรนด์ผู้นำตลาด 10%
ดันมาร์เก็ตแชร์ปีนี้เพิ่ม 5%
ปัจจุบันตลาดรวมผงปรุงรส (Seasoning Power) เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีการแข่งขันสูงจากผู้เล่นที่แข็งแรงในตลาด โดยมีแบรนด์ “รสดี” ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 สัดส่วน 74% ตามมาด้วยอันดับ 2 “คนอร์” 8% ฟ้าไทย 7.8% และอื่นๆ 10.2%
ตลาดผงปรุงรสยังมีศักยภาพเติบโตสูง เห็นได้จากไตรมาสแรกปี 2569 ตลาดรวมผงปรุงรสเติบโต 6.8% หากแยกช่องทางการจำหน่ายพบว่าในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม เติบโต 23% และกลุ่มโรงงานผลิตอาหารพร้อมทาน เติบโต 14%
การเปิดตัวผงปรุงรส “คนอร์ อร่อยชัวร์” รสหมูสูตร เข้มข้นคูณ2 เจาะตลาดกลุ่มร้านอาหารและสตรีทฟู้ดที่ยังมีแนวโน้มเติบโต และเป็นโซลูชั่นที่มาตอบโจทย์การทำธุรกิจและช่วยงานครัว “คนอร์” จึงมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นในตลาดผงปรุงรส
โดยคาดการณ์จะทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาด “คนอร์” ปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 5% (จากเดิมเพิ่มขึ้นปีละ 1%) ปัจจุบันมีสัดส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 8% รวมสิ้นปีอยู่ที่ 13% เป็นแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับที่ 2 ในตลาดผงปรุงรส
จากจำนวนร้านอาหารทุกประเภทรวมสตรีทฟู้ดมีผู้ประกอบการราว 8 แสนรายทั่วประเทศ ตลาดหลักคือกรุงเทพฯและปริมณฑล สัดส่วน 50% อีกพื้นที่คือภาคอีสาน จากจำนวนประชากรมากสุดเป็นอันดับสองของประเทศ มีร้านอาหารสัดส่วน 20-30% ส่วนที่เหลืออยู่ในเมืองท่องเที่ยวหลักทุกภาค เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต
ดังนั้นจึงโฟกัสทำตลาดฟู้ดเซอร์วิสในกรุงเทพฯและอีสานมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นที่กลยุทธ์สร้างการเติบโตให้ธุรกิจในระยะยาว โดยช่องทางที่มีโอกาสเติบโต คือ เชนร้านอาหาร เห็นได้จากการเปิดสาขาในห้าง ทั้งเชนร้านเดิมและแบรนด์ใหม่ อีกกลุ่มคือ สตรีทฟู้ดไทย
เปิดตัวแคมเปญการตลาด-พรีเซนเตอร์ใหม่
หลังเปิดตัว “คนอร์ อร่อยชัวร์” ผงปรุงรสหมูสูตรใหม่ ในแง่ของการสื่อสารการตลาด เพื่อตอบโจทย์ในการจับกลุ่มเป้าหมายทั้งผู้ประกอบร้านอาหาร และกลุ่มเป้าหมายภาคอีสาน “คนอร์” จึงเปิดตัว 2 พรีเซนเตอร์ “อี๊ด โปงลาง” และ “เซียนหรั่ง” ให้สอดคล้องกับคอนเซปต์ “เข้มข้น ถึงรส X2” และสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร
ทั้งการสื่อสารโฆษณาทีวี แพลตฟอร์มดิจิทัลและโซเชียลมีเดีย รวมทั้งการทำ Roadshow สาธิตเมนูอาหารชิมสินค้าทั่วประเทศทั้งในห้างโมเดิร์นเทรด โฮลเซลส์ และตลาดสด
พร้อมกับการจัดกิจกรรมเปิดตัวผลิตภัณฑ์และพรีเซนเตอร์ในภาคอีสาน ได้เปิดตัวที่ตลาดเซฟวันโก โคราช เพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการในภาคอีสาน และในในกรุงเทพฯ ที่เดอะกลาสมาร์เก็ต บางนา รวมทั้งแพลตฟอร์มส่งอาหาร Grab ที่จะมีการแจกสินค้าตัวอย่างไปทั่วกรุงเทพฯ
แม้เศรษฐกิจชะลอตัวและจีพีดีโต 2% แต่การกินอาหารนอกบ้านยังเป็นวัฒนธรรมหลักของคนไทย ทำให้ธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสเติบโตสูงกว่าจีดีพี
กลุ่มธุรกิจ UFS ไม่ได้อยากเป็นแค่ซัพพลายเออร์ แต่อยากเป็น “พาร์ทเนอร์” ให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยมีการทำงานร่วมกับเชฟกว่า 270 คนทั่วโลก ทำธุรกิจครอบคลุม 76 ประเทศทั่วโลก ในการพัฒนานวัตกรรมการสินค้า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ต้องเจอความท้าทายในการบริหารจัดการทั้งรสชาติอาหารที่ต้องอร่อยคงที่ บริหารต้นทุนเวลาและแรงงาน





