HomeReal Estate & Condoส่องเทรนด์อสังหาฯ ปี 2569 “แวร์เฮาส์-โรงแรม-ดาต้าเซ็นเตอร์” มาแรง  พื้นที่ออฟฟิศ-รีเทล “ซัพพลายล้นตลาด”

ส่องเทรนด์อสังหาฯ ปี 2569 “แวร์เฮาส์-โรงแรม-ดาต้าเซ็นเตอร์” มาแรง  พื้นที่ออฟฟิศ-รีเทล “ซัพพลายล้นตลาด”

แชร์ :

ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 อาจไม่ใช่  “ปีขาขึ้นทั้งกระดาน” แต่จะเติบโตอยู่ในบางเซ็กเตอร์ โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และเทคโนโลยี

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

ในโอกาสครบรอบ 10 ปีหลักสูตร “The NEXT Real”  3 ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาฯ ระดับอินเตอร์อย่าง ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์, ซีบีอาร์อี และ โจนส์ แลง ลาซาลล์  วิเคราะห์เทรนด์อสังหาฯ ปี 2569 ครอบคลุม 6 เซ็กเตอร์หลัก ได้แก่ ที่อยู่อาศัย, อุตสาหกรรมและคลังสินค้า, อาคารสำนักงานและรีเทล, โรงแรม, Data Center และที่ดิน  สรุปได้ดังนี้

1. “โรงงาน-แวร์เฮาส์” จุดนัดพบซัพพลาย-ดีมานด์  

คุณณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Knight Frank) กล่าวว่าโอกาสลงทุนอสังหาฯ ปีนี้มอง 2 เรื่องหลัก 1. อสังหาฯ ประเภทอุตสาหกรรม ได้แก่ โรงงาน แวร์เฮาส์หรือโกดังสินค้า ที่ดินอุตสาหกรรม และ 2. ตลาดสำนักงานให้เช่า

โดยตลาดแวร์เฮาส์ของไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตต่อเนื่อง พื้นที่รวมเพิ่มขึ้น 1.2% อยู่ที่ราว 6.5 ล้าน ตร.ม. พื้นที่ใช้งาน (Occupied Space) เพิ่มขึ้น 0.4% เป็น 5.58 ล้าน ตร.ม. ขณะที่อัตราการเช่าลดลงเล็กน้อย 0.7% ค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 161.5 บาทต่อ ตร.ม. ต่อเดือน และยังเติบโต 0.9% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาด ซึ่งการลงทุนแวร์เฮาส์กระจุกตัวในทำเลหลัก 3 อันดับ ได้แก่ ถ.บางนา-ตราด, โซนไทรน้อย จ.นนทบุรี จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี และพื้นที่ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา)

“แวร์เฮาส์ ราคาตลาดไม่ค่อยมีการขยับมากเท่าไร ถือว่าค่อนข้างคงที่ เนื่องจากรูปแบบการลงทุนต่างจากตลาดที่อยู่อาศัย โดยการพัฒนามักเกิดขึ้นเมื่อมีคำสั่งเช่าจากลูกค้าล่วงหน้า ทำให้ดีมานด์และซัพพลายค่อนข้างมีความสอดคล้องกัน”

คุณณัฎฐา คหาปนะ

2. เปิดขุมทรัพย์ผังเมืองสีม่วง 

ธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม (Ready-Built Factory) ในด้านทำเลล้อไปตามแวร์เฮาส์ในทำเลหลัก ได้แก่ รังสิต–ปทุมธานี, วังน้อย–อยุธยา, ถ.บางนา–ตราด และ EEC มีซัพพลายรวม 3.29 ล้าน ตร.ม. เติบโตเล็กน้อย 0.3% ขณะที่พื้นที่ใช้งานเติบโต 2.7% ส่งผลให้อัตราการเช่าสูงถึง 98.4% ค่าเช่าเฉลี่ย 202.9 บาทต่อ ตร.ม. ต่อเดือน โดยพัฒนาอิงตามดีมานด์ลูกค้า ทำให้ซัพพลายไม่ล้น และเป็นอสังหาฯ ที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ดึงดูดดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ให้ลงทุนต่อเนื่อง

โดยซัพพลายกระจุกตัวใน EEC สูงสุด 47.7% รองลงมาคือ ปทุมธานี–อยุธยา 26.3% และ บางนา–ตราด 26.1% โดยที่ดินผังเมืองสีม่วงเป็นโอกาสสำคัญด้านการลงทุน เนื่องจากสามารถพัฒนาอาคารได้มากกว่าที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ

3. FDI ต่างชาติลงทุนตรงในไทย “จีน-ยุโรป” แย่งกันซื้อที่ดินอุตสาหกรรม

ขณะที่ที่ดินอุตสาหกรรม Knight Frank ระบุว่าข้อมูลครึ่งปีแรก 2568 มีซัพพลาย 186,098 ไร่ อัตราใช้พื้นที่สูง 93.5% ราคาเฉลี่ย 6.65 ล้านบาทต่อไร่ เติบโต 5% ในรอบ 5 ปี (2563-2568) สะท้อนดีมานด์ที่แข็งแกร่ง พื้นที่ EEC เป็นศูนย์กลางการลงทุนจากสิทธิประโยชน์และกฎหมายเฉพาะ FDI (Foreign Direct Investment) ไทยทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง 2 ปี มูลค่ารวมทะลุระดับล้านล้านบาท

โดยกว่า 80% เป็นโรงงานและแวร์เฮาส์ ความเสี่ยงคือการแข่งขันจากเวียดนามและผลกระทบนโยบายภาษีสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้การดูดซับที่ดินใน EEC ชะลอลง และเป็นโจทย์ว่าภาคอุตสาหกรรมไทยจะยกระดับสู่สินค้ามูลค่าสูงได้เร็วแค่ไหน

คุณเพ็ญธิดา ศรีสว่าง

4. “คอนโด”แพงยังมีดีมานด์ “บ้านหรู”เปิดใหม่ลดลง แนะแบ่งเฟสพัฒนาลดความเสี่ยง

คุณเพ็ญธิดา ศรีสว่าง ผู้อำนวยการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด (CBRE) กล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีที่ผู้พัฒนาโครงการและนักลงทุนต้องบริหารสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน โดยภาพรวมตลาดของคอนโดมิเนียม แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องยาวนาน แต่เซ็กเตอร์ลักชัวรี่จนถึงอัลตราลักชัวรี่ ยังคงมีดีมานด์จากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

โดยคอนโดฯลักชัวรี่รีเซล ราคาเฉลี่ย 310,131 บาทต่อ ตร.ม. เติบโต 1.3% ส่วนคอนโดฯลักชัวรี่ใหม่ระหว่างพัฒนา มีราคาสูงกว่า เฉลี่ยอยู่ที่ 349,125 บาทต่อ ตร.ม. เติบโตสูงถึง 9% สะท้อนว่าแรงซื้อในตลาดรีเซลยังแข็งแรง เนื่องจากผู้บริโภคต้องการห้องขนาดใหญ่ในทำเลไพรม์ แต่ไม่สามารถรับราคาที่ขยับขึ้นอย่างรวดเร็วของโครงการใหม่ได้

ขณะที่ตลาดบ้านหรู หลังจากบูมหนักช่วงปี 2566-2567 จากพฤติกรรม Work from Home และความต้องการพื้นที่ใช้สอย ตลาดเริ่มชะลอตัวในปี 2568 กลุ่มราคาหลักอยู่ที่ 30-70 ล้านบาท และ 100 ล้านบาทขึ้นไป ผลกระทบด้านจิตวิทยาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ซัพพลายเปิดใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนแทบไม่มีโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด

“ข้อแนะนำในปีนี้ คือ ต้องบริหารจัดการซัพพลายอย่างเข้มข้น แบ่งเฟสในการพัฒนา เพื่อให้ดีมานด์รองรับได้สอดคล้องกับซัพพลาย เป็นทางเลือกในการปรับโมเดลการลงทุนพัฒนาบ้านหรู โดยทำเลหลักยังคงเป็นโซนพระโขนง, บางนา-ตราด, ตลิ่งชัน, ศาลายา, เมืองสมุทรปราการ, แบริ่ง และพุทธมณฑล” 

5. ตลาดออฟฟิศ-รีเทล “ซัพพลายล้นตลาด”

ตลาดสำนักงานให้เช่า CBRE ระบุว่า ดีมานด์ยังมีเฉพาะออฟฟิศเกรด A+ ขนาดเล็ก-กลาง พื้นที่ 100-300 ตร.ม. ขณะที่พื้นที่เช่าขนาดใหญ่กว่า 300 ตร.ม. ส่วนใหญ่เป็นบริษัทรายใหญ่หรือข้ามชาติที่มีอำนาจต่อรองสูง ส่งผลให้เจ้าของอาคารต้องให้ส่วนลดค่าเช่า 5-15% ภาพรวมตลาดยังถูกกดดันจากซัพพลายใหม่และผลพวงโควิด-19 ทำให้อัตราการเช่าลดลงเหลือเพียง 59% จากช่วงก่อนโควิดที่เคยสูงถึง 90% แม้ออฟฟิศเกรด A ในย่าน CBD ที่เคยมีอัตราเช่าสูงสุด 95% แต่เมื่อซัพพลายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ปัจจุบันอัตราการเช่าลดลงมาอยู่ที่ต่ำกว่า 80%

พื้นที่รีเทลหรือค้าปลีกในกรุงเทพฯ มีซัพพลายรวมสูงถึง 8-9 ล้าน ตร.ม. โดยเฉพาะ 6 โซนสำคัญ มีซัพพลายรวมมากกว่า 1 ล้าน ตร.ม. ได้แก่

– สยามดิสตริก 337,000 ตร.ม. (4 ศูนย์การค้า)

– ราชประสงค์ 381,000 ตร.ม. (4 ศูนย์การค้า)

– เอ็มดิสตริก 181,500 ตร.ม. (3 ศูนย์การค้า)

– เทอร์มินัล 21 อโศก 40,000 ตร.ม.

– วัน แบงค็อก (เฟส 1) 123,000 ตร.ม.

– ดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค 45,000 ตร.ม.

ทั้งหมดสะท้อนว่า ตลาดออฟฟิศและรีเทลกำลังเผชิญแรงกดดันจาก “ซัพพลายล้นตลาด” ทำให้การแข่งขันรุนแรง ผู้พัฒนาต้องเน้นคุณภาพ ทำเล และการบริหารต้นทุนมากกว่าการขยายพื้นที่

6. “ดาต้าเซ็นเตอร์” อนาคตไกล

ด้านตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็น “Safe Haven” ของอสังหาฯในปี 2568 ที่กำลังมาแรงและเติบโตสูง เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ต่อชั้นขนาดใหญ่ ระบบทำความเย็นและพลังงานสูง โดยดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟสูงกว่าถึง 20-40 เมกะวัตต์ต่อโครงการ สูงกว่าออฟฟิศเกรด A ขนาด 100,000 ตร.ม. ที่ใช้ไฟราว 15 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันไทยยังขาดความเชี่ยวชาญด้านบริหารดาต้าเซ็นเตอร์ การลงทุนจึงมาจากโอเปอเรเตอร์ต่างชาติเป็นหลัก

โดยเน้นพัฒนาในนิคมอุตสาหกรรมเพราะซื้อที่ดินได้สะดวกตามกฎหมาย โดยล่าสุด มีการประกาศลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยรวมแล้วกว่า 4,470 MW ทำให้ราคาที่ดินโซน EEC ปรับตัวสูงขึ้น

คุณการัณย์ คานิเยาว

7. โรงแรมลักชัวรี่เมืองท่องเที่ยวฟื้นตัวเร็ว 

คุณการัณย์ คานิเยาว รองประธานอาวุโส ฝ่ายบริการลงทุนซื้อขาย ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก จากกลุ่มบริการการลงทุนด้านโรงแรม บริษัทโจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (JLL) กล่าวว่าภาพรวมตลาดโรงแรมของไทยมีการพลิกฟื้นเร็วตลอดเวลา ตั้งแต่ยุคโควิด-19 จนถึงปี 2568 ตลาดพลิกฟื้นกลับมาแล้ว 83% โดยคาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็น Period of Growth ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนไทย และมีโอกาสฟื้นตัวเท่ากับปีที่ดีที่สุดในปี 2567 ด้วยเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักจาก รัสเซีย, อินเดีย, มาเลเซีย, จีน, เกาหลีใต้

โรงแรมลักชัวรี่ในเมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย ฟื้นตัวเร็วหลังโควิด-19 โดยค่าเฉลี่ยต่อห้องพักที่ขายได้ต่อคืน (Average Daily Rate) ปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนบทบาทของโรงแรมลักซัวรี่ในฐานะเทรนด์เซ็ตเตอร์ของตลาด ช่วยดันโรงแรมระดับมิดสเกลและอัพสเกลให้ฟื้นตัวตาม ส่งผลบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรม

จากการสำรวจของ JLL ในปี 2568 กับเจ้าของและผู้บริหารโรงแรมกว่า 800 ราย คาดว่าในปี 2569 รายได้โรงแรมจะเติบโตประมาณ 2-8% ขณะที่ตลาดลักชัวรี่ของไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีแบรนด์โรงแรมระดับท็อปเทียร์ระดับโลกเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น Andaz,  voco

8. ดีลซื้อขายโรงแรมไทยกระจายทั่วประเทศ

การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทย ไม่ว่าเกิดวิกฤติใดๆ ก็ตามก็จะมีนักลงทุนสนใจเข้ามาซื้อโรงแรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง  ทั้งทำเล กรุงเทพฯ  ภูเก็ต เกาะสมุย พัทยา เชียงใหม่ หิวหิน โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สรุปมูลค่าซื้อขายโรงแรม

– ปี 2567  มูลค่า 25,100 ล้านบาท  จำนวน 18 แห่ง  (ราคาเฉลี่ยต่อดีล 1,400 ล้านบาท)

– ปี 2568  มูลค่า 26,400 ล้านบาท จำนวน 18 แห่ง (ราคาเฉลี่ยต่อดีล 1,500 ล้านบาท)

– ปี 2568 ทำเลการซื้อขายโรงแรม กรุงเทพฯ 77% (สุขุมวิท สาทร ริมแม่น้ำเจ้าพระยา), ภูเก็ต 8%  พัทยา 4%  พังงา 4% สมุย 4% กระบี่ 2%  เชียงใหม่ 1%

ช่วง 10 ปี (2559-2568) มูลค่าเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 13,900 ล้านบาท จำนวน 13 แห่ง  (ราคาเฉลี่ยต่อดีล 1,100 ล้านบาท)

โดยเริ่มเห็นโรงแรมเปลี่ยนแนวการซื้อเป็น leasehold  (ปี 2568 มี 5 ดีล) ปีนี้เริ่มเห็นมากขึ้น เพราะไม่ต้องซื้อที่ดินทำโรงแรม โดยเช่าที่ดินสร้างโรงแรมเพื่อให้ได้กระแสเงินสดกลับมาเร็วขึ้น และไม่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ

9. จับตา 4 เทรนด์ตลาดโรงแรมไทยปี 2569

แนวโน้ม “ตลาดรองเริ่มมา” มีการลงทุนกระจายไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยว หรือเน้นด้าน Wellness มีความน่าสนใจสูงหากมีที่ดินในทำเลศักยภาพอยู่แล้ว

ขณะที่การลงทุนแบบ Branded Residence จะมีบทบาทมากขึ้น เช่น คอนโดมิเนียมหรูหรือพูลวิลล่าที่ผนวกบริการภายใต้แบรนด์โรงแรมที่แข็งแกร่ง เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและสร้างความแตกต่าง โดยดีเวลอปเปอร์ที่สามารถดึงแบรนด์โรงแรมมาซัพพอร์ตได้ จะสามารถตั้งราคาขายที่อยู่อาศัยได้สูงกว่าตลาดทั่วไป

อีกเทรนด์ที่ต้องจับตา คือการนำโรงแรมในทำเลเก่า โดยเฉพาะโรงแรมที่เป็นแลนด์มาร์ก หรืออาคารสำนักงานเดิม มาพัฒนาเป็นโรงแรมรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น

แนวโน้มปี 2569 มี 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ตลาดซื้อขายโรงแรมคาดว่าแรงดีไม่มีตก ประเมินมูลค่าดีลซื้อขาย 13,000 ล้านบาท 2.ค่าห้องพักยังมีช่องว่างของการส่งต่อราคาให้ขยับขึ้นมาได้อีก 3.ลุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นไปที่ 35.5 ล้านคน และ 4.ลักชัวรี่แลนด์สเคป เป็นจุดเปลี่ยนที่จุดประกายการพลิกฟื้นของตลาดทุกเซ็กเตอร์ในภาพรวม

ติดตามพวกเราได้ที่ LINE


แชร์ :

You may also like