
แต่ไม่ใช่กับ “บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด” หรือ “Brother” ที่กล้าเปลี่ยนเกมเดิมๆ แล้วหันมาโฟกัส “คุณภาพ” ผ่านการปั้นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงทั้งผืนป่า ชุมชนท้องถิ่น และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน จนสร้างการเติบโตไปด้วยกันแบบยาวๆ เบื้องหลังการเปลี่ยนวิธีคิดนี้มีเรื่องราวอย่างไร? ตาม Brand Buffet มาหาคำตอบไปพร้อมกัน
ถ้ามองย้อนกลับไปบนเส้นทางรักษ์โลกของบราเดอร์ หลายคนอาจคิดว่าเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งกระโดดมาร่วมวงบนเส้นทางสายเขียวนี้ แต่ความจริงแล้ว บราเดอร์ขับเคลื่อนเรื่องนี้มานานแล้ว โดยส่งตรง DNA รักษ์โลกมาจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ด้วยความเชื่อว่า “ธุรกิจและโลกต้องโตไปด้วยกัน” บราเดอร์ ในไทย จึงนำแนวคิดนี้มาสานต่อ แต่ดีไซน์ให้เข้ากับวิถีชีวิตและพื้นที่จริงในไทย ผ่านสารพัดกิจกรรม และหนึ่งในโปรเจคสำคัญคือ การปลูกป่าชายเลน ที่ทำต่อเนื่องมานานถึง 18 ครั้งแล้ว
แล้วทำไมต้องเป็น “ป่าชายเลน”? เรื่องนี้ คุณพรภัค อุไพศิลป์สถาพร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลว่า เพราะประเทศไทยมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลยาวเหยียด แต่อดีตที่ผ่านมา ป่าชายเลนโดนทำลายไปมากกว่า 50% สวนทางกับโครงการพื้นฟูที่ยังมีน้อยเหลือเกิน ที่สำคัญกว่านั้น ป่าชายเลนไม่ได้ให้แค่ต้นไม้เขียวๆ หรือผลิตออกซิเจนให้เราได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอดเท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ ทั้งป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งไม่ให้พังทลาย และยังเป็นบ้านของสัตว์น้อยใหญ่ให้เติบโตด้วย
นั่นเลยทำให้เกิดโปรเจค “บราเดอร์ อาสาอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติป่าชายเลน” ขึ้นมา ซึ่งในช่วงแรกทางทีมก็จัดเต็ม เน้นสเกลใหญ่ ปลูกต้นโกงกางรวดเดียวครั้งละ 2,000 ต้น แต่โลกความจริงไม่ได้ใจดีขนาดนั้น เพราะเมื่อต้นไม้ต้องเผชิญทั้งพายุและภัยธรรมชาติต่างๆ ประกอบกับขาดคนดูแลอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ได้เลยไม่เป็นอย่างที่หวัง เหลือต้นไม้รอดชีวิตไม่ถึง 5% กลายเป็นความสูญเปล่าที่แทบไม่ได้สร้างอิมแพคใดๆ ให้ธรรมชาติเลย
“ที่เราลงไปทำช่วงแรก ไม่ใช่ไม่ดี แต่ด้วยข้อจำกัดที่มีคนดูแลแค่คนเดียว ทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง พอมาเจอภัยธรรมชาติ ต้นไม้เลยไม่รอด ทำให้เราเรียนรู้ว่า การปลูกทีละมากๆ อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป”
พลิกเกมใหม่ ปลูกน้อย แต่รอดมาก
ถึงจะเจอสารพัดอุปสรรคซัดใส่ แต่บราเดอร์ก็ไม่เคยคิดถอดใจ กลับเลือกหยิบทุกบทเรียนมาเป็น “ประสบการณ์” พร้อมกับปรับเกมใหม่ เพราะตระหนักดีว่า ในยุคที่โลกแปรปรวนหนักขึ้น สูตรเดิมอย่างการ “ปลูกแล้วทิ้งไว้เฉยๆ” คงใช้ไม่ได้อีกต่อไป จึงทำให้เกิดแนวคิดใหม่ จากที่เน้นปริมาณ มาสู่การทำให้ต้นไม้ “อยู่รอด” ได้มากที่สุด โดยเน้น “ปลูกน้อย แต่รอดให้มาก”
เมื่อเป้าหมายเปลี่ยน วิธีการก็ต้องปรับตาม เริ่มจากการลุยหาพื้นที่ปลูกใหม่ จนได้มาเจอกับ ครอบครัวคุณดิว ปภัสร์พงษ์ รัตนพงศ์ธระ หัวหน้าศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกันมาครั้งหนึ่งแล้ว และรู้สึกประทับใจ เพราะทุ่มเทและดูแลธรรมชาติมาก ทั้งยังบริจาคที่ดิน 50 ไร่ จากทั้งหมด 200 ไร่ให้ประเทศใช้ทำโครงการปลูกป่าชายเลน จึงลองนำไอเดียนี้มาคุย ทางคุณดิวก็เปิดกว้างและร่วมกันทดลองนำไอเดียการปลูกป่าแนวทางใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่นี้ด้วยกัน
จากเดิมที่เคยปลูกครั้งละเป็นพัน ครั้งนี้บราเดอร์ปรับแผนเหลือแค่ ครั้งละ 500 ต้น เพื่อให้สามารถดูแลเอาใจใส่ต้นโกงกางทุกต้นได้อย่างทั่วถึง ผลลัพธ์ที่ได้เลยเปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้นไม้เคยรอดชีวิตไม่ถึง 5% กลายเป็นอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 80% บราเดอร์จึงปักหลักใช้วิธีนี้ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันจัดกิจกรรมปลูกป่าที่ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคนมาแล้ว 4 ครั้งแล้ว จนมีจำนวนต้นไม้สะสม 2,000 ต้น และเติบโตจนรอดชีวิตถึง 1,600 ต้น
ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวแล้ว คุณพรภัค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตลอด 4 ครั้งที่ผ่านมา เจ้าต้นไม้เหล่านี้ยังช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 48 ปอนด์ต่อปี และเสิร์ฟออกซิเจนให้พวกเราสูดกันฉ่ำๆ ถึง 260 ปอนด์ต่อปีอีกด้วย
มากกว่าต้นไม้ คือ “ลมหายใจ” ของชุมชน
อีกหนึ่งความน่าสนใจของแนวคิดนี้คือ บราเดอร์ไม่ได้มองแค่ผลลัพธ์ทางสิ่งแวดล้อม แต่มองไปไกลถึงการสร้างความหลากหลายที่เกื้อหนุนกัน เพราะเชื่อว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนนี่แหละจะช่วยให้เกิดระบบที่แข็งแรง และทำให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกันแบบวิน-วิน ทุกทริปปลูกป่าของบราเดอร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงหย่อนต้นไม้ลงดินแล้วจบ แต่ยัง “ดึงคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในทุกมิติ”
เริ่มตั้งแต่การจ้างชาวบ้านให้ช่วยดูแลต้นไม้ที่ปลูกต่อเนื่องตั้งแต่วันแรก ส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้ทันที และเมื่อผืนป่าฟื้นคืนความสมบูรณ์ ชาวบ้านก็จะมีอาชีพและรายได้ตามไปด้วย อย่างเช่น ชุมชนคลองโคน ที่มีอาชีพจับหอยแครง เมื่อป่าชายเลนกลับมาสมบูรณ์ ผลผลิตหอยแครงก็เพิ่มขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงขึ้น เมื่อคุณภาพชีวิตดีขึ้น ความรักความผูกพันก็ตามมา ชาวบ้านก็พร้อมใจกันลุกขึ้นมาเป็นองครักษ์พิทักษ์ป่า ช่วยกันดูแลต้นไม้ทุกต้นด้วยความหวงแหน
ไม่เพียงเท่านั้น ในวันจัดกิจกรรมปลูกป่า ยังนำภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งอาหารพื้นบ้านอร่อยๆ และนวดไทยสุดฟินมาออกร้าน เพื่อเติมพลังให้ทุกคนอิ่มท้อง และผ่อนคลายแถมยังสร้างรายได้ปังๆ ให้ชาวบ้านไปในตัว รวมไปถึงส่งต่อรอยยิ้มให้กับชุมชนรอบข้างแบบครบเครื่อง ทั้งการทาสีอาคารเรียน สร้างห้องครัวใหม่ให้เด็กๆ ในโรงเรียน
ที่สำคัญ กิจกรรมปลูกป่านี้ยังเชื่อมโยง “ดีลเลอร์และพนักงาน” ให้ได้มาร่วมลงมือปลูกป่าด้วยหัวใจเดียวกัน ซึ่งช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น พร้อมปลูกจิตสำนักรักษ์โลกให้เติบโตไปพร้อมกันด้วย
เรื่องราวของบราเดอร์จึงเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่า การรักษ์โลกไม่ได้วัดกันที่ “ปริมาณ” ว่าทำมากแค่ไหน แต่วัดกันที่ “สิ่งที่เหลือรอดและงอกงาม” ในระยะยาว ฉะนั้น การทำให้น้อยลง แล้วใส่ใจให้ถูกจุด อาจเป็นคำตอบที่ยั่งยืนที่โลกยุคนี้ที่กำลังตามหา






