
ส่งผลให้ JKN ไม่ได้อยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายอีกต่อไป จึงต้องเข้าสู่กระบวนการจัดการทรัพย์สินตามกฎหมายล้มละลายตามที่เจ้าหนี้แต่ละรายยื่นฟ้องต่อศาล
โดยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คดีของ JKN
ด้วยเจ้าหนี้ 5 ราย คือ นายกฤตภาส มุระญาติ ที่ 1, นางสาวศุภสุตา รัตนสมบูรณ์ ที่ 2, นางสาวนิภา เรืองโรจน์ศุภชัย ที่ 3, นางสาวสุรีย์พร สอนหลวย ที่ 4 และนายศรณ์ธนพัฒน์ สุวรรณบาง ที่ 5 เป็น “โจทก์” ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ลูกหนี้ล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งลงวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ เด็ดขาด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483
“ลูกหนี้” ที่อยู่ 818 อาคารเจเคเอ็นเอ็มไพร์ หมู่ 2 ตำบลสำโรงหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
ดังนั้นนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับกิจการ และทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 และบุคคลผู้เป็นหนี้ลูกหนี้หรือมีทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ในครอบครอง มีหน้าที่ต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับหนี้หรือทรัพย์สินของลูกหนี้ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบ ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามมาตรา 24/1 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483
ผู้ใดมีหน้าที่ตามมาตรา 24/1 แล้วไม่ปฏิบัติตาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท ตามมาตรา 173/1 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483
“เจ้าหนี้” ซึ่งจะขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ จะเป็นโจทก์หรือไม่ก็ตาม ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ฝ่ายคำคู่ความ สำนักงานเลขานุการกรม กรมบังคับคดี หรือ สำนักงานบังคับคดีซึ่งลูกหนี้มีภูมิลำเนาอยู่ ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันที่โฆษณาคำสั่งนี้ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดวันลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
เมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และเข้าสู่กระบวนการจัดการทรัพย์สิน จากนี้ต้องมาดูว่า JKN มีทรัพย์สินอะไรเหลือให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้คืนบ้าง




