HomeInsightถอดรหัส The Fandom Odyssey เมื่อการเดินทางไม่ได้เริ่มจากสถานที่ แต่เริ่มจากเรื่องราว

ถอดรหัส The Fandom Odyssey เมื่อการเดินทางไม่ได้เริ่มจากสถานที่ แต่เริ่มจากเรื่องราว

แชร์ :

ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้สื่อบันเทิงไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นพลังที่หล่อหลอมจินตนาการ ตัวตน และพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ เพลง เกม หรือจักรวาลป๊อปคัลเจอร์ที่เชื่อมโยงกันข้ามแพลตฟอร์ม

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยน “สถานที่ในเรื่อง” ให้กลายเป็น “จุดหมายปลายทาง” ของนักท่องเที่ยว ผู้คนจำนวนมหาศาลเดินทางตามรอยสถานที่ถ่ายทำ เมืองบ้านเกิดของศิลปิน หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับ Cultural IP ที่ตนเองรัก จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ Screen Tourism ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น มีแรงขับเคลื่อนที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ Fandom (แฟนด้อม)

Fandom มาจากคำว่า Fan และ Kingdom หมายถึง “อาณาจักรของผู้คนที่รักสิ่งเดียวกัน” หรือที่คนไทยเรียกว่า “ด้อม” พื้นที่ที่ความชอบไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรก แต่เป็นความผูกพันกับศิลปิน ตัวละคร เรื่องราว หรือจักรวาลที่พวกเขาหลงรัก

เมื่อความรักไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนหน้าจอ … การเดินทางจึงเริ่มต้นขึ้น!!!!

ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้เดินทางเพื่อชมสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่เพื่อเข้าไปสัมผัสโลกที่เคยสร้างแรงบันดาลใจ อยากยืนอยู่ในจุดเดียวกับตัวละคร เดินบนถนนสายเดียวกับศิลปิน หรือเปลี่ยนฉากที่เคยเห็นผ่านหน้าจอให้กลายเป็นความทรงจำของตนเอง การท่องเที่ยวจึงกลายเป็นประสบการณ์แบบ Immersive Travel ที่ทำให้พวกเขาเปลี่ยนจากผู้ชม มาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว

คนกลุ่มนี้คือ The Real-world Fantasy Seekers ผู้ที่ออกเดินทางเพื่อเติมเต็มจินตนาการในโลกแห่งความจริง และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับชุมชนแฟนด้อมจากทั่วโลก สำหรับพวกเขา จุดหมายปลายทางไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่คือเรื่องราวที่สถานที่นั้นบอกเล่า

“For the plot, not for the place.”

พวกเขาไม่ได้ถามว่า “ที่ไหนสวยที่สุด” แต่ถามว่า “ที่ไหนทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องนี้” นี่คือ The Fandom Odyssey มหากาพย์ของนักเดินทางแห่งแฟนด้อม ผู้ใช้ความรักในวัฒนธรรมป๊อปเป็นเข็มทิศ และเปลี่ยนทุกการเดินทางให้เป็นบทต่อไปของเรื่องราวที่พวกเขารัก

พวกเขาคือใคร? ทำความรู้จักกลุ่ม The Fandom Odyssey

คนกลุ่มนี้เป็น “Real-world Fantasy Seekers” นักเดินทางที่ปฏิเสธการจำกัดความหลงใหลไว้เพียงบนหน้าจอ แต่เลือกก้าวออกสู่มหากาพย์ในโลกความจริง พวกเขามองสถานที่ท่องเที่ยวเป็น “ฉาก” (Scene) มากกว่าการเป็น “จุดหมาย” (Destination) และมองการเดินทางเป็น “พิธีกรรมทางตัวตน” ไม่ใช่กิจกรรมพักผ่อนทั่วไป จากการสำรวจพบว่า 16.17% ของนักท่องเที่ยวไทย จัดอยู่ในกลุ่มนี้ มีช่วงอายุ 28–42 ปี รายได้ 20,000–60,000 บาทต่อเดือน และกระจุกตัวในเขตปริมณฑลและภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเข้าถึง Cultural IP และชุมชนแฟนด้อมสูง

3 พฤติกรรม ที่ทำให้นักเดินทางกลุ่มนี้แตกต่าง

เที่ยวเพื่อ “ใช้ชีวิตในโลกที่หลงใหล” ไม่ใช่แค่ไปเยือนสถานที่ คนกลุ่มนี้เดินทางตามรอย IP ศิลปิน ซีรีส์ กีฬา เกม หรือวรรณกรรม เพราะต้องการประสบการณ์ที่ทำให้จินตนาการกลายเป็นชีวิตจริง การท่องเที่ยวคือ “การขยายโลกที่ตนรักให้มีตัวตนจริง” ไม่ใช่การหนีโลก

โหยหาการเชื่อมต่อกับ “คนกลุ่มเดียวกัน” มากกว่าความสบายส่วนตัว ข้อมูลพบว่า 24.26% เดินทางคนเดียว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ แต่จุดหมายไม่ใช่ความโดดเดี่ยว แต่คือการ “เจอคนแบบเดียวกัน” พวกเขามองแฟนด้อมเป็น Second Family และมองการเดินทางเป็นการ “ทวงคืนความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม”

ใช้การท่องเที่ยวเป็น “การยืนยันตัวตน” (Identity Performance) ไม่ว่าจะเป็น Swiftie, K-Pop Stan, Gamer, BL Fan หรือ Sport Fandom พวกเขานิยามตัวเองผ่าน Micro-identities สร้างคอนเทนต์เพื่อเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านการเดินทาง และมองโซเชียลมีเดียเป็น “เวทีแสดงอัตลักษณ์” ไม่ใช่แค่ที่อวดรูป

ตัวเลขที่พิสูจน์ความจริงจังของเหล่าคนแฟนด้อม

ความหลงใหลของ The Fandom Odyssey ไม่ใช่แค่คำพูด:

●    34.31% บอกว่าเหตุผลหลักในการเดินทางคือ “เพื่อไปใกล้สิ่งที่รักหรือหลงใหล” สูงกว่าค่าเฉลี่ย เกือบ 3 เท่า

●    38.97% เดินทางมากกว่า 4 ครั้งต่อปี

●    21.32% เลือกทริปยาวกว่า 3 วัน 2 คืน เพราะต้องการ “immersion” ที่ลึก ไม่ใช่แค่เช็กอิน

●    33.33% ต้องการความรู้สึก “ได้ใกล้ชิดสิ่งที่รักอย่างแท้จริง” หลังจบทริป สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3 เท่า

●    และถ้าสถานที่เชื่อมกับสิ่งที่อินจริง พวกเขาพร้อมเดินทางไกลโดยไม่มีเงื่อนไข

นักเดินทางกลุ่มนี้ยอมรัดเข็มขัดเรื่องอื่น แต่ไม่ตัดงบงานแฟนด้อม มอง Live Events และ Fan Trips เป็น Self-care การท่องเที่ยวจึงไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือ “การดูแลสุขภาพใจตนเอง”

คุณค่าที่พวกเขาต้องการจากการเดินทาง

สำหรับ The Fandom Odyssey การเดินทางไม่ใช่เพียงการพักผ่อน แต่คือการออกเดินทางเพื่อเติมเต็ม Identity & Belonging Value อย่างเป็นรูปธรรม จุดหมายปลายทางไม่ได้มีคุณค่าเพราะความสวยงามเพียงอย่างเดียว หากเป็นสถานที่ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรม เรื่องราว และชุมชนที่พวกเขาเลือกจะเป็นส่วนหนึ่ง

●    ยืนยันและแสดงออกถึงตัวตน ผ่านวัฒนธรรมที่เลือกสังกัด การได้ไปยืนอยู่ “ต้นทาง” ของสิ่งที่รัก ไม่ว่าจะเป็นเมืองแห่ง K-Wave สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ซีรีส์ วรรณกรรม หรือจักรวาลป๊อปคัลเจอร์ คือการยืนยันและแสดงออกถึงตัวตนผ่านวัฒนธรรมที่พวกเขาเลือกสังกัด

●    รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ของชุมชนแฟนด้อม ทั้งในพื้นที่จริงและออนไลน์ การได้พบผู้คนที่มีความหลงใหลแบบเดียวกัน ก็ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนแฟนด้อมระดับโลก

●     การเดินทางยังสร้าง Social Currency และสถานะทางสัญลักษณ์จากการ “ไปถึงต้นทาง” ประสบการณ์ที่ได้รับไม่ใช่เพียงภาพถ่ายหรือของที่ระลึก แต่คือความภูมิใจ ความทรงจำ และการปลดปล่อยทางอารมณ์จากการได้เข้าไปอยู่ในโลกของเรื่องเล่าที่รัก แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ

●    เกิดการปลดปล่อยทางอารมณ์ จากการเข้าไปอยู่ในโลกเรื่องเล่าที่รัก เปลี่ยนจากการ “ชมสถานที่” ไปสู่การแสวงหาความหมาย (Meaning over Sightseeing) สถานที่ท่องเที่ยวทำหน้าที่เสมือน Culture-Identity Passport เป็นตราประทับที่บอกทั้งกับตัวเองและผู้อื่นว่า “ฉันคือใคร และฉันสังกัดอยู่ในกลุ่มไหนบ้าง”

●    เปลี่ยนการท่องเที่ยวให้มีความหมาย (Meaning over Sightseeing) โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์และคุณค่าทางอัตลักษณ์ มากกว่าการเดินทางเพื่อชมสถานที่เพียงอย่างเดียว

สำหรับคนกลุ่มนี้ การเดินทางจึงไม่ใช่เพียงการออกไปเที่ยว แต่คือการทำให้ตัวตน วัฒนธรรม และเรื่องราวที่รัก กลายเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้จริง

ช่องว่างที่ตลาดยังปิดไม่ได้: โอกาสมูลค่ามหาศาล

แม้ความต้องการจะสูง แต่ยังมี “Unmet Expectation” ขนาดใหญ่อยู่ใน 4 ด้าน:

Immersive Participation — 50% ของกลุ่มต้องการ “ประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกเข้าไปอยู่ในเรื่องราวจริง ๆ” แต่ประสบการณ์ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ยังเป็นแบบให้ “คนดู” ไม่ใช่ให้คน “อยู่ในเรื่อง” แนวทางในการด้านนี้คือเปลี่ยนสถานที่ท่องเที่ยวจาก “ฉากหลัง” ให้กลายเป็น “กระดานเกมจำลอง” โดยจัดทำ “Fandom Quest Book” (ทั้งแบบรูปเล่มหรือแอปพลิเคชัน AR) ให้นักท่องเที่ยวได้สวมบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ออกแบบภารกิจที่ต้องทำในสถานที่จริง เช่น การตามหาร่องรอยลับตามรอยซีรีส์ การตามหาไอเทมตามคำใบ้ในเนื้อเพลง หรือการถ่ายภาพเลียนแบบฉากสำคัญเพื่อปลดล็อก “คอนเทนต์พิเศษ” (Secret Scene) ที่ไม่มีให้ดูทั่วไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ “ใช้ชีวิตในโลกที่หลงใหล” อย่างแท้จริง

Community Bonding — กลุ่มนี้ต้องการ “รู้สึกเชื่อมโยงกันจริง ๆ” แต่กิจกรรมปัจจุบันยังสร้าง community feeling ได้แค่การ “รวมตัว” ไม่ใช่ “รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน” แนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านนี้คือ ขยับจากการจัดอีเวนต์นั่งฟังหรือนั่งดูแบบรับสารฝ่ายเดียว ไปสู่กิจกรรมที่ต้อง “ลงมือทำร่วมกัน” เพื่อทลายกำแพงและสร้างความรู้สึกเป็น Second Family ออกแบบกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เกิดบทสนทนา เช่น เวิร์กชอปทำของที่ระลึกแฮนด์เมดร่วมกัน กิจกรรมแลกเปลี่ยนทฤษฎีเนื้อเรื่อง (Fan-Fiction/Theory Sharing Night) หรือจัดปาร์ตี้หมูกระทะ/บาร์บีคิวรอบกองไฟหลังจบทริป (Fan After-Party) เพื่อให้กลุ่มที่เดินทางคนเดียว (ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 24.26%) ได้เจอคนแบบเดียวกันและสร้างมิตรภาพใหม่กลับไป

Cultural IP Attachment — ตลาดยังใช้พลังของ Fandom ได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะการเปลี่ยน emotional attachment ให้กลายเป็น immersive travel experience จริง แนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านนี้คือจับมือกับผู้ถือลิขสิทธิ์ Cultural IP โดยตรง (เช่น ค่ายซีรีส์ BL และค่ายเพลง) เพื่อดึงองค์ประกอบจากในจอมาสร้างเป็นทริปสุด Exclusive แบบเป็นทางการ ไม่ใช่แค่พาไปดูสถานที่ถ่ายทำ แต่ต้องออกแบบให้เชื่อมโยงกับประสาทสัมผัส เช่น เสิร์ฟเมนูอาหารโปรดที่ตัวละครกินในฉากสำคัญ การทำ Official Merchandise รุ่นจำกัดเฉพาะทริปนี้ หรือเปิด Audio Guide ที่มีเสียงของศิลปิน/นักแสดงบรรยายความรู้สึกให้ฟังตลอดการเดินทางในสถานที่ถ่ายทำ เพื่อดึงความอินให้ออกมาโลดแล่นในโลกจริง

Identity Ritualization — การเดินทางในฐานะ “พิธีกรรมของตัวตน” ยังไม่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความรู้สึกนี้อย่างจริงจัง แนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านนี้คือออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวให้มีลำดับขั้นตอนเหมือน “การแสวงบุญ” เพื่อมอบ Social Currency และสถานะทางสัญลักษณ์จากการไปถึงต้นทาง จัดทำ “Fandom Passport” ที่จะได้รับตราประทับพิเศษเมื่อเช็กอินครบตามเงื่อนไข และสร้างพื้นที่เฉพาะสำหรับทำ “พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์” เช่น จุดผูกพวงกุญแจ เขียนข้อความถึงสิ่งที่รัก หรือมุมถ่ายภาพที่จัดแสงและมุมกล้องไว้สมบูรณ์แบบ เพื่อให้พวกเขาใช้โซเชียลมีเดียเป็น “เวทีแสดงอัตลักษณ์” ได้อย่างภาคภูมิใจ พร้อมปิดท้ายทริปด้วยการมอบ “Badge ดิจิทัล” ประกาศเกียรติคุณในฐานะผู้พิชิตทริปแฟนด้อม

ถ้าผู้ประกอบการปรับเปลี่ยน Unmet Expectation เหล่านี้ได้ จะสามารถมีแนวโน้มเติบโตขึ้นได้มาก เพราะกลุ่มนี้มี Willingness to Travel ที่สูง ขาดเพียง Supply ที่ตรงกับ Demand เท่านั้น

บทสรุป: ชนะใจ The Fandom Odyssey นักเดินทางที่ไม่ได้ตามหาที่พัก แต่ตามหา ‘พื้นที่แห่งความหมาย’

The Fandom Odyssey ส่งสัญญาณแล้วว่าพวกเขา พร้อมจ่าย พร้อมเดินทาง และพร้อมภักดี กับแบรนด์หรือสถานที่ที่เข้าใจพวกเขาจริงๆ ความต้องการของพวกเขาไม่ใช่ “ทริปสวยๆ พร้อมรูปถ่าย” แต่คือประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่า “ฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนั้นจริง ๆ” ดังนั้นผู้ประกอบการที่เข้าใจ Fandom Travel ก่อนใคร ก็จะได้ นักท่องเที่ยวที่มาซ้ำ บอกต่อ และภักดี เพราะในที่สุดแล้ว สิ่งที่ The Fandom Odyssey กำลังมองหาคือ “พื้นที่ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง”

””””””””””””’

ทำความรู้จัก Subculture Trend Compass: 2026-27

ด้วยความตั้งใจของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ต้องการมีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย ในการสร้างประสบการณ์ทรงคุณค่าและมุ่งสู่ความยั่งยืนด้วยการดำเนินงานด้านตลาดและสร้างสรรค์สินค้าและบริการเชิงประสบการณ์ให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มวันพักและค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยในปี 2569 ด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเสนอสินค้าและบริการการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ประกอบกับการเกิดขึ้นของแนวโน้มด้านการตลาดท่องเที่ยวและกระแสการท่องเที่ยวที่น่าสนใจของกลุ่มวัฒนธรรมย่อยใหม่ๆ (Subculture) จึงได้จัดทำข้อมูลเทรนด์เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการในการนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดทั้งในปัจจุบันและอนาคต

จนกลายเป็นบทความที่นำเสนอเทรนด์ท่องเที่ยวใหม่ๆ ภายใต้ซีรี่ส์ Subculture Trend Compass: 2026-27 โดยใช้แนวคิด “Glocal Movement” ซึ่งเป็นการหยิบกระแสระดับโลกมาปรับให้เข้ากับหัวใจของคนในพื้นที่ ไม่ได้มองแค่ภาพ กว้างๆ ของโลกในด้านสังคมหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังลงไปคลุกคลีกับข้อมูลพฤติกรรมการเที่ยวที่เกิดขึ้นจริง เพื่อมองหาว่าอะไรคือ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ที่จะกลายเป็นโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวไทยได้อย่างแท้จริง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมองลึกเข้าไปถึง “ความต้องการที่แท้จริงในใจ” (Inner Needs) ของนักท่องเที่ยวไทยเป็นหลัก เพราะเทรนด์จากเมืองนอกบางอย่างอาจจะไม่ถูกจริตคนไทยเสมอไป การเข้าใจสิ่งที่คนไทยมองหาจริงๆ จะช่วยให้เรานำกระแสโลกมาออกแบบเป็นบริการหรือประสบการณ์การเดินทางที่ “โดนใจ” และ “ใช่” สำหรับคนบ้านเรามากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในธุรกิจท่องเที่ยวไทยได้อย่างยั่งยืน

ในมิติของพฤติกรรมการท่องเที่ยวปี 2026-2027 การทำความเข้าใจกลุ่ม Subculture หรือวัฒนธรรมย่อย กลายเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า เนื่องจากนักท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันที่มีความต้องการเหมือนกันอีกต่อไป แต่จะแบ่งย่อยไปตามความสนใจ ไลฟ์สไตล์ และอุดมการณ์ที่เฉพาะตัว การเดินทางสำหรับคนกลุ่มนี้จึงไม่ใช่แค่การพักผ่อนหรือการถ่ายรูปตามแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง แต่เป็นการแสวงหาพื้นที่ที่สะท้อนตัวตน และการได้เชื่อมต่อกับกลุ่มคนที่ “คิดเหมือนกัน” โดยปัจจัยที่กำหนดการเดินทางจะถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามเชิงลึกว่า “คุณเป็นคนแบบไหน” และ “คุณอยากรู้สึกอย่างไรจากการเดินทาง” มากกว่าแค่ปัจจัยพื้นฐานอย่างอายุหรือรายได้ การนำข้อมูล Subculture มาผสานเข้ากับ Framework การวิเคราะห์เทรนด์จึงช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวข้ามการตลาดแบบกว้างๆ ไปสู่การออกแบบนวัตกรรมการท่องเที่ยวที่ “ใช่” และมีคุณค่าสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงได้อย่างแท้จริง

เพราะการอ่านเทรนด์ขาดก่อนใครคือกุญแจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจยุคใหม่ ในบทความตอนถัดๆ ไปของซีรี่ส์ Subculture Trend Compass: 2026-27 เราจะพาไปถอดรหัสและเจาะลึกอินไซต์พฤติกรรม ตลอดจนความต้องการลึกๆ ของนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะกลุ่มทั้งหมด 8 กลุ่ม เพื่อเปลี่ยนกระแสการท่องเที่ยวให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจและนวัตกรรมการบริการที่ตอบโจทย์ได้จริง

 


แชร์ :

You may also like