
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่าท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย อุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชนในปี 2569 ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง พบว่าผู้เล่นที่สามารถรักษาการเติบโตได้ คือผู้เล่นที่เลือกแนวทาง Selective Growth หรือเลือกตลาดโต โดยเฉพาะผู้เล่นที่มีจุดแข็งในบริการเฉพาะด้าน ที่วางทิศทางธุรกิจชัดเจน จนสามารถสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างได้อย่างชัดเจน
“ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการแข่งขันด้านจำนวนสาขา สู่การแข่งขันด้านความชำนาญและผลลัพธ์การรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มโรคซับซ้อนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก”

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย – นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว
ชูจุดแข็ง 5 ศูนย์เฉพาะทางโรคยาก-ซับซ้อน
ในโอกาสครบรอบ 5 ปี “วิมุต” ได้ทรานส์ฟอร์มโรงพยาบาลสู่ “Integrated Specialty Hospital” เชื่อมโยงการดูแลสุขภาพตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟู ไปจนถึงการติดตามผลในระยะยาว
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่าปัจจุบันคนไทยกำลังเผชิญกับโรคซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ความเครียด การพักผ่อนน้อย มลภาวะ รวมถึงภาวะสังคมสูงวัย จากการดูแลผู้ป่วยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า 5 กลุ่มโรคหลักที่กระทบคุณภาพชีวิตคนไทยมากที่สุด ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกระดูกและข้อ โรคระบบทางเดินอาหารและตับ และสุขภาพผู้หญิง ทั้งสูตินรีเวชและสุขภาพเต้านม ซึ่งล้วนมีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้นในกลุ่มวัยทำงาน
ด้วยเหตุนี้ จึงเร่งปรับองค์กรสู่การเป็น Integrated Specialty Hospital ที่เชื่อมโยงการดูแลโรคซับซ้อน ด้วยโมเดล Multidisciplinary Care หรือการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เพราะโรคบางโรคเชื่อมโยงกันทั้งด้านร่างกาย พฤติกรรม และคุณภาพชีวิต
รพ.วิมุต ได้พัฒนาศักยภาพ 5 ศูนย์เฉพาะทาง เพื่อดูแลรักษาโรคยากและโรคซับซ้อนผ่าน 5 กลุ่มโรคหลัก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
1. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ จากปัญหาฝุ่น PM2.5, การสูบบุหรี่ และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยโรคปอดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะมะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคปอดอักเสบ โดยให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยง นำเทคโนโลยี Low-dose CT Scan, การตรวจหลอดลมด้วยกล้อง (Bronchoscopy) และ EBUS (Endobronchial Ultrasound) เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัย ลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่ และเพิ่มโอกาสในการรักษา โดยมีทีมแพทย์สหสาขาร่วมวางแผนเฉพาะบุคคล
2. โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ปัจจุบันพบผู้ป่วยอายุน้อยลงต่อเนื่องจากความเครียด การพักผ่อนน้อย และโรคเรื้อรังสะสม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง จึงมุ่งเน้นการตรวจคัดกรองเชิงรุกและการประเมินความเสี่ยง พร้อมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง TAVI หรือการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน และ MICS หรือการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก เข้ามาช่วยลดความเจ็บปวด ลดระยะเวลาพักฟื้น และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น
3. กลุ่มโรคกระดูกและข้อ ปัญหาข้อเสื่อม ปวดหลัง ปวดเข่า และอาการบาดเจ็บไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่เริ่มพบมากขึ้นในวัยทำงานและคนรุ่นใหม่จากพฤติกรรมนั่งทำงานนาน การใช้ชีวิตแบบ Sedentary Lifestyle และการใช้ร่างกายหนักต่อเนื่อง อาการปวดเรื้อรังและการเคลื่อนไหวที่ไม่คล่องตัวส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ความสามารถในการทำงาน และสุขภาพจิต จึงมุ่งเน้นการรักษาด้วยเทคนิคผ่าตัดส่องกล้องและ Minimally Invasive Surgery ครอบคลุมทุกข้อต่อของร่างกาย ทั้งไหล่ ข้อศอก ข้อมือ สะโพก เข่า ข้อเท้า และกระดูกสันหลัง ที่ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และลดโอกาสติดเชื้อ พร้อมออกแบบระบบการดูแลตั้งแต่ตรวจ วินิจฉัย รักษา จนถึงฟื้นฟูในที่เดียว
4. โรคระบบทางเดินอาหารและตับ กำลังเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทยจากพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตเร่งรีบ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในคนอายุน้อยและวัยทำงาน จึงเน้นการตรวจคัดกรองผ่าน Colonoscopy โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป พร้อมนำเทคโนโลยี Anorectal Manometry เข้ามาวินิจฉัยและ Biofeedback Therapy มาฟื้นฟูปัญหาระบบขับถ่าย
5. สูตินรีเวช สุขภาพเต้านม ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงไทยกังวลมากที่สุด โดยมะเร็งเต้านมคือมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและเริ่มพบในกลุ่มอายุน้อยมากขึ้น จึงให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองและการรักษาแบบ Personalized โดยพิจารณาจากระยะของโรค ขนาดก้อน การกระจายของมะเร็ง และชนิดของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อดูแลผู้ป่วยแบบสหสาขาวิชาชีพ ตั้งแต่การคัดกรอง การวินิจฉัย การวางแผนรักษา ไปจนถึงการผ่าตัดด้วยเทคนิคสงวนเต้านม
วางกลยุทธ์ 3E บริการดูแลสุขภาพ ขยายฐานลูกค้าต่างชาติ
การบริหารธุรกิจโรงพยาบาลภายใต้ กลยุทธ์ 3E ที่ประกอบด้วย 3 แกนหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
1. Expertise คือ การยกระดับศักยภาพทางการแพทย์ผ่านการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์สหสาขาและการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อรองรับโรคซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งสุขภาพปอด หัวใจและหลอดเลือด กระดูกและข้อ สูตินรีเวช สุขภาพเต้านม และระบบทางเดินอาหารและตับ
2. Experience คือ การยกระดับสู่การให้บริการแบบ “Integrated Healthcare” ผ่านการออกแบบเส้นทางการรักษาที่เชื่อมต่อกัน ตั้งแต่การคัดกรอง วินิจฉัย รักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู โดยมี ViMUT Application และแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลเป็นศูนย์กลาง
3. Expansion คือ การขยายการเติบโตผ่านการสร้างระบบสุขภาพโดยมุ่งขยายฐานลูกค้าองค์กรและกลุ่มประกันในรัศมี 35 กิโลเมตร โดยเฉพาะในพื้นที่พหลโยธิน รวมถึงต่อยอดความร่วมมือกับ “พฤกษา เรียลเอสเตท” ที่มีฐานลูกบ้านกว่า 270,000 ครัวเรือน เพื่อเชื่อมโยงบริการสุขภาพเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ปัจจุบันให้บริการ Tele Medicine กับลูกบ้านพฤกษาแล้ว คาดว่าปีนี้ลูกบ้านพฤกษาสัดส่วน 20-30% จะเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ของ รพ.วิมุต
รวมทั้งการขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะตลาดเมียนมา ที่เติบโตสูงถึง 141% จากการเข้าไปทำตลาดของเอเยนต์ โดยชูจุดแข็งความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และอุปกรณ์ผ่าตัดที่ทันสมัย โดยมีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาโรคยากและเข้ารับการผ่าตัด ส่วนตลาดเอเชียใต้ เติบโต 70% ตลาดต่างประเทศ 5 อันดับแรก คือ จีน เมียนมา กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์
ปีที่ผ่านมาสัดส่วนผู้ป่วยต่างประเทศอยู่ที่ 10% วางเป้าหมาย 5 ปี เพิ่มสัดส่วนเป็น 30%
ไตรมาสแรกรายได้เติบโต 19%
ด้านผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 รพ.วิมุต พหลโยธิน ทำรายได้ 337 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ 283 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 1,500 ล้านบาท คาดเติบโต 15% จากปีก่อนหน้า
ในขณะที่ปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,213 ล้านบาทในปี 2567 เติบโต 7% โดยรายได้จากผู้ป่วยนอก (OPD) อยู่ที่ 711 ล้านบาท และรายได้จากผู้ป่วยใน (IPD) อยู่ที่ 591 ล้านบาท
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบาง รพ.วิมุต เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มมองสุขภาพเป็นเรื่องของการวางแผนระยะยาวมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการเข้ารับการรักษาเมื่อเกิดโรค ดังนั้นแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงรุกเพื่อบริหารค่าใช้จ่าย จึงกลายเป็นหัวใจของระบบสุขภาพยุคใหม่
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE




