HomeBrand Move !!Gen Z เลี้ยงน้องหมา-แมว สูง 40% ถอดกลยุทธ์ Royal Canin ลุยโซเชี่ยลมีเดีย สู่การสร้าง Experience รับเทรนด์ Pet Parents

Gen Z เลี้ยงน้องหมา-แมว สูง 40% ถอดกลยุทธ์ Royal Canin ลุยโซเชี่ยลมีเดีย สู่การสร้าง Experience รับเทรนด์ Pet Parents

แชร์ :

สมรภูมิอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท ที่กำลังหอมหวาน นิยามของการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงได้ข้ามผ่านคำว่า “คนเลี้ยง” ไปสู่การเป็น “Pet Parents” อย่างเต็มตัว ทำให้การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงยุคนี้ไม่ใช่แค่การให้อาหาร เพื่อเลี้ยงไว้เฝ้าบ้านหรือใช้งานอีกต่อไป หากแต่คือการค้นหาข้อมูลอย่างละเอียดบนโลกโซเชียลเพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับ “ลูกรัก”

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

เหล่านี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ Royal Canin (โรยัล คานิน) แบรนด์อาหารสัตว์ระดับโลกที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้มาโดยตลอด วันนี้แบรนด์กำลังทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นผู้สร้าง “ประสบการณ์” และ “องค์ความรู้” ด้วยการใช้ Data และ Experience เพื่อมัดใจกลุ่มเป้าหมายที่ทรงพลังที่สุดในตอนนี้ นั่นคือกลุ่ม Gen Z

 

เมื่อ Gen Z กลายเป็น “คุณพ่อคุณแม่มือใหม่” ที่พร้อมเปย์เพื่อลูก (น้องหมา-น้องแมว)

สพ.ญ. วรัทยา ประสมทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดช่องทางค้าปลีกเฉพาะทาง กล่าวว่า ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาเทรนด์การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในไทย โดยเฉพาะน้องหมา น้องแมว เปลี่ยนแปลงไป กลุ่มคนรุ่นใหม่นิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนลูก หรือที่เรียกว่า “Pet Parents” ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงให้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการมากกว่าแค่การซื้ออาหารสัตว์แบบธรรมดา แต่ต้องการประสบการณ์ เพราะคนรักน้องหมา น้องแมวเหมือนลูก มองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกอยู่เสมอ

โดยปัจจุบันสถิติ พบว่า 40% ของผู้เลี้ยงหมา-แมวคือคนรุ่น Gen Z ซึ่งมาพร้อมกับพฤติกรรมที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้มองว่าสัตว์เลี้ยงคือ “สัตว์” แต่คือสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) โดยเฉพาะเทรนด์การเลี้ยงแมวในคอนโดมิเนียมและสังคมเมืองที่พุ่งสูงขึ้น จนทำให้ยอดขายฝั่งอาหารแมวของรอยัล คานิน ขยับขึ้นมาครองสัดส่วนถึง 70% แม้จำนวนสุนัขในตลาดจะมีมากกว่าก็ตาม

 

 

ที่น่าสนใจคือ Gen Z เป็นกลุ่มที่ “ข้อมูลแน่น” คนกลุ่มนี้เข้าถึง AI และโซเชียลมีเดียเพื่อศึกษาเรื่องโภชนาการด้วยตัวเอง และพร้อมจะเปย์เพื่อสุขภาพที่ดี (Health & Wellbeing) ของสัตว์เลี้ยง โดยมียอดจับจ่ายต่อเดือนเติบโตแบบ “Double Digit” ในทุกๆ ปี  และพร้อมเปย์เพื่อให้ลูกๆ มี H&W (Health & Wellbeing) ที่ดี

ขณะที่พฤติกรรมการช้อปปิ้งสินค้าสำหรับน้องหมา น้องแมวของ Gen Z เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แม้หน้าร้านออฟไลน์จะยังสำคัญ แต่ช่องทางออนไลน์กลายเป็นสมรภูมิหลัก:

  • ภาพรวมตลาดออนไลน์: ในกลุ่มอาหารสัตว์เติบโตถึง 50% และคิดเป็นสัดส่วน 40% ของตลาดรวม
  • TikTok คือดาวรุ่ง: สำหรับ Royal Canin แม้ Shopee จะยังเป็นเบอร์ 1 ในแง่สัดส่วนยอดขายที่ 75% แต่ TikTok คือแพลตฟอร์มที่เติบโตแรงที่สุดถึง 100%
  • Social Commerce: เติบโตกว่า 70% สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ชอบซื้อขายผ่านการปฏิสัมพันธ์และการรีวิวในโซเชียล

การเปลี่ยนแปลงนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่แบรนด์ต้องขยายฐานสมาชิกบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพื่อสร้าง Community ให้เกิดความ Active มากขึ้น ผ่านคอนเทนต์ที่สนุกสนานและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ โดยมีมาสคอตอย่าง “น้องพอใจ” เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่ายและเป็นมิตร

 

ยกระดับ “Royal Canin Club” ด้วย AI และ OCR

อีก Pain Point หลักของแบรนด์ที่มีฐานสมาชิกจำนวนมากคือเรื่องของความ  Active แม้ Royal Canin Club จะมีสมาชิกถึง 1 ล้านราย แต่การใช้งานผ่านแอปพลิเคชันอาจยุ่งยากเกินไปสำหรับ Gen Z หัวใจหลักของกลยุทธ์ปีนี้ คือการยกระดับแพลตฟอร์ม Royal Canin Club บน LINE OA  เพื่อแก้ Pain Point ของการสะสมคะแนนที่ยุ่งยากในอดีต ด้วยการหยิบเทคโนโลยี OCR (Optical Character Recognition) และ AI เข้ามาปรับใช้

เพียงแค่เจ้าของสัตว์เลี้ยงถ่ายรูปสแกนใบเสร็จ ระบบ AI จะอ่านข้อมูลและสะสมแต้มให้ทันทีโดยไม่ต้องกรอกข้อมูลให้เสียเวลา นี่คือการสร้าง Customer Experience ที่ตอบโจทย์ Gen Z นอกจากนี้ยังใช้ข้อมูล (Data) เป็นปัจจัยหลักในการส่งต่อความรู้ที่เฉพาะเจาะจงตามสายพันธุ์และช่วงวัยของสัตว์เลี้ยงรายตัว

แม้ขยายไปยังโซเชี่ยลมีเดียมากขึ้นแต่ Royal Canin พบอินไซต์สำคัญว่า 85% ของ Pet Owners พร้อมจะตัดสินใจซื้อทันทีหากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ (Vets & Experts) แบรนด์จึงยังคงให้น้ำหนักกับการให้ความรู้ผ่านช่องทางออฟไลน์ (คลินิกและร้านเพ็ทช็อป) พร้อมเชื่อมต่อมายังออนไลน์ผ่านมาสคอต “น้องพอใจ” ที่เข้ามาช่วยสร้างความเป็นมิตรและเข้าถึงง่ายให้กับแบรนด์

นอกจากนี้ยังเข้าร่วมงาน Pet Expo Thailand 2026 (30 เม.ย. – 3 พ.ค. 2569) ภายใต้แนวคิด “Healthy is Worthy เพราะสุขภาพดี คุ้มค่าที่สุด” ที่จะเปลี่ยนความรู้เรื่องโภชนาการที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องสนุกผ่านกิจกรรมธีม “ภูมิLYMPIC” ให้พ่อแม่สัตว์เลี้ยงได้เรียนรู้เรื่องภูมิคุ้มกันและระบบทางเดินอาหารผ่านเกมอินเทอร์แอคทีฟ

สพ.ญ. วรัทยา กล่าวอีกว่า ภารกิจของแบรนด์คือการสร้างโลกที่ดีขึ้นให้กับน้องแมวน้องหมา (A Better World for Pets) โดยการใช้ Touchpoint ทั้งออนไลน์และออฟไลน์เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ

อย่างไรก็ตามปัจจุบันตลาดรวม 3.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นอาหารน้องแมว 70% และอาหารน้องหมา 30%  ซึ่งปัจจุบัน Royal Canin มีมาร์เก็ตแชร์ 17% เป็นเบอร์ 2ในตลาด  และครองส่วนแบ่ง 75% ในตลาดซูเปอร์พรีเมี่ยมและเป็นผู้นำในตลาดปัจจุบัน


แชร์ :

You may also like