HomeBrand Move !!เคล็ดลับ “โอม-รชต” ปั้น “สยามสงกรานต์” กระหึ่มโลก ก่อนสร้างประวัติศาสตร์ดึง Tomorrowland บุกไทยครั้งแรก

เคล็ดลับ “โอม-รชต” ปั้น “สยามสงกรานต์” กระหึ่มโลก ก่อนสร้างประวัติศาสตร์ดึง Tomorrowland บุกไทยครั้งแรก

แชร์ :

“ถ้าถามว่า Tomorrowland คือ The Best ของการจัดงานของผมมั้ย? คงตอบว่าการดึงเทศกาลดนตรีนี้เข้ามาได้คือที่สุดของการทำงานแล้ว แต่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือ ผมอยากให้เทศกาลดนตรีของคนไทยดังไกลระดับนานาชาติ และทำให้ประเทศไทยกลายเป็น World Class Music Destination อย่างแท้จริง”

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

นี่คือปณิธานและฝันครั้งใหม่ของ “โอม-รชต ธันยาวุฒิ” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด (One Asia Ventures) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเทศกาลดนตรีระดับโลกหลายงานในไทย และกำลังกลายเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในแวดวงเทศกาลดนตรี ด้วยการร่วมกับพันธมิตรดึงเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland จัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรกหลังจากรอคอยมานานกว่า 10 ปี

 

โอม-รชต ธันยาวุฒิ

โอม-รชต ธันยาวุฒิ

 

คุณโอม-รชต ธันยาวุฒิ เริ่มต้นฉายภาพถึงเทรนด์และความนิยมของเทศกาลดนตรีในปัจจุบันว่า กระแส “Festival Economy” และ “Experience Economy” กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจใหม่ของโลก โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่มองหา “ประสบการณ์ที่น่าจดจำ” มากกว่าการบริโภคแบบเดิม ส่งผลให้ Music Festival ไม่ได้เป็นเพียงงานบันเทิง แต่กลายเป็น Experience Destination ที่เชื่อมโยงดนตรี ไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และ Social Content เข้าด้วยกัน และนั่นคือเทรนด์เทศกาลมิวสิคเฟสติวัลในปัจจุบัน

อีกหนึ่งจุดแข็งของไทยคือการที่มีเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลที่เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก โดย เทศกาลสงกรานต์ปี 2026 (Songkran Economy) ประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500,000 คน สร้างเงินสะพัดจากการท่องเที่ยว 30,350 ล้านบาท ดังนั้นการจัดเทศกาลดนตรีในช่วงวันหยุดพร้อมทั้งดึงเอกลักษณ์ของไทยร่วมจัดงานจึงถือเป็นโอกาสสำคัญของการ Festival Economy ในไทย

โดยภาพรวมการจัดเทศกาลดนตรีในปีนี้ของ One Asia Ventures “คุณโอม” บอกว่า  ปีนี้ได้วางแผนลงทุนรวมกว่า 2,000 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่ใช้มราว 300 ล้านบาท  ผ่าน 3 งานใหญ่อย่าง Siam Songkran Music Festival ที่จัดขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และ Tomorrowland Thailand ที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้  ส่วนอีก 1 งานใหญ่อยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ทเนอร์ 

 

8 ปี Siam Songkran Music Festival เทศกาลสุด Iconic ของคนรักดนตรี

ย้อนกลับไปในปี 2562 Siam Songkran Music Festival เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่ต้องการปลุกกระแสเทศกาลดนตรีในไทยให้มีชื่อเสียงระดับสากล ทว่าเส้นทางในช่วงเริ่มต้นนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แน่นอนการจะสร้างเทศกาลดนตรีหน้าใหม่ให้กลายเป็น Iconic ระดับสากลคือโจทย์ทีท้าทายเป็นอย่างมาก

“ต้องยอมรับว่าช่วงปีแรก การที่จะเชิญศิลปินระดับโลกหรือจัดไลน์อัพดังๆ เข้ามาเป็นเรื่องยากมาก เพราะเรายังใหม่ในสายตาเขา การจะสร้างเทศกาลดนตรีหน้าใหม่ให้กลายเป็น Iconic ระดับสากลจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด” คุณโอมย้อนความหลังถึงจุดเริ่มต้น

 ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา Siam Songkran ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แม้จะมีปีที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ปีล่าสุดถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จสูงสุด มีจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 92,000 คน มียอดจับจ่ายเพิ่มขึ้นจาก 1,000-1,500 บาท เป็น 1,500-3,000 บาทต่อคนในปีนี้ โดยมีผู้ร่วมงานเป็นชาวไทย 50% และต่างชาติ 50% (หลักๆ คือ จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น)

 

 

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Siam Songkran แตกต่างจากเฟสติวัลอื่นคือการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่ง และการนำเสนอ “ความเป็นไทย” (Thainess) ในรูปแบบที่ทันสมัย ผ่านองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น 

  1. Digestible Thainess: นำวัฒนธรรมไทยมาย่อยให้เข้าถึงง่าย สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่และนักท่องเที่ยวทั่วโลก
  2. Infrastructure: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในการจัดงานให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานยุโรป เพื่อรองรับประสบการณ์ระดับพรีเมียม
  3. Real Experience: เน้นการสร้างประสบการณ์ที่สัมผัสได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การโชว์ภาพลักษณ์ภายนอก

ส่วนงาน Siam Songkran Music Festival ปี 2027 นั้น เบื้องต้นวางแผนขยายพื้นที่ (Expand Area)  ซึ่งไม่ได้เน้นเพิ่มจำนวนคน แต่เน้นเพิ่มพื้นที่กิจกรรม เช่น Chilled Zone หรือพื้นที่พักผ่อนให้ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้าง “Journey” หรือประสบการณ์การเดินในงานที่ไม่อึดอัด ขณะที่โซน VIP และ VVIP ที่ขายหมดเร็วมาก ปีหน้าจะพยายามรักษามาตรฐานความ Exclusive นี้ไว้

 

โอม-รชต ธันยาวุฒิ

โอม-รชต ธันยาวุฒิ

 

“ปีนี้เป็นปีที่มีโอกาสดีของเฟสติวัลในไทย มิวสิคเฟสติวัลคือแม็กเนตสำคัญที่ดึงคนเข้าประเทศ สุดท้ายความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่กำไรของบริษัทอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวว่าประเทศไทยคือที่ที่ปลอดภัยและน่ามาเที่ยวที่สุดในโลก” คุณโอมกล่าว

 

นอกจากการจัดงานที่ดึงเอาเอกลักษณ์ไทยเข้ามาผสมผสานแล้ว การจัดงานยังมีการนำระบบ Cashier App ที่ทางบริษัท One Asia Ventures พัฒนาร่วมกับพาร์ทเนอร์ แพลตฟอร์มกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการใช้จ่ายในระบบปิด (เฉพาะภายในงาน Event)  เพื่อความโปร่งใส ลูกค้าสามารถเติมเงินและ “ขอคืนเงิน (Refund) ได้ 100% ภายใน 30 วัน” ซึ่งช่วยลดปัญหาการรอคิวและสร้างความเชื่อมั่น ตอบโจทย์การใช้งานในงานเทศกาลและอีเวนต์ได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

 

บิ๊กดีลดึง Tomorrowland สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่เทศกาลดนตรีในไทย

อีกหนึ่งผลงานชิ้นโบว์แดงที่ “คุณโอม” บอกว่า ถ้านับการดีลงานจากต่างประเทศเข้ามา การจัดเทศกาลดนตรี Tomorrowland ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งแรกในไทย คือผลงาน The Best  ที่สุดที่เจ้าตัวเคยทำมา ซึ่งการดึง Tomorrowland เข้ามาจัดในประเทศไทย เกิดจากการร่วมมือกันหลายภาคส่วน 

โดย One Asia Ventures  ร่วมมือกับพันธมิตรระดับ Global Entertainment Ecosystem และะการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ร่วมกันจัดขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการประสานงานกับ EEC และ กรมทางหลวงชนบท เพื่อปรับปรุงและตัดถนนเส้นรอง (เส้นเล็ก) ประมาณ 6 เส้น เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง (Mobility) และลดปัญหาการจราจรติดขัดรอบพื้นที่จัดงาน

“การที่ Tomorrowland มองประเทศไทย สะท้อนว่าโลกเริ่มเห็นศักยภาพของไทยทั้งด้าน culture, tourism, hospitality และความสามารถในการรองรับงานขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน การมี Global Brands เข้ามา ไม่ได้ทำให้ตลาดเฟสติวัลไทยเล็กลง แต่จะช่วยขยายตลาดโดยรวม และทำให้คนทั่วโลกหันมามองประเทศไทยมากขึ้น”

 

 

คุณโอม ยังบอกอีกว่า ไทยมีศักยภาพในการเป็น Music Destination โดยดูจากศิลปินระดับโลกอย่าง The Weeknd ที่เลือกมาไทย ซึ่งหากโครงสร้างพื้นฐานไม่ดีพอ ดีลเหล่านี้ก็ยากจะเกิดขึ้น สำหรับ Tomorrowland ในไทยนั้น แม้สเกลอาจจะต่างจากเบลเยียม (ไทย 6 เวที : เบลเยียม 14 เวที) แต่เป้าหมายคือการยกระดับซัพพลายเออร์ไทยให้ทำงานร่วมกับทีมระดับโกลบอล เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการ 

สำหรับการจัด Tomorrowland Thailand ในครั้งนี้ ปีแรกในไทยจะมี 6 เวที (ในขณะที่เบลเยียมมี 14 เวที) โดยเวทีหลัก (Mainstage) จะมีขนาดและมาตรฐานเดียวกับที่เบลเยียม โดยมีการจัดโซนนิ่ง (Zoning) ที่ชัดเจนและอลังการ พื้นที่ต้องรองรับความต้องการที่หลากหลาย ซึ่งวางเป้าหมายจำหน่ายบัตรไว้ที่ 50,000 ใบ (Sold Out) แต่อาจมีการพิจารณาเปิดขายบัตรรายวันเพิ่มเติมตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยวางสัดส่วนกลุ่มเป้าหมายไว้ที่ต่างชาติ 80% และคนไทย 20% จากผู้ลงทะเบียนจากกว่า 196 ประเทศ ทั่วโลก 

การเข้ามามีบทบาทในโปรเจกต์ระดับโลกเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสทางธุรกิจ แต่คือการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมมิวสิคเฟสติวัลของไทย ก้าวสู่การเป็นผู้เล่นสำคัญในเวที Festival Industry ระดับโลก หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทศกาลได้อย่างครบวงจร ทั้งสถานที่จัดงาน ระบบขนส่ง ความปลอดภัย การเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว และการสนับสนุนอีเวนต์ระดับโลก พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน Global Festival Destinations ของโลก เช่นเดียวกับ Tomorrowland ในเบลเยียม, Coachella ในสหรัฐอเมริกา หรือ Fuji Rock ในญี่ปุ่น ซึ่งล้วนสร้างรายได้มหาศาลทั้งในด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

“มิวสิคเฟสติวัลคือแมกเนต (Magnet) ที่ดีในการดึงคนเข้ามาสัมผัส Eco-system ของไทย เมื่อเขามาแล้วรู้สึกปลอดภัยและประทับใจ เขาจะบอกต่อและกลับมาอีก นั่นคือหัวใจของ Soft Power ที่แท้จริง”

ท้ายที่สุด “คุณโอม” บอกว่า One Asia Ventures ไม่ได้วางบทบาทเป็นเพียงผู้จัดงานดนตรี แต่กำลังทำหน้าที่เป็นหนึ่งในผู้ผลักดัน “Festival Economy” ของประเทศไทย และต่อยอดเทศกาลดนตรีจาก “Event” ไปสู่ “Creative Economy Infrastructure” ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และ soft power ให้กับประเทศได้ในระยะยาว


แชร์ :

You may also like