หลังจากเปิดให้บริการสร้างสีสันเคียงคู่ย่านแจ้งวัฒนะมาครบ 2 ปีเต็ม Charn at The Avenue ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้หยุดอยู่แค่กระแสความตื่นเต้นในช่วงแรกเท่านั้น แต่สามารถรักษามาตรฐานการเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ชั้นนำที่คนเดินกันอย่างขวักไขว่ ความแข็งแกร่งนี้เกิดจากความพิถีพิถันในการคัดสรรร้านค้า และเติมร้านใหม่ๆจากแบรนด์พาร์ทเนอร์ระดับแนวหน้าที่เลือกเปิดตัว Flagship Store และคอนเซปต์พิเศษที่ Charn
อาทิ Sizzler ในรูปแบบ “Sun & Moon” ที่พรีเมี่ยมขึ้นมา (เปิด 10 เมษายน 2569) รวมถึงการขยายสาขาที่ 3 ของ Bincho (ในเครือ Maguro Group) ที่นำศิลปะการย่างแบบ Robata Yaki และ Irori บนเตาถ่านญี่ปุ่นโบราณพร้อมการย่างปลาแบบ Dry-aged มาให้สัมผัส และยังมี Chandee (ชั้นดี) แบรนด์ในเครือชงดี (Chongdee) ที่จะเปิดตัวคอนเซปต์ Soy-based ตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพ และ A Ramen ร้านราเมนชื่อดังที่เตรียมเปิดให้บริการเร็วๆ นี้
ในโลกของพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา Charn ยังคงยืนหยัดเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ทั้งคู่ค้าและคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยโมเดลธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนทำให้ “Charn” เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนแจ้งวัฒนะที่พร้อมเติบโตเคียงคู่ชุมชนอย่างมั่นคง
อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ “Charn” เป็นตัวเลือกแรกของแบรนด์ดังในการขยายความ Exclusive ออกมาสู่ลูกค้าระดับพรีเมียมนอกเมือง? มาหาคำตอบไปพร้อมกัน
“ทำเล” ศักยภาพแรก จุดแข็งใหญ่ของ “Charn” ที่สามารถ “ยึดหัวหาด” ของพื้นที่แจ้งวัฒนะได้อยู่หมัด โครงการฯ ตั้งอยู่ใจกลางแจ้งวัฒนะ ติดถนนแจ้งวัฒนะ 100 เมตรจากรถไฟฟ้าสายสีชมพูสถานี MRT Chaengwattana 14 ซึ่งแจ้งวัฒนะถือเป็น emerging CBD (Central Business District) ใหม่ของกรุงเทพฯ และอยู่ใกล้หน่วยงานราชการสำคัญหลายแห่ง แถมรายล้อมด้วยโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ จึงไม่แปลกที่ผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มมีฐานะ จะหลั่งไหลเข้ามาที่กินเที่ยวช้อปกันหนาตา กว่า 70% ของผู้ใช้บริการเป็นกลุ่มระดับ A ถึง B+ เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมองหาประสบการณ์ที่แตกต่างเหนือระดับ (Vitamins Research, 2025) ทำให้ Charn ไม่ใช่แค่ที่แฮงเอาต์ แต่เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์คุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง
ถัดมาคือ “วิชั่น” ของการบริหารที่คิดและทำอย่างแตกต่าง จนทำให้ “Charn” พลิกโฉมจากคอมมูนิตี้มอลล์ทั่วไป กลายเป็น “Premium Green Outdoor” ที่โดดเด่นรับเทรนด์ “Well-being” ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและพาร์ทเนอร์ธุรกิจในทุกมิติยุคปัจจุบัน
ชื่อ “Charn” มาจากคำว่า “ชานบ้าน” พื้นที่พักผ่อนตามวิถีไทยที่ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการออกแบบ ด้วยความตั้งใจที่จะให้ที่นี่เป็นจุดเชื่อมโยงผู้คนให้มาใช้เวลาร่วมกันท่ามกลางความร่มรื่น พร้อมตอบรับเทรนด์ Well-being มาผนวกเข้ากับดีไซน์ ทั้งพื้นที่โดยรอบและภายในโครงการ เพราะเชื่อว่า “พื้นที่ที่ดีต้องเยียวยาจิตใจได้” ผ่านการสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เช่น การใช้วัสดุที่ให้สัมผัสเป็นธรรมชาติ และการจัดวางทิศทางอาคารเพื่อเปิดรับแสงและลมอย่างเหมาะสม
แนวคิดดังกล่าวถูกตกผลึกนำมาซึ่งการออกแบบโครงการที่ผสานเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมเข้ากับพื้นที่สีเขียวกว่า 3,000 ตร.ม. เพื่อสร้างนิยามใหม่ของ Well-being ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน เพราะเชื่อว่า Well-being คือการได้ใช้ชีวิตในพื้นที่ที่สถาปัตยกรรมและธรรมชาติประสานกันอย่างลงตัว เพื่อให้ทุกคนได้กลับมาเติมพลังใจร่วมกับคนสำคัญ ได้ใช้เวลาร่วมกันในสังคม ออกกำลังกาย หรือเลือกทานอาหารทั้งเมนูสุขภาพและเมนูที่มอบความสุขแบบสบายใจ
เหล่านี้ทำให้วันนี้ “Charn” ก้าวข้ามการเป็นเพียงสถานที่ช้อปปิ้ง สู่การเป็น “Urban Sanctuary” จุดหมายแห่งการมอบสมดุลความสุขให้แก่ทุกจังหวะของชีวิต ความตั้งใจในการรังสรรค์พื้นที่แห่งนี้ ถูกสะท้อนผ่านงานดีไซน์ที่การันตีด้วยรางวัล Blue Scope Award จากการรวมทีมออกแบบระดับแถวหน้าอย่าง Integrated Field (IF) และ Shma SoEn ที่มาร่วมกันเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง
“พิถีพิถัน คัดสรรแบรนด์” คืออีกหนึ่ง key success ที่ทำให้ “Charn” ขึ้นแท่นคอมมูนิตี้มอลล์รวมแบรนพรีเมี่ยมและพรีเมี่ยมแมสที่ตรงใจกลุ่มคนกำลังซื้อสูง เริ่มต้นจากค้นหาพาร์ทเนอร์แบรนด์ ที่คิดและเชื่อเหมือนกัน ดึงมาร่วมกันสร้าง ecosystem ที่เป็น “Comfort Zone” ของกลุ่มกำลังซื้อสูง ทำให้เกิดศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมโยงความหรูหราแบบ Quiet Luxury อย่างแท้จริง และก้าวต่อไป ที่ต้องจับตามอง คือการผนึกกำลังแบรนด์แม่เหล็ก อีกมากมาย ที่จะทำให้ “Charn” ตอบโจทย์คนสาย Self-Care ที่มองหาพื้นที่ชาร์จพลังใจกลางเมือง
ปัจจุบันภายใน “Charn” คับคั่งไปด้วยแบรนด์พรีเมียมระดับแถวหน้ามากมาย อาทิ Katei Shabu, Saemaeul, Kin Roll, Rolling Roasters, After You และ Thank You Cup ผสมผสานกับแบรนด์ยอดนิยม (Premium Mass) ที่ครองใจคนเมืองอย่าง Sushiro, Eat Am Are, Lucky Suki, นักล่าหมูกระทะ, Boontongkee, ลาวญวน, EVEANDBOY, Boost Juice, Jian Cha และ Bear House รวมถึงแบรนด์ Anchor หลักที่ช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์อย่าง Villa Market, Major Cineplex และ Too Fast To Sleep พร้อมยกระดับประสบการณ์การดูแลตัวเองให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยทัพแบรนด์กลุ่ม Well-being ที่ตอบโจทย์ผู้ที่พิถีพิถันกับการใช้ชีวิต อาทิ Lemon Farm และ Pordee Pordee (พอดีพอดี) สำหรับผู้ที่ใส่ใจในสินค้าออร์แกนิกและวิถีธรรมชาติ, Gym Monkey Boutique Fitness พื้นที่ออกกำลังกายดีไซน์พิเศษ, Flex Rehab และ Morning Mind Clinic ที่ดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ สถาบันความงามและผิวพรรณชั้นนำอย่าง Apex, SLC และ BKK Beauty Clinic ที่ช่วยดูแลภาพลักษณ์ให้ดูดีอย่างครบวงจร
ล่าสุด Sizzler ได้เลือก “Charn” เป็นที่ตั้งของ Flagship Store แห่งใหม่ในโมเดล “Sun and Moon” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจังหวะของแสงธรรมชาติ สะท้อนความอบอุ่นในยามกลางวันและความหรูหราในยามค่ำคืน ความพิเศษของสาขานี้คือการยกระดับประสบการณ์การรับประทานด้วย Salad Bar กว่า 100 รายการ พร้อมเมนูพิเศษอย่าง Unlimited Pastries ขนมอบนานาชนิด และ Cheese Toast ซิกเนเจอร์สูตรเฉพาะที่มีให้ลิ้มลองอย่างไม่จำกัด
นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน เตรียมพบกับ A Ramen ราเมงข้อสอบขวัญใจคนเมือง และอีกหนึ่งไฮไลต์คือ “ฉันดี” (Chandee) แบรนด์น้ำเต้าหู้พรีเมียมจากเครือ Chongdee (ชงดี) ที่มาเปิดสาขาแรกในรูปแบบ Community Mall ที่นี่ เพื่อส่งมอบความสดชื่นและสุขภาพที่ดีให้กับชาวแจ้งวัฒนะ
ปิดท้ายด้วยความตื่นเต้นในเร็วๆ นี้กับแบรนด์ Bincho ในเครือ Maguro Group ร้านปิ้งย่างดั้งเดิมชื่อดังที่โดดเด่นด้วยเทคนิคการใช้ ถ่านไม้บินโจตัน (Binchotan) และศิลปะการปรุง Dry-aged fish (ปลาบ่ม) ที่หาทานได้ยาก ซึ่งจะมาช่วยเติมเต็มมิติแห่งรสชาติที่ลุ่มลึกให้กับ “Charn” ในฐานะจุดหมายปลายทางของเหล่านักชิมระดับพรีเมียม
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อได้แบรนด์ Magnet มาอยู่ในโครงการ สิ่งที่ Charn ทำคือช่วยเหลือดูแลแบรนด์ต่างๆอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ได้มองว่าแบรนด์คือผู้เช่า แต่คือ พาร์ทเนอร์สำคัญทางธุรกิจ ที่ต้องเกื้อกูลช่วยเหลือกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ดีแก่ลูกค้า และนี่คือแนวคิดที่ Charn ยึดมั่นมาตลอด 2 ปี และยังคงจะยืดหยัดทำต่อไป
ที่ผ่านมาทางโครงการฯ ทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดดึงผู้บริโภคเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแคมเปญมากมายหนุนให้เกิดการจับจ่าย เพื่อให้พาร์ทเนอร์แบรนด์ต่างๆ เติบโตและมียอดขายที่มั่นคง อาทิ การเนรมิตหมู่บ้านขนมผิงสุดอลังการในแคมเปญ “Home for Christmas Holidays”, กิจกรรมสร้างสรรค์แรงบันดาลใจ “The Art of Flow Workshop” และบรรยากาศเกาะคาปรีในแคมเปญ “European Summer”
และเพื่อเป็นการต่อยอดความสนุกต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2026 นี้ เตรียมพบกับแคมเปญ “Foodies Summer Passport” คืนกำไรให้กับลูกค้าและกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพียงสะสมประวัติการใช้บริการร้านอาหารภายในโครงการครบ 3 ครั้ง รับทันทีบัตรกำนัลส่วนลด (Voucher) มูลค่า 100 บาท และเตรียมพบกับงานใหญ่ “Monsoon Club” เทศกาลงานคราฟต์โดยกลุ่มศิลปินไทยที่จำลองบรรยากาศฤดูมรสุมเขตร้อนให้ดูเท่และร่วมสมัย
โดยหัวใจสำคัญของทุกกิจกรรมคือการออกแบบพื้นที่ให้เป็นจุดถ่ายภาพที่ Viral เพื่อสร้างกระแสบนโลกโซเชียลและดึงดูดการเข้าถึงทางออนไลน์แบบธรรมชาติ (Organic Reach) ควบคู่ไปกับการทำการตลาดดิจิทัลและประชาสัมพันธ์ตลอดทั้งปี เพื่อให้แบรนด์ Charn เป็นหนึ่งในจุดหมายที่อยู่ในความทรงจำของผู้บริโภคอยู่เสมอ
ด้วยการออกแบบพื้นที่โครงการที่คำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ความหลากหลากของแบรนด์พรีเมียม และการแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้เข้ามาใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่ดี เกิดการบอกต่อและมาเที่ยวซ้ำอีก ทำให้วันนี้ Charn กลายเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่ได้รับความนิยมในย่านแจ้งวัฒนะมีสถิติ Traffic เฉลี่ยสูงถึง 20,000 คน/วัน หรือคิดเป็น 1 คนต่อ 1 ตารางเมตร และกลายเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ระดับพรีเมียมในทำเลที่มีศักยภาพสูงสุด ที่เหล่าบรรดาแบรนด์ต้องการเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ เป็นส่วนหนึ่งที่เติบโตไปอย่างแข็งแกร่งกับโครงการ









