ท่ามกลางสมรภูมิเทศกาลดนตรีช่วงสงกรานต์ที่ดุเดือดชื่อของ “Siam Songkran Music Festival 2026” คืออีกหนึ่งเทศกาลดนตรีที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินึกถึง เพราะด้วยเอกลักษณ์แสง สีเสียง บนเวที ประกอบกับ “โมเดลธุรกิจ” ที่ตอบโจทย์คนวัยมันส์ ทำให้นักท่องเที่ยวจากหลายชาติยอมบินลัดฟ้ามาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งยังได้รับกระแสตอบรับดีจากในโลกโซเซียลถึงการจัดงานที่ทำถึงมาก
Brand Buffet พาเจาะลึกเบื้องหลังผ่านบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ “คุณโอม-รชต ธันยาวุฒิ” ผู้จัดงาน Siam Songkran Music Festival ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท วัน เอเชีย เวนเจอร์ส จำกัด และผู้จัดงาน Tomorrowland Thailand ถึงความสำเร็จของการจัดงานในปีนี้ พร้อมทิศทางและอนาคตของเฟสติวัลสัญชาติไทยที่กำลังก้าวสู่ระดับโลก
คุณรชต เผยถึงความสำเร็จของงาน Siam Songkran 2026 กับ Brand Buffet ว่า ปีนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมียอดผู้เข้าร่วมงานประมาณ 100,000 คน ตลอด 4 วัน โดยสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือสัดส่วน “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่สูงถึง 50% และคนไทย 50% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งโซน VVIP ต่างชาติจะครองพื้นการใช้จ่ายที่ถึง 90% เลยทีเดียว
“ภายในงานเราเองเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ขณะที่ยอดการจับจ่ายนอกงาน (In-direct) สำหรับต่างชาติคาดว่าสูงถึง 3,400 ล้านบาท (ค่าอาหาร เดินทาง ที่พัก ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน) ตามข้อมูล Research ของ Visa และการท่องเที่ยวฯ ซึ่งเงินเหล่านี้หมุนเวียนสู่โรงแรมและการเดินทางในกรุงเทพฯ มหาศาล และนั่นคือสิ่งที่ได้มากกว่าการแค่มาเที่ยวงานเฟสติวัล”
ประสบการณ์ 3 แกนหลัก สู่ ความสำเร็จ
เบื้องหลังฟีดแบ็กที่ถล่มทลายปีนี้ในทั้งในอีเว้นท์และโซเชียล มาจากแนวคิด “3 Pillars” ที่คุณโอมและทีมวันเชียฯ ได้วางแผนดีไซน์ไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่
1.Production & Artist: ไม่ใช่แค่การจ้างดีเจดัง แต่คือ การออกแบบโชว์ระดับสากลที่สอดรับกับศักยภาพของศิลปิน เพื่อให้โชว์ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด เช่น การจัด Sequecnce เพลงที่เหมาะสม เล่นไม่กระโดด เริ่มจากซอฟต์ไปหนัก ทำให้ลูกค้าตามฟีลเพลงทัน
2.Decoration & Journey: การตกแต่งงานถูกออกแบบมาให้เป็น “Journey” หรือการเดินทางของลูกค้า ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่งาน “ปีนี้ให้ความสำคัญกับการสร้างแลนด์มาร์ค โดยเฉพาะรูปปั้นขนาดใหญ่หน้างานที่มาถ่ายรูปกันเยอะมากไม่ใช่แค่การตกแต่ง แต่มันคือการสร้างความทรงจำในทุกย่างก้าวที่ลูกค้าเดินอยู่ในงาน”
3.Content & Promote: การยกระดับงานให้เป็นมากกว่างานปาร์ตี้ แต่คือเรื่องของ “Lifestyle” และ “Fashion” ภายใต้คอนเซปต์ Holiday Culture ที่สื่อสารออกไปอย่างชัดเจน จนทำให้งานนี้กลายเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว
จากความสำเร็จของการสร้างแบรนด์ให้เป็น “Holiday Culture” ส่งผลให้สินค้าที่ระลึกหรือ Merchandise ของงานในปีนี้ขายหมดเกลี้ยง (Sold Out) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปีก่อน ๆ
“การที่เราเห็นคนใส่เสื้อผ้า ใส่ของที่เป็นของงานเราจน Sold Out มันสะท้อนว่าลูกค้าไม่ได้แค่มาร่วมงาน แต่เขารู้สึกอินไปกับแบรนด์และไลฟ์สไตล์ที่เรานำเสนอ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่เรา Collab กับแบรนด์แฟชั่นระดับแนวหน้า ทำให้สินค้ามีความเป็นแฟชั่นที่ใส่ไปไหนก็ได้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในงาน”
เจาะลูกค้าจีนรุ่นใหม่ – กลยุทธ์ปราบ “บัตรผี” = หัวใจ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของปีนี้ คือ โปรไฟล์ของกลุ่มลูกค้าชาวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักของงาน “เมื่อก่อนเราจะเห็นภาพเสี่ยจีนมีอายุ แต่ปีนี้ ‘Sold Out’ เพราะวัยรุ่นจีนคุณภาพ เป็นกลุ่ม Gen Z ที่เสพข่าวรอบด้าน ไม่เชื่อข่าวลือเรื่องไทยอันตราย กลุ่มนี้ศิวิไลซ์มาก มารยาทดี และมีกำลังซื้อสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้จัดงานอยากได้มากที่สุด
“ปัจจัยที่ทำให้งานประสบความสำเร็จคือการขยายไปยังกลุ่มลูกค้าจีนรุ่นใหม่ จากเดิมที่ในอดีตลูกค้าที่อยู่บนโซน VVIP โซนแพงสุด มักจะเป็นกลุ่มคนสูงวัย หรือสไตล์เสี่ยคนจีน แต่มาปีนี้บัตรขายหมดเพราะวัยรุ่นชาวจีน โดยเฉพาะผู้ชายหล่อผู้หญิงสวยจีน ที่ไปดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งมา กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ดี เพราะกลุ่มคนจีนรุ่นใหม่ก็น่ารักมากขึ้น”
ส่วนอีกเหตุผลที่ทำให้ Siam Songkran ได้รับคำชมอย่างมากคือ “ความคุ้มค่า” และ “ความโปร่งใส” โดยผู้จัดใช้ไม้แข็งจัดการกับกลุ่มเก็งกำไรปั่นราคา ด้วยการตรึงราคาเพื่อให้ลูกค้าและแฟนตัวจริงได้มาร่วมงานมากที่สุด โดยกลยุทธ์ปราบผี ไม่ว่าจะเป็น
- ตรึงราคาถึงช่วง Door Sale : ให้แฟนคลับตัวจริงเข้าถึงบัตรในราคาปกติ เพื่อรักษาฐานลูกค้าสำคัญ
- จํากัดการซื้อ: 1 คนซื้อได้ไม่เกิน 2 ใบ
- ล็อกชื่อ: ชื่อบนบัตรต้องตรงกับ Wristband ห้ามขายต่อ (Resell)
- ระบบรีฟันด์: มีระบบคืนเงินเหลือหลังจากจบงานแล้ว
“เรายอมเหนื่อยกับการล็อกชื่อ และการขายตั๋วหน้างานแบบ 1 ต่อ 1 เพื่อคัดกรองแฟนคลับตัวจริง เราไม่อยากให้ลูกค้าโดนเอาเปรียบจากตลาดมืด การที่ผู้บริโภครู้สึกว่าเราแฟร์กับเขา คือสิ่งที่ทำให้งานเรายั่งยืน”
“สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุด คือ ระบบการเติมเงิน Casheer app ที่เราคืนเงินลูกค้าให้ทุกคนหลังจบงานไม่ยึดไว้ และไม่เอาเปรียบผู้บริโภคคับ เพราะเงินค้างในลิสต์แบนด์ลูกค้าปกติปีนึงไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ใช้เวลาพัฒนาและปรับปรุงมาตั้งแต่ปี 2023 จนได้ใบอนุญาตและสามารถใช้งานได้จริงไม่ติดขัด” คุณรชต กล่าว
นอกจากนี้ยังมีการเตรียมแก้ Pain Point ของลูกค้าจีนเรื่องกำแพงภาษาบนแอปพลิเคชันซื้อบัตร และเตรียมขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอย่าง Trip.com เพื่อรองรับดีมานด์ที่พุ่งกระฉูดด้วย
“John Summit” กับปรากฏการณ์ดีลสูงสุด แต่คุ้มค่าสุด
ไฮไลต์ที่สั่นสะเทือนวงการคือการดึง ‘John Summit’ ดีเจระดับโลกมาขึ้นเวทีเฟสติวัลในเอเชียเป็นครั้งแรก ที่มาด้วยดีลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการทำเฟสติวัลที่ผ่านมา (มูลค่าไม่สามารถเปิดเผยได้)
“ค่าตัวสูงมากๆ สูงที่สุดตั้งแต่ทำงานมา สำหรับโชว์ 75 นาที และเรายังดูแลค่าต่างๆให้หมด แต่มันคุ้มค่ามาก กระแสดีจนสปอนเซอร์ระดับโลกจ่อคิวเข้าปีหน้า และเทคนิคหนึ่งที่เราใช้คือการ ‘อัดน้ำ’ ให้ฉ่ำจนคุณยกมือถือถ่ายรูปไม่สวย เพื่อบังคับให้ทุกคนวางมือถือแล้วสนุกไปกับเพลงจริง ๆ”
โจทย์ใหญ่ปีหน้า และ เป้าหมายเพื่อประเทศไทย “สงกรานต์” ที่ใครก็ก๊อปไม่ได้
แม้ปีนี้ทำยอดคนเข้าร่วมได้แสนคน แต่ผู้จัดไฟแรงคนนี้ยังไม่หยุดนิ่ง โดยวางเป้าหมายปีหน้าไว้ต้องขายบัตรให้หมดตั้งแต่วันแรกของการจัดงาน ขายบัตรเข้างานให้หมด 100% ภายในวันแรกของการจัดงาน เพราะจากสถิติลูกค้า High Spending มักจะมาวันท้ายๆ และปีหน้าอาจได้เห็นการ Collab จากแบรนด์แฟชั่นและเครื่องดื่มระดับโลก เพราะมีผู้บริหารซีดีโอระดับโลกหลายท่านบินมาดูงาน
“เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องดนตรี แต่คือ ประสบการณ์การจัดการที่มีหัวใจเป็นผู้บริโภค ปีหน้าเตรียมตัวให้พร้อม เพราะสยามสงกรานต์พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิมแน่นอน”
“ผมเชื่อว่าทุกคนทำให้ประเทศไทยได้เงินจากนักท่องเที่ยวมากระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงตอบแทนความสุขให้คนไทยที่ทำงานเหนื่อยมาทั้งปีได้มาปลดปล่อยและเดินทางไปด้วยกัน ดังนั้นการที่ประเทศไทยได้สร้างประสบการณ์พิเศษในช่วงสงกรานต์ที่ประเทศอื่นเลียนแบบไม่ได้ร่วมกัน ไม่ว่าจะงานไหนก็ตามอันนี้ทำให้ผมภูมิใจมากกว่า” คุณรชตกล่าวทิ้งท้าย







