HomePR News“จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก” นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต้องจับตา

“จากสงครามอิหร่าน สู่จานข้าวโลก” นัยต่อห่วงโซ่อาหารที่ต้องจับตา

แชร์ :

new normal after covid epidemic young smart asian female shopping new lifestyle in supermarket with face shild or mask protection hand choose fresh vegetable of fruit new normal lifestyle

สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยในวงกว้างตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เริ่มต้นตั้งแต่ผลกระทบต่อต้นทุนและปัจจัยการผลิตของเกษตรกรต้นน้ำทั้งการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และประมง ที่พุ่งสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็น Domino effect ให้ต้นทุนในการจัดหาวัตถุดิบของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ผู้เล่นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตอาหารยังต้องเผชิญกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลางอีกด้วย ยังไม่รวมถึงต้นทุนบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มโดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่แพงขึ้นตามราคาวัตถุดิบต้นน้ำที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ขณะที่ในด้านอุปสงค์การเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลให้อำนาจซื้อที่แท้จริง
ของผู้บริโภคในตลาดลดลง กดดันการบริโภคและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและภาคบริการ ยิ่งไปกว่านั้นภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงยังส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อจากประเทศคู่ค้าและมีผลให้ปริมาณการค้าโลกโดยรวมชะลอลงตามไปด้วย 

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

วิกฤตปุ๋ยเคมี กำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารและมีผลให้ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแพงขึ้นและอาจเสี่ยงขาดแคลนปัจจัยการผลิต 

ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่ และเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรีย (Urea) รายใหญ่ของโลก โดยมีสัดส่วนการส่งออกมากถึงกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกปุ๋ยยูเรียทั้งหมดในตลาดโลก โดยมีโอมาน ซาอุดีอาระเบีย และอียิปต์ เป็นผู้ส่งออกหลัก ดังนั้น เมื่ออุปทานปุ๋ยจากตะวันออกกลางหยุดชะงักลงจากภาวะสงครามจึงส่งผลกระทบต่อปริมาณการค้าปุ๋ยในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนได้จากดัชนีราคาปุ๋ยยูเรียโลกที่พุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 70% % เมื่อเทียบกับระดับราคาในช่วงก่อนเกิดสงคราม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากกว่า 95% ของปุ๋ยเคมีที่ใช้ในไทยมาจากการนำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยยูเรียซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางกว่า 70% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นในปัจจุบันจะไม่กระทบต่อผลผลิตในฤดูกาลนี้เพราะมีการใส่ปุ๋ยไปแล้ว แต่ยังต้องติดตามผลกระทบที่จะมีต่อต้นทุนการเพาะปลูกและความเพียงพอของปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศ เพราะหากราคาปุ๋ยยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอาจทำให้เกษตรกรลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลง ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) ในฤดูกาลถัดไปลดลงได้ รวมทั้งอาจส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์และคุณภาพของผลผลิตอีกด้วย

นอกจากนี้ ราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อต้นทุนของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปศุสัตว์อีกด้วย ทั้งจากต้นทุนการเพาะปลูกพืชอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้นตามราคาปัจจัยการผลิตหลักอย่างปุ๋ย รวมทั้งต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ถั่วเหลือง ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมดของความต้องการใช้ในประเทศ โดยมีแหล่งนำเข้าหลักคือบราซิล ทั้งนี้วิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อไทยใน 3 มิติหลัก 1) ต้นทุนการขนส่งจากบราซิลเพิ่มสูงขึ้น จากค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม 2) ระยะเวลาการขนส่งสินค้านานขึ้น จากการเลี่ยงเส้นทางขนส่งผ่านคลองสุเอซและทะเลแดงไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป และ 3) ต้นทุนภายในประเทศบราซิลเองพุ่งสูงขึ้น ทั้งในส่วนของต้นทุนการปลูกถั่วเหลืองในฤดูกาลถัดไปของบราซิลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนปุ๋ย (บราซิลนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลางประมาณ 1 ใน 3 ของความต้องการใช้ในประเทศ) และต้นทุนการขนส่งจากฟาร์มไปยังท่าเรือที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะส่งผลให้ราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น และกระทบต้นทุนอาหารสัตว์ในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประเทศผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ของโลกบางรายได้เริ่มระงับหรือจำกัดการส่งออกปุ๋ยบางประเภทแล้ว เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและสำรองปุ๋ยไว้ใช้ภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น “จีน” ซึ่งล่าสุดเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้สั่งระงับการส่งออกปุ๋ยในกลุ่มฟอสเฟตอย่าง DAP และ MAP ไปอย่างน้อยจนถึงเดือนสิงหาคม 2026 และระงับการส่งออกปุ๋ยสูตรผสม (NPK และ Compound fertilizers) รวมทั้งยังจำกัดการส่งออกปุ๋ยยูเรียโดยใช้ระบบโควตาและมีการตรวจสอบการส่งออกอย่างเข้มงวดเพื่อสำรองปุ๋ยไว้ใช้ในฤดูกาลเพาะปลูกที่กำลังจะมาถึง หรือในกรณีของรัสเซียก็ได้ระงับการส่งออกปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรตเป็นระยะเวลา 1 เดือน (21 มี.ค. – 21 เม.ย. 2026) ซึ่งมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้สะท้อนถึงความน่ากังวลเกี่ยวกับความพอเพียงของอุปทานปุ๋ยในตลาดโลกที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้นได้ในอนาคต

ในทางกลับกัน ประเทศผู้นำเข้าปุ๋ยหลายรายรวมทั้งไทย ต่างเร่งออกมาตรการรับมือเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตปุ๋ยที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งการพยายามจัดหาแหล่งนำเข้าใหม่ ๆ (อินเดีย และบราซิล) การเร่งเจรจาซื้อปุ๋ยโดยตรงแบบ G2G กับประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลาง และอาเซียน (ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม) หรือแม้แต่การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือก เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ หรือการใช้ก๊าซชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ (ยุโรป และแอฟริกา) ขณะที่ในส่วนของไทยเอง รัฐบาลก็ได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะสั้นจะเน้นไปที่การลดภาระต้นทุน เช่น โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง การตรึงราคาปุ๋ย รวมทั้งการเร่งเจรจาเพื่อจัดหาปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อื่น ๆ อย่างจีน รัสเซีย และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่มาตรการระยะกลางและระยะยาวจะเน้นไปที่การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยสั่งตัด (Tailor-made fertilizer) ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ และส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision farming) เพื่อควบคุมปริมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยของเกษตรกร

การแย่งชิงทรัพยากรระหว่างภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ คืออีกหนึ่งความเสี่ยงด้านวัตถุดิบที่มองข้ามไม่ได้ ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพงหรือเกิดวิกฤตด้านพลังงาน สินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มที่จะถูกดึงไปใช้ประโยชน์ในฐานะพืชพลังงาน (Biofuel) มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ข้าวโพด หรือ มันสำปะหลัง ที่อาจถูกนำไปผลิตเป็นเอทานอลหรือไบโอดีเซลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมพลังงาน ส่งผลให้ปริมาณวัตถุดิบที่จะถูกป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์มีแนวโน้มลดลง และมีส่วนผลักดันให้ราคาพืชอาหารสัตว์เหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น หรือในกรณีของถั่วเหลือง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนของปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร เนื่องจากถั่วเหลืองสามารถนำไปแยกส่วนเพื่อแปรรูปใช้ประโยชน์ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งอาหารคน อาหารสัตว์และพลังงาน ดังนั้น ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มสูงขึ้น ประเทศผู้ผลิตหลักอย่างบราซิลหรือสหรัฐฯ จึงอาจมีแรงจูงใจที่จะนำถั่วเหลืองไปผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปริมาณถั่วเหลืองที่ถูกป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์สำหรับบริโภค

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การผลิตอาหารและเครื่องดื่มยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน รวมทั้งต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ต้นทุนการดำเนินธุรกิจและต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและค่าไฟ โดยจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่มีการใช้พลังงานสูง (High energy intensity) อย่างมีนัยสำคัญ อาทิ โรงงานแปรรูปอาหารและเครื่องดื่มที่จำเป็นต้องใช้ระบบทำความร้อนในการฆ่าเชื้อ พาสเจอร์ไรส์ และแปรรูปอาหาร รวมถึงโรงงานแปรรูปอาหารที่ต้องใช้ระบบทำความเย็นในการแช่แข็งหรือควบคุมอุณหภูมิเพื่อรักษาคุณภาพวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ เครื่องจักรและระบบหล่อเย็นในโรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่มก็จำเป็นต้องใช้น้ำมันดีเซลหรือน้ำมันเตาอีกด้วย ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานผันผวนขึ้น-ลง ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เช่นเดียวกับต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งจากแปลงเพาะปลูก ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือแพปลา ไปยังตลาดสดหรือโรงงานแปรรูป หรือจากโรงงานแปรรูปต่อไปยังผู้กระจายสินค้า รวมไปถึงค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยความเสี่ยงสงคราม รวมทั้งค่าธรรมเนียมและต้นทุนแฝงอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นจากภาวะสงคราม หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้า (Rerouting) เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ซึ่งในกรณีนี้กลุ่มสินค้าอาหารแช่เย็นแช่แข็งและอาหารสดที่เน่าเสียได้ง่ายจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากต้องพึ่งพาระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ และอาศัยความต่อเนื่องของระบบโลจิสติกส์ ซึ่งหากระยะเวลาการขนส่งนานขึ้นหรือล่าช้าจะส่งผลต่อทั้งต้นทุนการขนส่งและคุณภาพสินค้าได้ ดังนั้น ผู้ส่งออกจึงจำเป็นต้องวางแผนเส้นทางขนส่งอย่างรอบคอบ เพื่อเตรียมรับมือกับ Lead time ในการขนส่งที่คาดเดาได้ยากมากขึ้น 

ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติก ส่งผลให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารและเครื่องดื่มพุ่งสูงขึ้นมาก และเสี่ยงขาดแคลนหากสงครามยืดเยื้อ 

สงครามตะวันออกกลางมีผลให้ Feedstock ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้นน้ำอย่างแนฟทาและโพรเพนในตลาดโลกขาดแคลนจากภาวะอุปทานที่ชะงักงัน ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการโจมตีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติสำคัญอย่างแหล่ง South Pars (แหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก) และแหล่งก๊าซในกาตาร์ ซึ่งเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมทั้งความเสียหายที่คลังส่งออก Juaymah ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดส่งออกโพรเพนและบิวเทนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้ต้องระงับการส่งมอบสินค้าชั่วคราว นอกจากนี้ เส้นทางขนส่งหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกจำกัดการเดินเรือ ยังทำให้อุปทานวัตถุดิบต้นน้ำจากภูมิภาคตะวันออกกลางหยุดชะงักลง ไม่สามารถส่งออกมายังโรงงานปิโตรเคมีในเอเชียรวมทั้งในไทยได้ 

ภาวะ Supply shock ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงงานผลิตโอเลฟินส์และเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำที่จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเหล่านี้ รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใช้หลัก ซึ่งนอกจากจะถูกกระทบผ่านต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงขาดแคลนบรรจุภัณฑ์พลาสติกอีกด้วย โดยเฉพาะฟิล์มพลาสติกที่ใช้ทำซองบรรจุภัณฑ์ หรือเม็ดพลาสติกสำหรับขึ้นรูปเป็นขวดประเภทต่าง ๆ โดยพบว่าปัจจุบันผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ในไทยหลายรายเริ่มออกมาเคลื่อนไหวและแสดงความกังวลเกี่ยวกับราคาเม็ดพลาสติกแบบ Food grade โดยเฉพาะกลุ่ม PE, PP และ LDPE ที่ปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับระดับราคาเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ (Pre-war) ประกอบกับปริมาณสต็อกวัตถุดิบในมือที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด (ผู้ผลิตสินค้าบางรายมีสต็อกสำรอง หรือ Buffer stock เหลือเพียงแค่ประมาณ 20-30 วันเท่านั้น) ทำให้ต้องปรับลดกำลังการผลิตลงบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ หรือปรับแผนการผลิตด้วยการหันไปผลิตรสชาติหรือผลิตภัณฑ์ที่ขายดีเป็นหลักก่อนเพื่อลดความเสี่ยงด้านรายได้และสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายระบุว่าอาจจำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 เป็นต้นไป เพื่อให้สอดรับกับต้นทุนใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากมิติด้านต้นทุนแล้ว ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีส่วนทำให้สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารโลก (Global food security) อยู่ในภาวะเปราะบางมากขึ้นอีกด้วย 

ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มประกาศระงับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ตัวอย่างเช่น อิหร่าน ที่ได้ประกาศระงับการส่งออก “สินค้าเกษตรและอาหารทุกชนิด” อย่างไม่มีกำหนดเพื่อสำรองทรัพยากรไว้ใช้ภายในประเทศช่วงภาวะสงคราม คูเวต ระงับการส่งออก “สินค้าอุปโภคบริโภคประเภทอาหาร” ชั่วคราวเพื่อดูแลระดับราคาสินค้าในประเทศและป้องกันปัญหาขาดแคลนสินค้า ปากีสถาน ระงับการส่งออกข้าวสาลีเพื่อควบคุมระดับสต็อกภายในประเทศ หรือ รัสเซีย จำกัดปริมาณการไหลออกของสินค้าด้วยการเก็บอัตราภาษีส่งออกในระดับสูงสำหรับข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด และข้าวสาลี เป็นต้น ซึ่งยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์การหยุดชะงักของสายเดินเรือหรือระบบโลจิสติกส์ และนำไปสู่อุปทานอาหารในตลาดที่ลดลงหรืออยู่ในภาวะขาดแคลน จนทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคในกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ (Net food importer) อย่างมีนัยสำคัญ 

ในทางกลับกัน ผลิตภัณฑ์อาหารบางประเภทโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากวิกฤตครั้งนี้

แม้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น จะกดดันการบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่มบางประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น อาหารทะเล เนื้อสัตว์ที่มีราคาสูง หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่สินค้าอาหารบางประเภทกลับมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากสงครามครั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าอาหารบางประเภทเพิ่มสูงขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร (Food security) โดยเฉพาะสินค้าอาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน เช่น อาหารกระป๋องโดยเฉพาะทูน่ากระป๋อง ซึ่งไทยมีศักยภาพการแข่งขันสูงในตลาดโลกและตลาดตะวันออกกลางพึ่งพาการนำเข้าจากไทยมากเป็นอันดับ 1, ผักและผลไม้กระป๋อง, อาหารฮาลาลแปรรูป รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารพร้อมทาน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, อาหารพร้อมทาน (Ready-to-eat), อาหารแห้ง หรือบิสกิตที่ให้พลังงานและโปรตีนสูง รวมทั้งเนื้อสัตว์ในกลุ่มโปรตีนพื้นฐานที่ราคาไม่แพง เช่น เนื้อไก่ ซึ่งหลายประเทศรวมทั้งประเทศในกลุ่มภูมิภาคตะวันออกกลางเองมีความต้องการที่สูงขึ้นและกำลังเร่งนำเข้าเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสำรองไว้บริโภคในยามฉุกเฉิน 

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวเชิงรุกเพื่อคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ เพื่อให้ได้รับอานิสงส์สูงสุดและลดความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง  ทั้งในเรื่องการวางแผนและบริหารเส้นทางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เพื่อหลีกเลี่ยงจุดยุทธศาสตร์ที่มีความเสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซหรือทะเลแดง โดยอาจพิจารณาเส้นทาง Land Bridge หรือขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือที่อยู่นอกเขตความขัดแย้ง เช่น ท่าเรือจาเบล อาลี (Jebel Ali) ในดูไบแทน (หากยังสามารถเข้าได้) รวมไปถึงจองพื้นที่และสายเรือล่วงหน้า และทำสัญญาระยะยาวเพื่อล็อกค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ร่วมกับการทำประกันภัยสงคราม (War Risk Insurance) เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าและรายได้จากการส่งออกจะไม่สูญหายหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

นอกจากการบริหารเส้นทางขนส่งและโลจิสติกส์แล้ว ผู้ประกอบการส่งออกยังอาจพิจารณากระจายความเสี่ยงโดยอาจเพิ่มสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดปลายทางที่อยู่ใกล้ไทยมากขึ้นหรือมีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ตลาดส่งออกภายในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเองที่แม้จะมีความเสี่ยงจากสงครามน้อยแต่ก็อาจมีความต้องการกักตุนสินค้าอาหารเพิ่มขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงอาจหาช่องทางในการส่งออกอาหารทดแทนประเทศในตะวันออกกลางบางประเทศที่ระงับการส่งออกอาหารในช่วงเวลานี้ร่วมด้วย รวมทั้งอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (Packaging innovation) เพื่อลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกที่เสี่ยงขาดแคลนและหันไปใช้บรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น เช่น แก้ว กระดาษ หรือแม้แต่การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) ที่ผลิตภายในประเทศทดแทน ซึ่งนอกจากจะลดการพึ่งพาน้ำมันดิบแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ได้ดีขึ้นและลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอก รวมทั้งยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยและลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย 

แม้ว่าวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยทั้งระบบอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน สถานการณ์ครั้งนี้ก็ก่อให้เกิดโอกาสเชิงกลยุทธ์สำหรับไทยในการรุกตลาดส่งออกในฐานะครัวของโลกและผู้ผลิตอาหารที่มีความมั่นคงและปลอดภัย พร้อม ๆ ไปกับการยกระดับผลิตภัณฑ์มาตรฐานฮาลาลเข้าสู่ตลาดโลก ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าจากต่างประเทศเช่น ปุ๋ย รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่บรรจุภัณฑ์ชีวภาพที่ยั่งยืน และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้วยังสนับสนุนให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทย 


แชร์ :

You may also like