HomeBrand Move !!เวชศาสตร์ความงามมาแรง ‘ออปติมาแอสเทติค’ ส่ง ‘ดูโบล้ทู’ ท้าชนตลาดเครื่องยกกระชับ ดึง ‘ใหม่ ดาวิกา’ นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ปั้นยอดขาย

เวชศาสตร์ความงามมาแรง ‘ออปติมาแอสเทติค’ ส่ง ‘ดูโบล้ทู’ ท้าชนตลาดเครื่องยกกระชับ ดึง ‘ใหม่ ดาวิกา’ นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ ปั้นยอดขาย

แชร์ :

ในยุคที่นิยามของความสวยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ “เติม” แต่เป็นการ “รักษาความอ่อนเยาว์” ให้ยาวนานที่สุด ทำให้สมรภูมิเวชศาสตร์ความงาม (Aesthetic Medicine) ในประเทศไทยพุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้ง แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน แต่ธุรกิจนี้กลับถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Affordable Luxury” หรือความหรูหราที่เอื้อมถึงได้ ทำให้เม็ดเงินในตลาดความงามไทยขยับเข้าใกล้หลักแสนล้านบาทเข้าไปทุกที โดยมี “เครื่องยกกระชับผิว” ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

ล่าสุด ‘ออปติมาแอสเทติค’ (Optima Aesthetic) ผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ความงามชั้นนำ ประกาศรุกตลาดเครื่องยกกระชับมูลค่า 8,000 ล้านบาท ส่งนวัตกรรม ‘ดูโบล้ทู’ (Doublo 2.0) ลงสนาม พร้อมเปิดตัวตัวแม่ระดับอินเตอร์อย่าง ‘ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่’ นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์ สร้างปรากฏการณ์ Synergy สองพลังงานครั้งแรกของโลก หวังปักธง 300 เครื่องทั่วไทยภายในปีนี้

 

สำรวจอินไซต์ตลาดความงามไทย เมื่อ “งานเครื่อง” มาแรงกว่า “งานฉีด”

นพ.ฐิติคมน์ ลิ้มรัตนเมฆา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออปติมาแอสเทติค จํากัด ฉายภาพให้เห็นว่า ตลาดเครื่องมือยกกระชับผิวในไทยเติบโตเฉลี่ย 8-12% ต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับท็อปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจัยหลักมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่เทรนด์ “Minimalist Beauty” หรือการเติมน้อยแต่ดูดีเป็นธรรมชาติ

ปัจจุบันตลาดเครื่องมือยกกระชับผิวในไทยมีมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี HIFU, RF และเทคโนโลยีแบบผสมผสาน มีแนวโน้มเติบโต 8-12% ต่อปี โดยมีปัจจัยจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพศชาย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้ใช้บริการหลักอยู่ในช่วงอายุ 30-55 ปี แต่เริ่มมีแนวโน้มที่กลุ่มอายุ 25-30 ปี จะหันมาใช้บริการมากขึ้น ขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ใช้บริการเพศชายมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 10%

“ทุกวันนี้คนเริ่มทำเครื่องยกกระชับตั้งแต่อายุ 20 กว่าปีเพื่อเป็น Maintenance Program ไม่ต้องรอให้หย่อนคล้อยแล้วค่อยมาแก้ตอนอายุ 35-40 ปีเหมือนเมื่อก่อน ขณะที่กลุ่มผู้ชายก็เริ่มเข้าสู่วงจรความงามมากขึ้น โดยมีอัตราเติบโตกว่า 10% ต่อปี นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นในฝีมือแพทย์ไทยยังดึงดูดกลุ่ม Medical Tourism โดยเฉพาะกระแสจากฮอลลีวูดที่บินมาทำหัตถการในไทย เพราะราคาเข้าถึงง่ายกว่าและเทคโนโลยีทันสมัยไม่แพ้ระดับโลก”

 

 

ความท้าทายของตลาดเครื่องยกกระชับคือ “ความเจ็บ” และ “ผลลัพธ์ที่ต้องรอนาน” แต่ ‘ดูโบล้ทู’ เข้ามาแก้ Pain Point นี้ด้วยเทคโนโลยี Synergy Dotting ลิขสิทธิ์เฉพาะจาก Hironic ประเทศเกาหลีใต้ ความพิเศษคือการผสาน 2 พลังงานไว้ในช็อตเดียว ได้แก่:

  1. RF (Radio Frequency): พลังงานคลื่นวิทยุที่ช่วยอุ่นผิวชั้นบน กระตุ้นคอลลาเจน และกระชับรูขุมขน
  2. MFU (Microfocused Ultrasound): พลังงานเสียงความถี่สูงที่ลงลึกถึงชั้น SMAS (ชั้นกล้ามเนื้อที่ใช้ผ่าตัดดึงหน้า)

 ที่สำคัญคือการปรับจูนระดับความเจ็บให้อยู่ในระดับที่ “สบาย” (Level 4-5 จากเดิมที่สูงถึง 7-9) ทำให้ผู้ใช้บริการไม่กลัวการกลับมาทำซ้ำ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการสร้าง Customer Loyalty ให้กับคลินิก

กลยุทธ์ 2 ขา B2B มัดใจหมอ B2C คว้าใจลูกค้า

ออปติมาแอสเทติค ไม่ได้มองแค่การขายเครื่องแล้วจบไป แต่เดินเกมการตลาดแบบครบวงจร:

  • B2B Strategy (Business to Business): มุ่งเน้นไปที่กลุ่มคลินิกเชนและสแตนด์อะโลนกว่า 3,000 แห่งทั่วไทย โดยชูจุดเด่นเรื่องความคุ้มค่า (Value for Money) เครื่องเดียวมีถึง 3 หัวหัตถการ (SD, FL, RM) ครอบคลุมทั้งยกกระชับ ไขมัน และงานผิวพรรณ
  • Price Protection & MUO: เพื่อป้องกันสงครามราคา (Price War) ออปติมาฯ ได้ทำข้อตกลงกับคลินิกพาร์ทเนอร์เพื่อคงมาตรฐานราคาที่สมเหตุสมผล โดยราคาค่าบริการเริ่มต้นที่ประมาณ 8,000 บาท ซึ่งถูกกว่าแบรนด์พรีเมียมอื่นในตลาดประมาณ 20%
  • B2C Strategy (Business to Consumer): การดึง ‘ใหม่ ดาวิกา’ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ไม่ใช่แค่การสร้าง Awareness แต่เป็นการสร้าง “Brand Trust” ในระดับอินเตอร์ การที่ซุปตาร์ระดับโลกเลือกใช้และกล้ายันการันตี ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกเดินเข้าคลินิกที่มีเครื่อง ‘ดูโบล้ทู’ ได้ง่ายขึ้น

จากผู้นำเข้า สู่เป้าหมาย “ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไทย”

ความสำเร็จในปีแรกที่สามารถกระจายเครื่องไปได้กว่า 100 แห่งทั่วประเทศ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ มียอดขายพุ่งไปแล้วกว่า 10 เครื่องภายในเดือนเดียว เป้าหมายระยะสั้นของ ออปติมาแอสเทติค คือการปักธงให้เครื่อง ‘ดูโบล้ทู’ กระจายสู่คลินิกชั้นนำ 300 แห่งในปีนี้ และตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี โดยมีอัตราการเติบโต 20-30% ต่อปี

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ “Long-term Vision” ของ นพ.ฐิติคมน์ ที่มองไกลถึงการสร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย “เรามีแผน 10 ปี ที่อยากจะเปิดบริษัทผลิตเครื่องมือแพทย์เองในไทย โดยใช้ Know-how ที่เราคลุกคลีกับเทคโนโลยีระดับโลกมาต่อยอด เพื่อให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่ผู้บริโภคหรือผู้ให้บริการ แต่เป็นเจ้าของนวัตกรรมความงามที่ส่งออกไปทั่วโลกได้จริง”


แชร์ :

You may also like