หลังกรมสรรพสามิตเตรียมเสนอมาตรการ “ภาษีความเค็ม” ให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณามีเป้าหมายเพื่อลดการบริโภคโซเดียมของคนไทยอีกระลอก หลายอุตสากรรมเริ่มหันมาให้ความสนใจพร้อมเตรียมแผนรับมือมาตรการดังกล่าวอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะตลาดแสน็คหรือขนมขบเคี้ยวคืออีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญความท้าทายกับมาตรการดังกล่าว เพราะถือเป็นกลุ่มสินค้าเป้าหมายในช่วงแรกที่มีโซเดียมสูงและไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ (ตามนิยามการจัดเก็บ)
ล่าสุดยักษ์ใหญ่ขนมขบเคี้ยว “เลย์” (Lay’s) ภายใต้ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หรือ “เป๊ปซี่โค ประเทศไทย” ประกาศรุกหนักปี 2568 ขานรับมาตรการภาครัฐและกระแสสุขภาพ เดินหน้าปรับสูตรลดโซเดียมครั้งใหญ่ครอบคลุม 80% ของพอร์ตสินค้า พร้อมเปิดตัว 3 นวัตกรรมขนมใหม่เจาะกลุ่ม Gen Z ชูจุดแข็งระบบเกษตรพันธสัญญาที่แข็งแกร่ง ตั้งเป้าดันปริมาณผลผลิตมันฝรั่งแตะ 150,000 ตันในปีนี้
คุณสุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจ ประจำประเทศไทย และอินโดไชน่า บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หรือ “เป๊ปซี่โค ประเทศไทย” ผู้ผลิตเลย์ มันฝรั่งทอดกรอบยอดนิยม เปิดเผยว่า บริษัทไม่ได้นิ่งนอนใจและเดินหน้าปรับตัวตามคอนเซปต์สุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้นำร่องลดโซเดียมใน “เลย์” และ “เลย์ไลต์” ลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีความท้าทายในกลุ่ม “ขนมขึ้นรูป” (เช่น แบรนด์ตะวัน) เนื่องจากต้องใช้โซเดียมคาร์บอเนต (ผงฟู) ในเทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้ขนมสามารถคงรูปได้
“หนึ่งในความท้าทายของการปรับลดปริมาณ โซเดียม (ในรูปของโซเดียมไบคาร์บอเนต หรือผงฟู) ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ขนมขึ้นรูปและพองตัว หากลดปริมาณลงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเนื้อสัมผัส ทำให้ขนมแฟบและไม่กรอบเหมือนเดิม จึงเป็นโจทย์ยากที่ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) กำลังเร่งแก้ไขเพื่อให้ได้รสชาติและคุณภาพที่ผู้บริโภคพอใจ”
ขานรับภาษีความเค็ม ปรับสูตรลดโซเดียม 80% ตามมาตรฐาน WHO
ทั้งนี้ได้มีการปรับแผนเพื่อรับมือมาตรการดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยปัจจุบันได้ดำเนินการปรับพอร์ตสินค้าในเครือไปแล้วกว่า 80% ให้มีปริมาณโซเดียมเป็นไปตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ขณะที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ก็จะมองเทรนด์สุขภาพเพื่อให้สอดคล้องตามความต้องการของผู้บริโภคไปด้วย ส่วนแบรนด์หลักอย่าง “เลย์” (Lay’s) ได้มีการต่อยอดสินค้ากลุ่ม “เลย์ ไลท์” (Lay’s Lite) ที่ปรับลดโซเดียมลงต่ำกว่าสูตรปกติ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้รักสุขภาพโดยเฉพาะ
นอกจากการปรับสูตรลดโซเดี่ยมแล้ว “เป๊ปซี่โค ประเทศไทย” ยังได้เปิดตัว 3 สินค้าใหม่ที่เน้นนวัตกรรมและรสชาติที่กำลังอยู่ในกระแสออกมารองรับเทรนด์ ได้แก่
- หมึกกี่โมง (Muggimok): เส้นบุกปรุงรสหม่าล่านำเข้าจากจีนเจาะเทรนด์ลิ้นชาที่กำลังมาแรงในกลุ่มวัยรุ่น
- เลย์เฟรนช์ฟรายส์กระป๋อง : เฟรนช์ฟรายส์แบบกรอบพรีเมียมมีให้เลือก 3 รสชาติ (ออริจินัล, โนริสาหร่าย, ซอสมะเขือเทศ)
- Sunbites มิกซ์ถั่ว: สินค้าสุขภาพที่รวมถั่วหลายชนิดไว้ในซองเดียวตอบโจทย์คนรักสุขภาพที่ต้องการความหลากหลาย
จาก “ไร่” ถึง “ซอง” ระบบ “ต้นน้ำ” ที่แข็งแกร่งหัวใจสำคัญครองผู้นำตลาด
หัวใจสำคัญที่ทำให้เลย์ครองใจผู้บริโภคคือ “ระบบหลังบ้าน” หรือห่วงโซ่การผลิตที่เข้มแข็ง โดยปัจจุบัน เป๊ปซี่โคทำงานใกล้ชิดกับเครือข่ายเกษตรกรกว่า 4,830 ครัวเรือน ใน 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ลำพูน พะเยา ตาก เพชรบูรณ์ สกลนคร นครพนม โดยทำงานผ่านระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) และแนวทางเกษตรกรรมเชิงบวก (Positive Agriculture) ที่มุ่งเน้น
- การใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร
- การฟื้นฟูคุณภาพดินและบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
- การสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชน
ซึ่งสามารถผลิตมันฝรั่งรวมกันประมาณ 100,000 ตัน ต่อปี คิดเป็นสัดส่วน 60% ส่วนอีก 40% เป็นมันฝรั่งจากต่างประเทศ ทั้งเอเชียและยุโรป โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าดันปริมาณการใช้มันฝรั่งเพิ่มเป็น 150,000 ตัน เพื่อรองรับการเติบโต
“เรายกให้เกษตรกรไทยเป็น ‘ฮีโร่คนสำคัญ’ เพราะมันฝรั่งคุณภาพดีคือจุดเริ่มต้นของรสชาติที่นัว (Savoriness) โดยธรรมชาติ ทำให้เราสามารถลดการใช้เกลือลงได้โดยที่ขนมยังคงความอร่อย” คุณสุริวัสสากล่าวเสริม
อย่างไรก็ดีปีที่ผ่านมาเป๊ปซี่โค ทำรายได้ 94,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 200 ประเทศทั่วโลก แบ่งออกเป็น ธุรกิจอาหาร อาทิ อาทิ เลย์ ตะวัน ซันไบร์ท 58% ธุรกิจเครื่องดื่มอาทิ เป๊ปซี่ เซเว่นอัพ มิรินด้า 42%








