HomeBrand Move !!เส้นทาง 3 ปี “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” จากร้านดังในโซเชียล สู่ยอดขายปีละ 1 ล้านแก้ว กับเป้าใหม่ ‘Flavor Ownership’ พร้อมรายได้ 200 ล้าน

เส้นทาง 3 ปี “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” จากร้านดังในโซเชียล สู่ยอดขายปีละ 1 ล้านแก้ว กับเป้าใหม่ ‘Flavor Ownership’ พร้อมรายได้ 200 ล้าน

แชร์ :

ผ่านไป 3  ปี กำลังจะมียอดขาย 200 ล้านบาท และขายได้ 1 ล้านแก้วต่อปี…นี่คือความสำเร็จของของ ร้าน “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” แบรนด์ชาไทย ที่สร้างกระแสการเปลี่ยนเมนูเครื่องดื่มท้องถิ่นให้กลายเป็นแบรนด์ที่คนต่อคิวมากที่สุดอีกหนึ่งแบรนด์

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

วันนี้ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ไม่ใช่แค่ชื่อร้านที่ตั้งเพื่อให้ลูกค้านึกถึงความตั้งใจแรกในการเปิดร้านเพื่อเจาะกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ชาไทยอีกต่อไป  แต่กำลังก้าวเข้าสู่ก้าวใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมภายใต้การบริหารงานของคนรุ่นใหม่ “คุณวิว – พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ” CEO บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด ที่ประสบความสำเร็จในวัย 28 ปี ที่พร้อมทะยานยอดขายกว่า  200 ล้านบาทในสิ้นปี 2569 นี้

เมื่อ “ความชอบ” กลายเป็น “ความชัดเจน”

คุณวิว – พันธ์ทิพย์ เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นความสำเร็จว่า ย้อนกลับไปในช่วงปีแรกๆ แบรนด์ยอมรับว่ายังมีช่วงที่ “จับทางไม่ถูก” อยู่บ้าง ต้องลองผิดลองถูกต่างๆนาน จนเมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ทุกอย่างเริ่มตกผลึกจนประสบความสำเร็จและสร้างยอดขายปีที่ผ่านมากับรายได้ก้าวกระโดดจาก 100 ล้านบาท สู่ 140 ล้านบาท

ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการขยายสาขาและการเดินเกมรุกผ่าน “การคอลแลบบอเรชัน” (Collaboration) กับแบรนด์เบเกอรี่ชั้นนำและการนำสินค้าต่างพร้อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมาตอบโจทย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งชาไทยแบบ 3 in 1 ขนมต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ พลังของ Influencer ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนกระแส  อย่างเช่นในช่วงที่ “คุณมิก เฉลิมศรี” รีวิว จนยอดขายพุ่งขึ้นถึง 2-2.5 เท่าในพริบตา  ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่

ก้าวต่อไปของ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ในปีนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง แบรนด์วางเป้าหมายยอดขายรวมที่ 200 ล้านบาท พร้อมกับการวางทะยานสู่การเป็น “Flavor Ownership” ในแง่รสชาติชาไทย

 

 

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เรามองว่าเราเริ่มเป็นวัยรุ่น น้องมหาวิทยาลัยเริ่มจบปี 4 มองภาพตัวเองชัดเจนขึ้น เราไม่อยากเป็นแบรนด์หน้าร้านที่อยู่ตามหัวเมือง หรือ ต่างประเทศ แต่เราอยากเป็นเจ้าของรสชาติ Flavor Ownership ของชาไทย เหมือนที่ถ้านึกถึง “ช็อกโกแลตมอลต์” ต้องนึกถึง “ไมโล” หรือ “คุกกี้แอนด์ครีม” ต้องนึกถึง “โอริโอ้” ” คุณวิวกล่าวถึงเป้าหมายสเต็ปถัดไปของแบรนด์” คุณวิวกล่าว

 

ส่วนการจะไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้นั้น “คุณวิว” บอกว่า ต้องทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2569 นี้ การ Collaboration ใหญ่ๆ 6 ครั้งต่อปี  ก็จะยังคงเป็นหัวใจหลักของการสร้างแบรนด์อยู่เช่นเดิม เพื่อสร้างยอดขาย 200 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 20-30% จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นกลุ่มชาเย็น 150 ล้านบาท และแบรนด์อื่นๆ อีก 50 ล้านบาท ตามเป้าที่วางไว้  โดย จะเน้นการขยายสาขา การพัฒนาเมนูใหม่ ตลอดจนสินค้าใหม่ๆออกมามากขึ้น และเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายแบรนด์เตรียมรุกหนักใน 4 ด้าน ได้แก่ 

  1. Product Diversification: เพิ่มความหลากหลายของสินค้า ปัจจุบันมีเครื่องดื่ม 10 รายการ และขนม 5-6 รายการ ซึ่งทำรายได้ถึง 15% ของยอดขายหน้าร้าน
  2. Ease of Access: ไตรมาส 3 นี้ เราจะได้เห็น “ชาเย็นบรรจุขวด” ใน 7-Eleven และ “ผงชาสำเร็จรูป” สำหรับ End-user ที่ชงง่าย เน้นพัฒนารสชาติเหมือนทานที่ร้านมากขึ้น พร้อมแก้ Pain Point เรื่องรสชาติที่ไม่นิ่ง
  3. Expansion: จากปัจจุบัน 22 สาขา ตั้งเป้าขยายให้ครบ 30 สาขาในปีนี้ โดยเน้นไซส์ที่เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพ (Compact Size) และเริ่มขยายไปต่างจังหวัดเช่น นครปฐม และชลบุรีและรุกโมเดล Cloud Kitchen มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ Delivery ที่โตจนครองสัดส่วน 50% ของยอดขาย
  4. สยายปีกแบรนด์ “เข้ม” แบรนด์กาแฟโบราณในไตล์โมเดิร์น ผ่านเมนูไฮไลต์ได้แก่ กาแฟโบราณ โกโก้ ราคาเริ่มต้น 60 บาท ปัจจุบันมี 2 สาขา บรรทัดทอง และศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์

 

เจาะกลุ่ม Gen Y-Z ด้วยความจริงใจและการปรับตัว

คุณวิว ยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์จะอยู่ในช่วงอายุ 20-35 ปี ซึ่งมีทั้ง Gen Y และ Gen ที่มีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการความแปลกใหม่แต่ต้องมีคุณภาพ ที่สำคัญแบรนด์ยังให้ความสำคัญกับ “กระแสสุขภาพ” ตามนโยบายภาครัฐ มีการปรับลดระดับความหวาน (หวาน 50-70% กลายเป็นตัวท็อป) และการปรับสีของชาตามมาตรฐาน อย. เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าสามารถ “กินได้ทุกวัน” อย่างปลอดภัย

โดยปี 2569 นี้จะได้เห็น “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” กำลังจะก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว แบรนด์ใหม่เพิ่มอีก 2 แบรนด์ ดยไตรมาส 2: เตรียมเปิดแบรนด์ชานมตัวใหม่ที่จะบุกตลาดห้างสรรพสินค้า เน้นกลุ่ม Premium Mass ระดับราคา 100 บาท ไตรมาส 4 อีกหนึ่งแบรนด์ลับที่จะตามมาติดๆ ที่น่าสนใจคือ แบรนด์เตรียมทดลองใช้ “ระบบแฟรนไชส์” กับแบรนด์ใหม่นี้ หลังจากที่ผ่านมาบริหารจัดการเองทั้งหมด เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด

ท้ายที่สุดเมื่อถูกถามว่า ด้วยกระแสมัจฉะที่มาแรงในขณะนี้แบรนด์จะลงไปเล่นในตลาดนี้ด้วยหรือไม่ “คุณวิว” บอกว่า  แม้กระแสมัจฉะจะมาแรง หรือเทรนด์เครื่องดื่มอื่นๆ จะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” ยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิม “เราไม่เคยคิดไปจับมัจฉะ เพราะจะเสียโพซิชั่นนิ่ง เราอยากย้ำจุดยืนเรื่องชาไทยของเราให้ชัดเจนที่สุด”


แชร์ :

You may also like