กรุงเทพมหานคร ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ผ่านโครงการความร่วมมือไทย–เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC EMC) ประกาศเปิดตัวโครงการ “EV เพื่อพี่วิน” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด Win–Win–Win ที่เมืองได้ประโยชน์ ผู้ขับขี่ลดต้นทุน และสิ่งแวดล้อมดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผลการศึกษาจากโครงการ TGC EMC ชี้ให้เห็นว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสามารถช่วยลดต้นทุนผู้ขับขี่ได้สูงสุดถึง 7 เท่า เหลือเพียงราว 7,200 บาทต่อปี และลดฝุ่น PM2.5 ได้ประมาณ 16 ตันต่อปีเลยทีเดียว
โครงการ “EV เพื่อพี่วิน” โดยกรุงเทพมหานครและ GIZ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้โครงการ TGC EMC มุ่งเดินหน้าแก้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการวินมอเตอร์ไซค์หันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการทดลองโมเดลเช่าขับในอัตรา 75-140 บาทต่อวัน ควบคู่กับการจัดเตรียมระบบอัดประจุทั้งแบบชาร์จและสลับแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องรอชาร์จ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์และพนักงานกวาดถนนของ กทม. กว่า 200 คนในเขตดินแดงและพญาไท ร่วมทดลองขับและรับข้อมูลด้านต้นทุน การดูแลรักษา และระบบสนับสนุนที่จำเป็นต่อการทำงานจริง ก่อนคัดเลือก 30 คนให้ทดลองใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนาแนวทางขยายผลในระดับเมือง
พบวินฯ ปล่อย PM2.5 16 ตันต่อปี
จากงานศึกษาโดยโครงการ TGC EMC พบว่าวินมอเตอร์ไซค์กว่า 89,000 คน ที่กระจายอยู่มากกว่า 5,300 จุดทั่วกรุงเทพฯ นั้นยังคงพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งสร้างต้นทุนทั้งค่าครองชีพของคนเมืองโดยรวม และมลพิษทางอากาศ ซึ่งคิดเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราว 80,000-100,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี และ PM2.5 ประมาณ 16 ตันต่อปี เทียบเท่ากับการเผานาประมาณ 3,800 ไร่ หรือเท่ากับฝุ่นที่ปล่อยจากรถเมล์แดง (รุ่นเก่า) ประมาณ 250-300 คัน ที่วิ่งให้บริการตลอดทั้งปี
รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของกรุงเทพฯ ต้องอาศัยแนวทางที่ทำได้จริงและต่อยอดเป็นนโยบายได้ โครงการ ‘EV เพื่อพี่วิน’ จึงถูกออกแบบเป็นโครงการนำร่อง เพื่อทดสอบการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในระดับปฏิบัติการจริง โดยเริ่มจากวินมอเตอร์ไซค์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ที่มีโครงสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอย
ขณะเดียวกัน กทม. ตระหนักว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังมาจากแหล่งอื่น ๆ เช่น รถเมล์และรถบรรทุก ซึ่งต้องแก้ไขควบคู่กันอย่างเป็นระบบ โดยหวังว่าผลจากโครงการนี้จะช่วยให้เมืองพัฒนามาตรการที่เหมาะสมที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับขนส่งรูปแบบอื่น ๆ ในเมือง และช่วยให้กรุงเทพฯ เดินหน้าสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม”
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะทำหน้าที่กำหนดกรอบทิศทางของโครงการ โดยสำนักสิ่งแวดล้อมดูแลการเชื่อมโยงข้อมูลด้านฝุ่น PM2.5 และผลกระทบด้านสุขภาพ ขณะที่สำนักการจราจรและขนส่งรับผิดชอบการเชื่อมต่อกับระบบวิน จุดจอด และการใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในพื้นที่จริง เพื่อให้ผลการทดลองสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และต่อยอดการขยายผลในระดับเมืองต่อไป
ทั่วกรุงเทพฯ มีวินฯ ใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพียง 123 คัน
ดร. โดมินิกา คาลินอฟสกา ผู้อำนวยการโครงการด้านการขนส่ง ประเทศไทย จาก GIZ กล่าวว่า “แม้เทคโนโลยีจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะมีความพร้อมมากขึ้น แต่ในปัจจุบันยังมีจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะที่ใช้รถไฟฟ้าในระบบเพียง 123 คันเท่านั้น ส่วนใหญ่ยังขับขี่เครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นหลัก และเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของทั้งผู้ขับขี่และประชาชนทั่วไป สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถไฟฟ้ายังต้องอาศัยการออกแบบระบบสนับสนุนที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้ขับขี่”
“ผลการศึกษาวินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ พบว่า ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์สันดาปมีค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงเฉลี่ยราว 19,000-49,000 บาทต่อปี ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะมีค่าใช้จ่ายลดลงสูงสุด 7 เท่า เหลือเพียงประมาณ 7,200 บาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้สุทธิและลดภาระให้ผู้ขับขี่ พร้อมลดฝุ่น PM2.5 ในเมืองได้ราว 16 ตันต่อปี”
“อย่างไรก็ตาม แม้ EV จะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ผู้ขับขี่จำนวนมากยังกังวลถึงข้อจำกัดด้านราคาตัวรถ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบแบตเตอรี่ และความเหมาะสมต่อการใช้งานจริง”
ปักหมุดโมเดลเช่าขับรายวันเริ่มต้น 75 บาท
ด้วยเหตุนี้ นอกจากการทดลองนวัตกรรมและแนวทางร่วมกับวินมอเตอร์ไซค์แล้ว โครงการ ‘EV เพื่อพี่วิน’ ยังได้ร่วมกับ ผู้ประกอบการผลิตและจัดจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อพัฒนาโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ข้อกังวลดังกล่าวโดยตรง ครอบคลุมระบบแบตเตอรี่และการซ่อมบำรุง และสถานีสลับแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องรอชาร์จ ทำให้ทำงานรับ-ส่งได้ต่อเนื่องไม่สะดุด ปักหมุดย่านดินแดงและพญาไท ควบคู่กับการทดสอบโมเดลเช่าขับรายวัน ในอัตราเริ่มต้นที่ 75 บาท และแนวทางสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารออมสิน ในรูปแบบ Green loan หรือการเช่าซื้อ เพื่อลดอุปสรรคในการตัดสินใจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในระยะยาว
ด้าน คุณสามารถ ดรบุราณ ประธานวินมอเตอร์ไซค์บางกรวย ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องเล่าว่า “ที่ผ่านมา วินหลายคนไม่ได้ไม่อยากใช้ EV แต่ไม่กล้าเปลี่ยน เพราะต้นทุนสูง กลัวเรื่องการชาร์จ กลัวรถไม่พอวิ่งทั้งวัน ถ้าต้องจอดรถนานก็หมายถึงรายได้ที่หายไป การทำงานของวินคือหาเงินเป็นรอบ ๆ แต่พอได้ทดลองใช้งานจริง ค่าใช้จ่ายลดลงชัดเจน และระบบชาร์จหรือสลับแบตเตอรี่ก็ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ทำให้ยังทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่กระทบรายได้ระหว่างวัน จนเริ่มเห็นว่า EV เป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริง และช่วยลดภาระต้นทุนในชีวิตประจำวันของคนทำงานอย่างเราได้จริง”
ทั้งนี้ โครงการมีกำหนดเริ่มการทดลองในเดือนมีนาคม 2569 ก่อนต่อยอดสู่การขยายผลในระดับนโยบายของกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการผลักดันเมืองคาร์บอนต่ำในระยะยาว
ปลดล็อกต้นทุนวินมอเตอร์ไซค์ ใช้รถ EV ประหยัดปีละสูงสุด 4 หมื่น
รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืน และหัวหน้าศูนย์ MOVE มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยว่า “จากข้อมูลการใช้งานจริง ผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์มีค่าใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ 100–150 บาท วิ่งระยะทางราว 90–135 กิโลเมตรต่อวัน หากเปลี่ยนมาใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานจะลดลงเหลือเพียง 10–20 บาทต่อวัน หรือสามารถประหยัดได้ถึง 20,000–40,000 บาทต่อปี และแทบไม่มีค่าบำรุงรักษาเครื่องยนต์ เมื่อรวมกับประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมที่จักรยานยนต์ไฟฟ้าไม่มีการปล่อยมลพิษจากปลายท่อเลย ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพอากาศของเมืองในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ”
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยคุณโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เสริมว่า “การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าต่อเนื่อง เช่น มาตรฐานด้านแบตเตอรี่ บริการหลังการขาย และรูปแบบทางการเงินที่เข้าถึงได้ เป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้ขับขี่ แม้เทคโนโลยีตัวรถจะพร้อมแล้ว แต่การใช้งานจริงยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างสนับสนุน ทั้งจุดชาร์จ การสลับแบตเตอรี่ และการซ่อมบำรุง โครงการมุ่งประสานและผลักดันการติดตั้งสถานีชาร์จสำหรับพี่วิน พร้อมทั้งเชื่อมโยงการใช้งานจุดชาร์จแบบ AC ที่มีอยู่ในพื้นที่นำร่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานจริงก่อนขยายผลให้ครอบคลุมทุกมิติการเดินทางทั่วประเทศ”
ด้านคุณอินซ่า อิลเก้น ผู้อำนวยการโครงการ TGC EMC จาก GIZ กล่าวว่า “ความร่วมมือจากคนขับวินมอเตอร์ไซค์ทุกคนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อความสำเร็จของโครงการ โดยประสบการณ์ ข้อคิดเห็น และความเชื่อมั่นของทุกท่านมีส่วนช่วยกำหนดทิศทางของโครงการนี้ในอนาคต วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางขององค์กรภาคีจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเงิน ที่ต้องอาศัยความร่วมมือ นวัตกรรม และความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการมุ่งสู่คมนาคมไฟฟ้าอย่างยั่งยืนโดยโครงการ TGC EMC พร้อมสนับสนุนความมุ่งมั่นของกรุงเทพมหานครในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พัฒนาคุณภาพอากาศและส่งเสริมคุณภาพชีวิตผ่านแนวทางการขนส่งที่ยั่งยืนต่อไป”









