ด้วยจุดแข็งและความเป็น Uniqueness ในฐานะ ‘ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ‘ ทำให้ภารกิจสำคัญของ ‘ธนาคารกรุงไทย‘ มีมากกว่าแค่การให้บริการทางการเงิน แต่ต้องตอบโจทย์ ‘Better Life For All Thais’ จากการเป็นหนึ่งพันธมิตรสำคัญของภาครัฐ (Strategic Partners) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักในสัดส่วน 55% และมีบทบาทสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนภาวะเศรษฐกิจของประเทศ รวมไปถึงวิถีชีวิตโดยรวมของประชาชนไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
โดยเฉพาะการขับเคลื่อน Digital Transformation ในฐานะอุตสาหกรรมกลุ่มแรกๆ ที่รับผลกระทบจากการถูกดิสรัปด้านเทคโนโลยี ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงหลังโควิด ทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมการเงินเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจึงเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่ต้องตอบโจทย์ภารกิจภาครัฐ และไม่สามารถเลือกดูแลเฉพาะกลุ่มลูกค้าของธนาคารเท่านั้น
นำมาสู่การขับเคลื่อนตามแนวทาง Financial Inclusion เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มและโซลูชั่นที่สามารถช่วยให้ ‘คนไทยทุกคน‘ สามารถเข้าถึงและอยู่ในระบบการให้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียมกัน
คุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ประธานผู้บริหาร Retail Banking ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึง Journey ของธนาคารกรุงไทย ที่สามารถ Repositioning และ Diversify ธุรกิจ จากเดิมที่ลูกค้าส่วนใหญ่ในพอร์ตโฟลิโอจะเป็นกลุ่มภาครัฐ ก่อนจะขยายเพิ่มเติมมายังกลุ่ม Retail และธุรกิจ รวมทั้ง SME เพิ่มมากขึ้น พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี จนปัจจุบันกลายเป็นธนาคาร TOP4 ระดับประเทศ ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นภาครัฐ รวมทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อย ตลอดจน Stakeholders ทุกกลุ่มภายในระบบนิเวศธุรกิจได้อย่างครบถ้วน
ภายใต้การพัฒนาแพลตฟอร์มที่มีทั้งระบบปิดคือ ‘กรุงไทยเน็กซ์‘ (Krungthai NEXT) สำหรับให้บริการลูกค้าธนาคารที่ปัจจุบันมีฐานผู้ใช้งานกว่า 21 ล้านคน รวมทั้งแพลตฟอร์มในระบบเปิดอย่าง ‘เป๋าตัง‘ ที่ปัจจุบันมีฐานผู้ใช้งานรวมกันแล้วกว่า 40ล้านคน โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นลูกค้าธนาคารเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลร้านค้าอยู่ภายในแพลตฟอร์มถุงเงินอีกกว่า 2 ล้านร้านค้า และฐานผู้ใช้งาน Line Connect อีกกว่า 23 ล้านคน ดังนั้น กรุงไทยจึงถือได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มผู้นำที่สามารถเข้าถึงประชาชนคนไทยได้มากที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะประชากรกลุ่มผู้ใหญ่ที่เชื่อว่าได้เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มเป๋าตังเกือบทั้งประเทศแล้ว
“เป้าหมายการให้บริการของกรุงไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องทางการเงินแต่คือการ Create Value สูงสุดให้ผู้มีส่วนได้เสียครบทุกมิติ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มเป๋าตัง ที่ปัจจุบันกลายเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศ รองรับการให้บริการต่างๆ ทั้งการให้บริการด้านสุขภาพ การให้บริการด้านขนส่งสาธารณะ การลงทุนแบบรายย่อย การออมเงิน ออมทอง การซื้อประกัน ไปจนถึงการให้บริการด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งการตอบโจทย์ภารกิจหน่วยงานภาครัฐ ด้วยการดูแลระบบให้โครงการต่างๆ เช่น โครงการคนละครึ่งทั้งเวอร์ชั่น1และ 2 การเป็นธนาคารหลักของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวมทั้งยังได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นสำหรับใช้งานเฉพาะกลุ่ม เช่น บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษามหาวิทยาลัย ทนายความ รวมทั้งช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กและประชาชนรากหญ้าทั่วไป สามารถเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มการเงินที่เป็นดิจิทัล เพื่อสามารถใช้ประโยชน์ และเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ ของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง”
ความแข็งแกร่งในการเปลี่ยนผ่านของกรุงไทย สะท้อนผ่านศักยภาพทางการเงินของธนาคาร โดยเฉพาะความสามารถในการทำกำไรที่ขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับธนาคารคู่เทียบในอุตสาหกรรม ด้วยกำไรปี 2024 ที่ราว 4.4 หมื่นล้านบาท เทียบกับช่วง 4-5 ปีก่อนหน้าที่มีกำไรราว 1.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่กำไรของธนาคารผู้นำอยู่ที่กว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งแตกต่างกันอย่างมาก รวมทั้งมูลค่าสินทรัพย์ธนาคารที่เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ประกอบกับปริมาณหนี้เสีย (NPL) ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพและความสามารถในการดำเนินงานของธนาคารก็ลดลงจาก 4.4% เหลืออยู่ในปัจจุบันที่ประมาณ 2.9%
5 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเติบโต
คุณธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า บริบทปัจจุบันยังเต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย รวมทั้งปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ล้วนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของทั้งประเทศ
“นอกจากความผันผวนที่เป็นความท้าทายภายนอก ประเทศไทยยังมีความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจนอกระบบเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย ด้วยสัดส่วนถึง 48% กระทบต่อความสามารถในการจัดเก็บภาษีและทำให้ไม่สามารถกระจายการพัฒนาได้อย่างทั่วถึง ประกอบกับการมีหนี้ครัวเรือนระดับสูง และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้ความน่าดึงดูดต่อนักลงทุนของธนาคารไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำ หากเทียบกับอุตสาหกรรมที่อยู่ภายในภูมิภาค”
ทั้งนี้ ธนาคารกรุงไทยวาง 5 ยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตในอนาคต ประกอบด้วย
- สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและผลกำไรจากระบบนิเวศในปัจจุบัน โดยต่อยอดจากความแข็งแรงที่มี โดยเฉพาะ Relations และ Connection รวมทั้งมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ทั้งเรื่องสุขภาพ การศึกษา เพื่อต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ให้ขยายไปยังกลุ่ม Corporate และ SME รวมทั้งลูกค้า Retail ในอนาคต
- การสร้าง New Engine เพิ่มเติมในอนาคต โดยหากลุ่มลูกค้าใหม่ หรือรูปแบบการทำธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น การขยาย Virtual Bank เพื่อเข้าถึงกลุ่มที่ไม่สามารถใช้บริการธนาคารได้ หรือขยายบริการ Wealth Management การปรับตัวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นต่างๆ ให้แก่กลุ่มลูกค้าองค์กร หรือเอสเอ็มอี เป็นต้น
- มุ่งยกระดับประสบการณ์และความพึงพอใจลูกค้าได้แบบ End to End โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลและการพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อสามารถตอบโจทย์ได้ดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดความแออัดที่เกิดขึ้นภายในสาขาลงได้
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและข้อมูลรองรับอนาคต ซึ่งกรุงไทยให้ความสำคัญในการพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยี และพื้นฐานข้อมูลมาต่อเนื่อง และในอนาคตจะพัฒนาการนำ AI เข้ามาใช้ประโยชน์เพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อประเมินความต้องการของลูกค้าและตลาดได้มากขึ้น
- ขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรและการทำงานรูปแบบใหม่ การพัฒนาคน เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาองค์กรให้พร้อมรับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงโดยมุ่งพัฒนาทักษะใหม่ ๆ Upskill reskill โดยเฉพาะการยกระดับด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี รวมทั้งเรื่องทัศนคติ และการมีใจด้านบริการ
ต้องก้าวให้ทัน Money Movement
คุณสุริพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรุงไทยยังมองเห็นโอกาส จากการขยายไปสู่เซ็กเมนต์ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร ทำให้ต้องวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่แยกย่อยเฉพาะกลุ่มอย่างลึกซึ้งมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Retail ที่ต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์แต่ละกลุ่มได้ตรงจุดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้า Wealth, กลุ่มพนักงานเอกชน, กลุ่มวัยเกษียณ, กลุ่มเยาวชน, กลุ่มผู้ประกอบการ ไปจนถึงกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการธนาคาร
ทั้งนี้ การให้บริการทางการเงินในปัจจุบันต้องเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมอง และไม่มองแบบเหมารวม หรือยึดจากความคิดตามทัศนคติเดิมๆ เช่น มองว่าคนรวยไม่ซื้อประกันเพราะมีเงินมากพอสำหรับจ่ายค่ารักษา แต่ปัจจุบันการซื้อประกันเป็นหนึ่งในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน ทำให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์พร้อมข้อเสนอทางการเงินที่ตอบโจทย์แต่ละกลุ่ม รวมทั้งการเรียนรู้กลุ่มสินทรัพย์รูปแบบใหม่ๆ เช่น Digital Asset ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มจะเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในอนาคต จึงจำเป็นต้องตามให้ทัน และพัฒนาโซลูชั่นหรือบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ได้อย่างครอบคลุม เพื่อไม่ให้เสียโอกาสและความสามารถในการแข่งขัน
“เราต้องก้าวให้ทันกับรูปแบบในการเคลื่อนย้ายของเงิน หรือ Money Movement ที่แตกต่างและซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าคอปอเรทหรือลูกค้ารีเทลที่จะสนใจเรื่องเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องขยายความสามารถในการพัฒนาทั้งเทคโนโลยีและโซลูชั่นมารองรับเพื่อไม่เสียโอกาส รวมทั้งการคิดโมเดลธุรกิจเข้ามารองรับเพื่อสามารถเข้าไปเชื่อมโยงกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะในรูปแบบของระบบบริการ Payment, Travel Card, Debit Card รวมทั้งการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำธุรกรรมได้ทั้งภายในประเทศไปจนถึงต่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจของธนาคารแต่ยังเพิ่มโอกาสผู้ใช้งานแพลตฟอร์มของธนาคารให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยว ซึ่งหากมีเทคโนโลยีรองรับการจ่ายเงินที่สะดวก ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจในประเทศได้มากขึ้น รวมทั้งยังช่วยส่งเสิรมให้ระบบนิเวศทางการเงินของธนาคารมีความหลากหลายและแข็งแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย” คุณสุริพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย
ล่าสุด ธนาคารกรุงไทยได้ไปดูงานกับทาง Ant Group หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ระดับโลก ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 1,800 ล้านคนหรือคิดเป็น 30% ของประชากรโลก และมีร้านค้าภายในแพลตฟอร์มมากกว่า 80ล้าน ร้านค้าทั่วประเทศจีน ซึ่งถือเป็นเจ้าของระบบนิเวศทางการเงิน (Financing Ecosystem) ขนาดใหญ่ระดับโลก และสามารถรองรับการทำธุรกรรมได้ทั่วโลกอย่างมีเสถียรภาพ ขณะที่ภายในอีโคซิสเต็มปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่การให้บริการโซลูชั่นทางการเงิน แต่ยังมีเทคโนโลยีสร้างสรรค์หลากหลายสาขา ทั้งการดูแลสุขภาพ เทคโนโลยี AIและข้อมูล เทคโนโลยีดาวเทียม ที่ต่อยอดมาสู่การทำเกษตรอย่างยั่งยืนพร้อมทั้งเป็นเครื่องมือช่วยเข้าถึงบริการทางการเงินให้กลุ่มเกษตรกร ซึ่งสามารถนำความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อต่อยอดพัฒนาระบบนิเวศของทางธนาคารให้แข็งแกร่งมากขึ้นในอนาคตได้เช่นกัน






