ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารเมืองไทยที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการหลายรายต่างเร่งปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่สร้างความแปลกใหม่รับมือคู่แข่ง หากแต่ยังต้องตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้า ตลอดจนทำเลนั้นๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
เช่นเดียวกับ บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ในตลาดร้านอาหารเมืองไทย ทว่าก็ยังคงลองผิด ลองถูกในธุรกิจอาหารมาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งกลุ่ม Core Brand ที่ประสบความสำเร็จอย่าง The Pizza , บอนชอน , สเวนเซ่นส์ , ซิซเลอร์ กลุ่มแบรนด์น้องใหม่ที่มาแรงอย่าง กาก้า , Sandwich Society , Steak and More เป็นต้น หรือแม้กระทั่งแบรนด์ที่ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านอย่าง พูเลท์ , Riverside Grilled Fish
กระนั้นในฐานะบิ๊กเนมแห่งวงการอาหารไมเนอร์ฯ ก็ยังไม่นิ่งในการพัฒนา ยังคงเลือกต่ออดแบรนด์ใหม่ๆ ออกมารองรับความต้องการเสมอ ล่าสุดกับการเปิดตัวแบรนด์ “Hey Gusto” (เฮย์ กัสโต) ร้าน Italian Fine-Dine Experience ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Vivo Resto ซึ่งเป็นร้านอาหารอิตาเลียนพรีเมียมในเครือไมเนอร์ฟู้ด ที่ประเทศสิงคโปร์ ที่ผ่านมาทีมงานจากไทยได้เดินทางไปศึกษาโมเดลการดำเนินงานและนำเมนูขายดี ตลอดจนรูปแบบการตกแต่างร้าน มาปรับรสชาติให้เข้ากับความชอบของผู้บริโภคชาวไทย ทั้งหมดใช้เวลาในการพัฒนากว่า 6 เดือน
รู้จัก “Hey Gusto” (เฮย์ กัสโต) Italian Fine-Dine สไตล์ Home Made เน้นเจาะตลาดพรีเมี่ยมแบรนด์แรกจากไมเนอร์
สำหรับความหมายของ “Hey Gusto” มาจากการผสมผสานคำระหว่าง “Hey” ซึ่งเปรียบเสมือนเสียงเรียกชวน หัวเราะ และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น แบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขไปกับคนที่คุณรักพร้อมลิ้มลองสิ่งใหม่ และคำว่า “Gusto” สื่อถึงความหลงใหล ในรสชาติอาหารที่ยากจะต้านทานได้ เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกันจึงกลายเป็น “Hey Gusto — Where Flavor Says Hello!” หรือ ที่ซึ่งรสชาติเอ่ยคำทักทาย โดย “Hey Gusto” มีความตั้งใจให้อาหารทุกจานของร้านไม่เพียงเป็นมื้ออาหารเท่านั้น หากยังเป็นความทรงจำที่ชวนระลึกถึงความอบอุ่นของบ้านเกิด และวัฒนธรรมอิตาเลียนที่่ร่ำรวยด้วยรสชาติและความหมายด้วย
การเปิดตัวแบรนด์ล่าสุดนี้ “คุณอนุพนธ์ นิธิยานันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เนื่องจากไมเนอร์ฯเล็งเห็นโอกาสในธุรกิจร้านอาหารเมืองไทยที่เติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเซกเมต์ร้านอาหารตะวันตกที่ไม่เคยเพียงพอสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ที่มักมีแบรนด์ใหม่ๆเปิดมาตลอดเวลาและยังคงอยู่ในตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารฝรั่งเศส เยอรมันนี อิตาเลี่ยน แต่แบรนด์พบว่าร้านอาหารอิตาเลี่ยนคือสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด
เมื่อบวกกับร้านอาหารอิตาเลี่ยนส่วนใหญ่ในกรุงเทพที่เป็น Fine-Diningในกรุงเทพที่มีอยู่กว่า 400 ร้านค้าในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ร้านที่ได้รับความนิยมมักเป็นร้านลับ ตามตรอก ซอก ซอย หรือร้านที่มักหาที่จอดรถลำบากโดยเฉพาะในทำเล สีลม สุขุมวิท พระราม 4 ทำให้ไมเนอร์ฯ ดึง Pain point เหล่านี้มาพัฒนาเป็นแบรนด์ Hey Gusto ขึ้นมา เพื่อเสริมพอร์ตโฟลิโออาหารตะวันตกกลุ่มพรีเมียม และตอบสนองความต้องการของตลาดรีเทลที่มองหา “ความสดใหม่ของแบรนด์และคอนเซ็ปต์” เพื่อดึงดูดลูกค้าในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD)
“ความท้าทายในการทำอาหารอิตาเลี่ยน วันนี้การแข่งขันในธุรกิจสูงมาก สิ่งที่เหมือนกันหมด คือกลุ่มแบรนด์ของไมเนอร์ที่อยู่มานานๆ สามารถทำสเกล เปิดสาขาได้เยอะๆ อยู่ได้ด้วยตัวเองและเป็นแมสแล้ว โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มีความแข็งแกร่งแล้ว ขณะเดียวกันในกลุ่มลูกค้าทำเลกลางเมือง ห้างสรรพสินค้า ย่าน CBD พฤติกรรมเปลี่ยนเร็วต้องการของใหม่ตลอดเวลา ทำให้เจ้าของพื้นที่ต้องการความแปลกใหม่เข้ามาเติมเต็มในศูนย์การค้าเสมอ เราจึงพัฒนาร้านนี้จะเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ออกแบบมาตอบโจทย์ ที่ Retailer ต้องการ”
โดยจุดเด่นของ “Hey Gusto” ประกอบไปด้วย
- เมนูโฮมคุกสไตล์อิตาเลียนพร้อม Buddata Signature: “Hey Gusto” ไม่ได้ต้องการทับไลน์ร้านพิซซ่าและพาสต้าที่มีอยู่ แต่เน้นนำเสนอเมนูแนวโฮมคุกสไตล์อิตาเลียน โดยมีเมนูแนะนำ ได้แก่
- Burrata เมนูซิกเนเจอร์ที่มีให้เลือกถึง 3 แบบ ได้แก่ Burrata Fresh Tomatoes, Burrata Italian Ham และ Burrata Rocket Salad โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ชีสสดครีมมี่รสละมุน
- Pizza Alla Pala หรือพิซซ่าแบบเหลี่ยม ให้ความกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อม Chili Oil สูตรพิเศษสำหรับราดตัดเลี่ยน
- เมนูพาสต้าโฮมเมดสดใหม่ทุกวัน นำเข้าแป้งมาจากอิตาลี อาทิ Rigatoni, Ravioli, Spaghetti และ Black Ink Spaghetti
- Australian Striploin Steak ให้สัมผัสสุดพรีเมียมพร้อมซอส Gravy สูตรเฉพาะของทางร้าน ทานคู่กับลูกพีชที่นำไปย่าง
- เมนูของหวานอย่าง Tiramisu ที่ทางร้านตีครีมสดเอง ผสานกับ Fresh Mascarpone Cheese และ Medium Roasted Coffee
- Pricing ที่เหมาะสมกับ Premium Dine-in Segment: การตั้งราคาของ “Hey Gusto” ถูกกำหนดให้เหมาะสมกับการแข่งขันในกลุ่มร้านอาหารอิตาเลียนพรีเมียมในย่าน CBD เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกใช้บริการได้ง่าย ในระดับราคาเริ่มต้น 125 บาทต่อเมนู
- Prime Location ในห้างสรรพสินค้า: เล็งเห็นว่าร้านอาหารอิตาเลียนที่มีเชฟอิตาเลียนแท้ๆ และมีคุณภาพสูงมักจะหายาก และมีปัญหาเรื่องที่จอดรถ “Hey Gusto” จึงเลือกเปิดในไพร์มโลเคชั่นในห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก โดยเฉพาะในย่าน CBD เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้า
ขณะที่รูปแบบการทำตลาดนับจากนี้ จะเน้นความเป็น Awareness & Differentiation รองรับตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยจะเน้นการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง (Niche Marketing) ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในพื้นที่อย่าง CTW เพื่อสร้างการรับรู้และความแตกต่างให้แบรนด์ ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพอาหารและการบริการ: ด้วยการมีเพียงสาขาเดียว ทำให้การควบคุมคุณภาพอาหารทำได้ง่ายขึ้น
ส่วนเรื่องพนักงานที่มีอัตรา Turnover สูง จะเน้นการอบรมอย่างเข้มข้น ผู้จัดการร้านที่ไม่ใช่คนไทยจะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และพนักงานสามารถให้คำแนะนำเรื่องอาหารและไวน์ได้อย่างมืออาชีพ นอกจากนี้ยังวางแผนจะนำเสนอเมนูใหม่ๆ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ จากร้านอาหารอิตาเลียนพรีเมียมเข้ามาเพิ่มเติมทุกไตรมาส เพื่อสร้างความตื่นเต้นและประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามแม้จะยังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์รายได้อย่างชัดเจน แต่เพียงเดือนแรกของการเปิดทำการ “Hey Gusto” ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยม ยอดขายสูงกว่าแบรนด์เดิมอย่าง Poulet (พูเลท์) (ซึ่งเป็นร้านในเครือไมเนอร์ฯ ที่เพิ่งปิดตัวลงไป) ในโลเคชั่นเดียวกันถึง 100% ซึ่งเป็นการยืนยันว่าคอนเซ็ปต์นี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี โดยมีเป้าหมายสัดส่วนลูกค้าคนไทยในระดับกลาง-บน 50% และต่างชาติที่ 50
“Hey Gusto” จึงไม่เป็นเพียงแค่ร้านอาหารใหม่ แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญของไมเนอร์ฯ ในการสร้าง “Brand Excitement” และปูทางสู่การขยายธุรกิจในระดับประเทศในอนาคต โดยใช้จุดแข็งด้านซัพพลายเชนที่มีอยู่ เพื่อให้ “Hey Gusto” กลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอาหารของไทยในอนาคต









