Homelamar odom datingเจาะกลยุทธ์ “SCG” รับมือความเสี่ยง สร้างการเติบโตจากโอกาสใหม่ ลุยปรับกระบวนการผลิตสู่กรีน ใช้จ่ายคุ้มค่า หวังปี 67 โต 20%

เจาะกลยุทธ์ “SCG” รับมือความเสี่ยง สร้างการเติบโตจากโอกาสใหม่ ลุยปรับกระบวนการผลิตสู่กรีน ใช้จ่ายคุ้มค่า หวังปี 67 โต 20%

แชร์ :

ปี 2566 เป็นอีกปีที่สร้างความท้าทายให้กับหลายธุรกิจ เพราะนอกจากเศรษฐกิจที่เติบโตช้า ยังต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้ผลประกอบการของหลายบริษัทชะลอตัว เช่นเดียวกับ “เอสซีจี” ที่มีรายได้จากการขายในปี 2566 อยู่ที่ 499,646 ล้านบาท ลดลง 12% จากปีก่อน ส่งผลให้ในปี 2567 เอสซีจีต้องปรับตัวทุกมิติ เพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงผันผวน พร้อมสร้างการเติบโตให้มากกว่าเดิม

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

ปี 2567 ยังท้าทาย แต่ก็มีโอกาส

แม้รายได้จากการขายในปี 2566 จะลดลง แต่หากดูผลกำไร จะพบว่า มีกำไรรวมสุทธิ 25,915 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน ซึ่ง คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี บอกว่า สาเหตุหลักมาจากรายการพิเศษ ซึ่งเป็นกำไรจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566

โดย ธุรกิจเคมิคอลส์ หรือ SCGC ยังคงเป็น Core Business ที่สร้างรายได้ให้กับเอสซีจี โดยในปี 2566 มีรายได้จากการขาย 191,482 ล้านบาท ตามด้วย ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 189,348 ล้านบาท และ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง หรือ SCGP มีรายได้จากการขาย 129,398 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ในปีนี้ คุณธรรมศักดิ์ มองว่า โลกยังมีความผันผวนอยู่ และมีหลายอย่างที่ต้องจับตาต่อ ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็เห็นโลกขยับตัวสู่นวัตกรรรมกรีน หรือรักษ์โลกมากขึ้นด้วย ดังนั้น ภายใต้ความท้าทายเหล่านี้ ก็ยังมีโอกาสทางธุรกิจอยู่เช่นกัน

“ในขณะที่เราปรับตัวต่อสู้กับความท้าทายต่างๆ เราก็ต้องทรานส์ฟอร์มตัวเองสู่กรีนเพื่อรองรับกับความต้องการและโอกาสใหม่ๆ เช่นกัน” คุณธรรมศักดิ์ ย้ำถึงโอกาสและการปรับตัว

ทรานส์ฟอร์มสู่กรีน

เพื่อให้เห็นภาพการทรานส์ฟอร์มสู่การผลิตที่เป็นกรีนมากขึ้น คุณธรรมศักดิ์ ได้ยกตัวอย่าง ธุรกิจเคมิคอลล์ ที่ได้พัฒนานวัตกรรมพลาสติกรักษ์โลก SCGC GREEN POLYMER ซึ่งปีที่ผ่านมามียอดขายเติบโตน่าพอใจ อยู่ที่ 218,000 ตัน เพิ่มขึ้น 56% จากปีก่อน และตั้งเป้าสู่ Green polymer ให้ได้ 1 ล้านตัน ในปี 2573 รวมทั้งพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง (HVA) ให้มีสัดส่วนสูงขึ้น

ขณะที่ ธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน มุ่งนำเสนอโซลูชันการออกแบบอาคารที่ช่วยคำนวณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการก่อสร้าง ด้วยแพลตฟอร์ม ‘KITCARBON’ ควบคู่ไปกับการพัฒนา ‘ปูนคาร์บอนต่ำ’ เจนเนอเรชั่นที่ 2 ออกตลาด หลังจากรุ่นแรกได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งยังสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน และล่าสุดยังขยายการส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย โดยปูนคาร์บอนต่ำเจนเนเรชั่นที่ 2 จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นจากรุ่นแรกอีก 5%

“สมัยก่อนพูดถึงปูนคาร์บอนต่ำ ไม่มีใครเชื่อ แต่วันนี้เราทำให้เห็นแล้วว่าทำได้จริง และตลาดมีความต้องการ และโอกาสอีกมากในอนาคต”

ส่วน ธุรกิจเอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง บริษัทมีการปรับใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิต พร้อมทั้งพัฒนาสมาร์ทโซลูชันตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ที่ต้องการประหยัดพลังงาน และปลอดภัยในการใช้ชีวิต เช่น ‘SCG Active Air Quality’ นวัตกรรมเติมอากาศดีให้บ้าน ป้องกันมลพิษ ฝุ่น PM 2.5 เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส ‘หลังคาเอสซีจี เมทัลรูฟ รุ่น คอมฟอร์ท ลอน Snap Lock’ นวัตกรรมหลังคาช่วยป้องกันเสียงจากภายนอก และกันความร้อน ประหยัดการใช้พลังงานภายในบ้าน และ ‘SCG Solar Roof Solutions’ ทั้งยังมุ่งขยายสมาร์ทโซลูชันสู่ตลาดใหม่ๆ เช่น การติดตั้งนวัตกรรมบำบัดอากาศเสียพร้อมประหยัดพลังงาน ‘SCG Air Scrubber’ ให้อาคาร Keppel Bay Tower โครงการอสังหาฯ ระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศสิงคโปร์ และเป็นอาคารแห่งแรกในสิงคโปร์ที่ได้รางวัล Green Mark Platinum (Zero Energy) หรือรางวัลอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวช่วยประหยัดพลังงานจากระบบปรับอากาศได้สูงสุด 30%

ด้าน ธุรกิจแพคเกจจิ้ง หรือ SCGP บริษัทมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Bio-Solutions ที่เป็นเมกะเทรนด์และเติบโตสูง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิต และเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือกเป็น 35% ของการใช้พลังงานทั้งหมด

เน้นใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า

นอกจากการทรานส์ฟอร์ไปสู่การผลิตที่เป็นกรีนมากขึ้นแล้ว คุณธรรมศักดิ์ บอกว่า อีกสิ่งที่สำคัญมากคือ การใช้จ่ายอย่างประหยัดและคุ้มค่า เพราะเป็นวิธีจะช่วยสร้างความ Stability ให้กับองค์กรท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และเมื่อเงินเหลือก็สามารถนำไปจ่ายแบงก์ ทำให้ต้นทุนทางการเงินลดลง และสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร

โดยคุณธรรมศักดิ์ มั่นใจว่า จากการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่การผลิตที่เป็นกรีนมากขึ้น และปรับตัวในทุกมิติ จะส่งผลให้ตลาดในประเทศและต่างประเทศของเอสซีจีมีการเติบ โดยตั้งเป้าในปี 2567 จะมีรายได้จากการขายรวมเติบโตขึ้นประมาณ 20% และวางเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตที่เป็นกรีนให้เป็น 70% ให้ได้ จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนกว่า 30%


แชร์ :

You may also like