Homehttps://www.brandbuffet.in.th/male-hookup-sites/Goldman Sachs คาด “จีน” ขึ้นแท่นผู้นำเศรษฐกิจโลกปี 2035

Goldman Sachs คาด “จีน” ขึ้นแท่นผู้นำเศรษฐกิจโลกปี 2035

ด้าน "อินเดีย" พร้อมแซงสหรัฐฯ ในปี 2075 ผลัก "พญาอินทรี" หล่นมาอยู่อันดับสาม

แชร์ :

Goldman Sachs คาดการณ์ “จีน” จ่อขึ้นแท่นผู้นำเศรษฐกิจโลกในอีก 12 ปีข้างหน้า (ภายในปี 2035) ส่วนอินเดียเตรียมก้าวแซงสหรัฐอเมริกาในปี 2075 (หรือเท่ากับ 52 ปีข้างหน้า) เช่นกัน และการเติบโตของทั้งสองประเทศจะผลักให้พญาอินทรีหล่นมาอยู่อันดับ 3 และอาจทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

สำหรับรายงานดังกล่าว Goldman Sachs ระบุด้วยว่า ได้มีการจัดทำประมาณการระยะยาวของประเทศในกลุ่ม BRICs (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) เป็นครั้งแรกด้วย โดยข้อมูลชุดนี้เป็นการศึกษาที่ครอบคลุมข้อมูลจาก 104 ประเทศ และคาดการณ์ล่วงหน้าถึงปี 2075 โดยภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกนั้น Goldman Sachs ระบุว่า หากไม่เกิดเงินเฟ้อมากจนเกินไป ก็คาดว่าจะเศรษฐกิจโลกจะเติบโตเฉลี่ย 2.8% ต่อปี (ระหว่างปี 2024 ถึง 2029) และจะค่อย ๆ ลดลงหลังจากนั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่จะเกิดตามมาอย่างแน่นอนก็คือ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลง เนื่องจากอัตราการเติบโตของประชากรโลกลดลงครึ่งหนึ่งในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะหลายประเทศมีความกังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม – ทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ แต่เมื่อมีการควบคุมจำนวนประชากร ประเทศเหล่านั้นก็ต้องแลกกับการที่มีประชากรสูงอายุจนทำให้ค่ารักษาพยาบาล – เงินสำหรับดูแลผู้สูงอายุหลังเกษียณเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ในรายงานดังกล่าว Goldman Sachs ยังระบุด้วยว่า จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย มีตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเหนือกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ขณะที่ประเทศอย่างรัสเซีย บราซิล และละตินอเมริกาก็ทำได้ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เช่นกัน ซึ่งการเติบโตนี้ Goldman Sachs คาดว่าจะทำให้ GDP โลกเทน้ำหนักมาทางเอเชียเพิ่มขึ้นในอีก 30 ปีข้างหน้า นอกจากนั้น Goldman Sachs ยังมองไปถึงการเติบโตของจำนวนประชากรอย่างรวดเร็วในประเทศอย่างไนจีเรีย ปากีสถาน และอียิปต์ ที่อาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มีขนาดใหญ่ขึ้นในอนาคตด้วย

“อินเดีย” เบอร์สองของโลก

นอกจากจีนที่ Goldman Sachs ยกให้เป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในยุคต่อไปแล้ว “อินเดีย” ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตา เพราะตามรายงานชิ้นนี้ของ Goldman Sachs ตัวเลข GDP ของอินเดียจะก้าวขึ้นเป็นอันดับสองของโลกในปี 2075 เลยทีเดียว

เหตุที่ Goldman Sachs คาดการณ์เช่นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนประชากรที่มีสูงมากของอินเดีย เมื่อผนวกกับการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี และเงินลงทุนจากชาติต่าง ๆ ที่วิ่งเข้าหาแล้ว Goldman Sachs คาดว่าจะทำให้อินเดียกลายเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูง และสามารถผลักดันเศรษฐกิจของตนเองให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ขนาดเศรษฐกิจของอินเดียถูกจัดไว้ที่อันดับ 5 ของโลก โดยเป็นรองประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเยอรมนี

คน – นวัตกรรม – เงินทุน สามปัจจัยที่มารวมกันในอินเดีย

สำหรับในเรื่องประชากร ไม่เฉพาะจำนวนประชากรที่สูงมากที่ทำให้อินเดียเป็นที่จับตา แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้อินเดียก้าวขึ้นเป็นเบอร์สองก็คือตัวเลข Dependency ratio ของอินเดียที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ

หมายเหตุ – ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า Dependency Ratio (หรือแปลเป็นไทยว่า อัตราส่วนการเป็นภาระ) หมายถึง อัตราส่วนของประชากรที่ไม่ได้ทำงานเชิงเศรษฐกิจ (Not economically active) ต่อประชากรที่ทำงานเชิงเศรษฐกิจ (Economically active) 100 คน ซึ่งตัวเลขนี้จะสะท้อนว่า คนทำงานเชิงเศรษฐกิจ 100 คน ต้องรับภาระเลี้ยงดูเด็กและผู้สูงอายุจำนวนกี่คนนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ การที่อินเดียมีตัวเลขดังกล่าวต่ำ ย่อมหมายถึงอินเดียมีประชากรวัยทำงานที่พร้อมจะเดินหน้าเศรษฐกิจได้สูงกว่าอีกหลายประเทศ

ส่วนปัจจัยเรื่องนวัตกรรมนั้น ข้อมูลจาก Nasscom ซึ่งเป็นสมาคมด้านการค้าของอินเดียระบุว่า ในปี 2023 รายได้จากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของอินเดียจะมีมูลค่าเท่ากับ 245,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมาจากธุรกิจไอที การปรับกระบวนการทำงานของภาคธุรกิจ และการพัฒนาซอฟต์แวร์

ปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องของเงินทุนของบริษัทต่าง ๆ ที่กำลังมุ่งไปหาอินเดีย โดยในรายงานของ Goldman Sachs ระบุว่า ภาพรวมของอินเดียกำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี เช่น อัตราการออมเพิ่มขึ้น ตัวเลข Dependency Ratios ที่ลดลง คนอินเดียมีแนวโน้มจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีเงินทุนจากบริษัทต่าง ๆ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ความท้าทายอินเดีย “จ้างงานผู้หญิง” ยังต่ำ

ส่วนสิ่งที่ Goldman Sachs เห็นว่าอินเดียยังพัฒนาได้อีกก็คือตัวเลขการจ้างแรงงานผู้หญิงที่ยังต่ำอยู่ โดยตอนนี้อยู่ที่ 20% เท่านั้น และส่วนใหญ่หญิงชาวอินเดียมักรับจ้างผลิตงานเป็นชิ้น ๆ ซึ่งงานในลักษณะดังกล่าวไม่ถูกจัดเป็นงานในเชิงเศรษฐกิจนั่นเอง โดยตัวเลข GDP ของอินเดียในไตรมาสแรกของปี 2023 นั้น พบว่า ขยายตัว 6.1% สูงกว่าที่ Reuters คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโต 5% ด้วย

Source

Source


แชร์ :

You may also like