“บริทาเนีย” (BRI) บุกเต็มตัวอสังหาฯ แนวราบ เข้าใจทุก Pain Point การใช้ชีวิตยุคใหม่…เตรียม IPO เข้าตลาด

ไตรมาส 4 ปีนี้ มีหลายปัจจัยบวกหนุนภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวชัดเจน จากสถานการณ์โควิด-19 ที่มียอดผู้ติดเชื้อใหม่ลดลงต่อเนื่อง การผ่อนคลายมาตรการให้กิจการต่างๆ กลับมาเปิดดำเนินงานนโยบายเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคกลับมาจับจ่ายใช้สอย และเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ประกอบการทำการตลาดในช่วงไฮซีซันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

- Advertisement -

อีกปัจจัยสำคัญคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (มาตรการ LTV) ชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2564 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2565

เรื่องหลักๆ  1. ปรับเพดานสัดส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ของสัญญาซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไปที่ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท จากเดิม 70-90% เพิ่มเป็น 100%  ขณะที่สัญญาซื้อหลังแรกยังคงเดิมอยู่ที่ 100% พร้อมให้เงินกู้เพิ่มอีก 10% เพื่อใช้ในการซื้อเฟอร์นิเจอร์ (รวม 110% จากมูลค่าหลักประกัน) และ 2. ปรับสัดส่วนเพดานเงินกู้ของสัญญาซื้อที่อยู่อาศัยที่ราคาสูงกว่า 10 ล้านบาทเป็นต้นไป จากเดิม 70-90% เพิ่มเป็น 100% ตั้งแต่สัญญาหลังแรกเป็นต้นไป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าการผ่อนปรนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภค และช่วยให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ นำไปเป็นเครื่องมือในการทำการตลาดกระตุ้นยอดขาย หากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น สถานการณ์โควิดคลี่คลาย ภาวะเงินเฟ้อในประเทศไม่รุนแรง การผ่อนปรนเกณฑ์มาตรการ LTV ในครั้งนี้ จะช่วยหนุนให้ตลาดที่อยู่อาศัยทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงปี 2565

โดยยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศตลอดช่วงเวลาของมาตรการ LTV จะเพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดไว้คิดเป็นมูลค่าราว 18,000 – 30,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีมาตรการฯ  ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศทั้งปี 2564 น่าจะมีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 2.4 แสนหน่วย หดตัว 33.1% จากปี 2563

ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ จึงเห็นผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ ออกมาทำตลาดกันคึกคักจากทิศทางการฟื้นตัวเศรษฐกิจและปัจจัยบวกหนุนกำลังซื้อ

รู้จัก “บริทาเนีย” ธุรกิจเรือธง “ออริจิ้น” บุกอสังหาฯแนวราบ

​เป็นหนึ่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตมาต่อเนื่อง สำหรับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI นับตั้งแต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในปี 2558 ปัจจุบัน ORI มีมาร์เก็ตแคปติดอยู่ในกลุ่มท็อปเทน  ล่าสุดได้รับการคัดเลือกจาก ตลท. เข้าสู่รายชื่อหุ้นยั่งยืน หรือ Thailand Sustainability Investment (THSI) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง ประจำปี 2564

ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบกับหลายธุรกิจ แต่ “ออริจิ้น” ทำผลงาน 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.) ของปี 2564 ด้วยยอดขายสะสมกว่า 23,000 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 22% ไตรมาสสุดท้ายปีนี้ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่มากที่สุดเช่นเดียวกับทุกปี หนุนภาพรวมยอดขายทั้งปีสร้างสถิติใหม่นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท (All Time High) ที่ 29,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้

หากดูโครงสร้างกลุ่ม “ออริจิ้น” ถือเป็นผู้ประกอบการอสังหาฯครบวงจร มีธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขาย พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 86 โครงการ (ณ สิ้นไตรมาส 3/2564) รวมมูลค่าโครงการกว่า 137,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง เช่น โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาฯ  ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า และที่ปรึกษาอสังหาฯ และยังมองโอกาสขยายธุรกิจใหม่ๆ ต่อเนื่อง

จากโครงสร้างธุรกิจหลากหลายของออริจิ้น จิ๊กซอว์สำคัญสร้างการเติบโตคือ บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ถือเป็น Flagship Company ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2559 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2564 มีทุนจดทะเบียนจำนวน 428.57 ล้านบาท โดยเป็นทุนชำระแล้วจำนวน 300 ล้านบาท

ปัจจุบันบริทาเนีย พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยบ้านแนวราบในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งทำเลที่มีการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น พื้นที่โซนภาคตะวันออก ภายใต้ 4 แบรนด์หลัก แบ่งตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและรูปแบบของโครงการ ได้แก่

1. “เบลกราเวีย” พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบประเภทบ้านเดี่ยว

2. “แกรนด์ บริทาเนีย” พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบประเภทบ้านเดี่ยว และบ้านแฝด

3. “บริทาเนีย” พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม

4. “ไบรตัน” พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม

นับจากเปิดโครงการแรก “บริทาเนีย ศรีนครินทร์” (Britania Srinakarin) ในปี 2560 ถึงปัจจุบันทุกแบรนด์ได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค จากความโดดเด่นด้านการออกแบบบ้าน พื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน รูปแบบโครงการ สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ และบริการหลังการขายให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

ตามดู 5 กลยุทธ์ “บริทาเนีย” ในตลาดอสังหาฯ

เส้นทาง Flagship Company ของบริทาเนีย นับจากเริ่มเปิดโครงการแรกในเดือนพฤศจิกายนปี 2560  แต่สร้างรายได้และกำไรมาต่อเนื่องในธุรกิจอสังหาฯ แนวราบ แม้เป็นผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาดได้เพียง 4 ปี มาจาก 5 กลยุทธ์สำคัญที่นับเป็นจุดแข็งของบริทาเนีย

1. จำนวนโครงการเติบโตก้าวกระโดด

จุดเริ่มต้นของ บริทาเนีย ที่ก่อตั้งบริษัทในปี 2559 เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบ จากนั้นจำนวนโครงการเติบโตก้าวกระโดดจาก 1 โครงการ ในปี 2560 เป็น 30 โครงการ ในปี 2564 จากการเพิ่มจำนวนโครงการไปยังทำเลศักยภาพต่างๆ ที่ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมไปถึงทำเลที่มีการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น พื้นที่โซนภาคตะวันออก

โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค จากการยอมรับในแบรนด์ของกลุ่มบริทาเนีย จนมีอัตราเฉลี่ยการขายต่อ 1 โครงการที่ระยะเวลาประมาณ 1.5 – 2 ปี จึงพัฒนาได้ต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ด้วยการสื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภคเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น เน้นรายละเอียดต่างๆ ของโครงการที่มีคุณภาพ อาทิ ดีไซน์ ฟังก์ชัน ระบบความปลอดภัย พื้นที่ส่วนกลาง ทำเลที่ตั้ง

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564 บริทาเนีย มีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 13 โครงการ มูลค่ารวม 17,550 ล้านบาท โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 6 โครงการ มูลค่ารวม 4,300 ล้านบาท และโครงการในอนาคต 9 โครงการ มูลค่า 10,800 ล้านบาท

2. ดีไซน์ตอบไลฟ์สไตล์ลูกค้า ชูบริการหลังการขายสร้าง Brand Loyalty

การออกแบบบ้านและให้บริการลูกค้า ภายใต้แนวคิด Human Centric โดยศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการพื้นฐานของผู้อยู่อาศัย รวมทั้งศึกษาปัญหาต่างๆ (Customer Pain Point) ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพื่อเข้าใจการใช้ชีวิตของผู้อาศัยเพื่อออกแบบโครงการให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้อาศัย ทำให้แบบบ้านปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยและสอดคล้องกับวิถีชีวิต เพื่อให้แบบบ้าน เน้นฟังก์ชันการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น

– บ้านลักซ์ชัวรี่ จะมีสระว่ายนํ้าในบ้านให้ได้ระยะที่เหมาะสมกับการว่ายนํ้าเพื่อการออกกำลังกาย

– บ้านเดี่ยว ออกแบบพื้นที่ Outdoor สำหรับเป็นพื้นที่ครัวไทย ระบายอากาศโดยธรรมชาติ

– บ้านทาวน์โฮม เพิ่มพื้นที่รองรับผู้สูงอายุ หรือแขก ที่บริเวณชั้น 1 เพื่อเป็นพื้นที่ห้องนอน หรือปรับเป็นห้องทำงานได้

จากฟังก์ชันการใช้งานที่แต่ละแบรนด์ออกแบบมาให้ เมื่อซื้อบ้านแล้วลูกค้าสามารถเข้าอยู่ได้เลย โดยไม่ต้องต่อเติมหรือปรับแก้ภายหลัง ทำให้เกิดความรู้สึกคุ้มค่าในการซื้อบ้าน

นอกจากนี้ การออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็น ซุ้มทางเข้าโครงการ อาคารสโมสรขนาดใหญ่ พร้อมด้วยฟังก์ชันรองรับการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ ทั้งสระว่ายนํ้าระบบเกลือ อุปกรณ์ห้อง Fitness จำนวนมาก ห้องโยคะ จึงตอบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตยุคใหม่

เมื่อการซื้อบ้านถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ เพราะต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในการเลือกซื้อบ้าน  บริทาเนีย จึงมีนโยบายการบริการหลังการขายแบบตลอดช่วงอายุการพักอาศัย (Long-Life Living After Sale Service) ครอบคลุมการบริการหลังการขายในหลายด้าน ทั้งช่วงระยะเวลาประกันและหลังประกันแล้ว เช่น การรับประกันคุณภาพของโครงสร้างบ้านหลังจากวันที่โอนกรรมสิทธิ์นาน 5 ปี การให้คำปรึกษาในการติดต่อขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงิน ระบบการแจ้งซ่อม และการติดตามสถานะการซ่อมผ่าน Mobile Application* เป็นต้น

หมายเหตุ : *Mobile Application ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา

อีกทั้งได้พัฒนา Living Solution Platform งานบริการการอยู่อาศัยของลูกค้าให้มีความสะดวกสบาย โดยเป็นพันธมิตรร่วมกับแบรนด์ชั้นนำในงานบริการด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัย อาทิ บริการด้านสุขภาพ บริการด้านสัตว์เลี้ยง และเซอร์วิสงานให้บริการในการดูแลบ้านในด้านต่างๆ

จากความใส่ใจในการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายต่อลูกค้าผู้ซื้อบ้านทำให้เกิดเป็นความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ส่งผลให้ลูกค้าหลายรายเป็นลูกค้าที่ได้รับการบอกต่อจากลูกค้าที่เคยซื้อบ้านของบริทาเนีย

3. การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรแข็งแกร่ง

การบริหารต้นทุนการก่อสร้างเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย  บริทาเนียมีหน่วยงานคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างหลายรายเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรเติบโตต่อเนื่อง

นอกจากนี้มีทีมวิศวกรที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ทำงานร่วมกับผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบคุณภาพงานก่อสร้างให้เป็นไปตามมาตรฐานและควบคุมเวลาตามแผนการก่อสร้างที่วางไว้ โดยมีเจ้าหน้าที่ QC ในการตรวจสอบบ้านแต่ละหลัง ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดก่อนการรับมอบ

สำหรับการเลือกวิธีที่ใช้ก่อสร้าง บริษัทฯ จะประเมินจากความคุ้มค่า และรูปแบบของแต่ละประเภทโครงการ เพื่อประหยัดเวลาที่ใช้ในการก่อสร้าง รวมถึงควบคุมต้นทุนให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

4. “ออริจิ้น” ผู้ถือหุ้นใหญ่พร้อมสนับสนุน

บริทาเนีย ถือเป็น Flagship Company ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบของกลุ่มออริจิ้น หนึ่งในผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ของไทย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เติบโตไปด้วยกัน อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากการทำงานร่วมกันทางธุรกิจ เรื่องหลักๆ ดังนี้

– ได้รับการสนับสนุนด้านเงินกู้ยืมจากออริจิ้น ทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนทางการเงินที่สามารถแข่งขันได้ในช่วงเริ่มต้นการประกอบธุรกิจ นอกจากนี้ออริจิ้น มีอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินขององค์กรที่แข็งแกร่ง ช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายหลังจากการ IPO ในครั้งนี้

– ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางธุรกิจอันดีและยาวนานของกลุ่มออริจิ้นที่มีกับกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ขายวัสดุก่อสร้าง พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้าต่างๆ

– ได้รับประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างหรือวัสดุก่อสร้างในปริมาณมาก เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และได้รับประโยชน์จาก Economy of Scale

– การเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดกลุ่มคนที่มีความสามารถให้มาร่วมงาน

5. ผู้บริหาร-ทีมงานมืออาชีพ

ธุรกิจอสังหาฯ ที่มีการแข่งขันสูง มีผู้เล่นอยู่ในตลาดจำนวนมาก บริทาเนีย เป็นรายใหม่ในตลาดแนวราบที่ก่อตั้งมาได้ 5 ปี แต่แบรนด์เป็นที่รู้จักดีในกลุ่มลูกค้า สร้างผลงานเติบโตทุกปี มาจากการให้ความสำคัญกับการบริหารงานแบบมืออาชีพด้วยทีมงานที่มีคุณภาพและมีวิสัยทัศน์ นำโดย คุณศุภลักษณ์ จันทร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI

โดยผู้บริหารของ บริทาเนีย มีประสบการณ์ในธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ โดยเฉลี่ยมากกว่า 10 ปี รวมทั้งกรรมการก็เป็นผู้มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถด้านธุรกิจที่หลากหลายอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมีทีมงานที่มีประสบการณ์ มีความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ เป็นอย่างดี พนักงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่น มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ และมีความเข้าใจในการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี ส่งผลให้สามารถพัฒนาโครงการที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของลูกค้าและสามารถตอบสนองตวามต้องการของลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ

“บริทาเนีย” เตรียม IPO 252.65 ล้านหุ้น

บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ เตรียมเสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ต่อประชาชน (IPO) ไม่เกิน 252,650,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 29.6% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ เพื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

โดยกำหนดวัตถุประสงค์การระดมทุนในครั้งไว้เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงการ การขยายธุรกิจ ชำระเงินกู้ยืม และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

“บริทาเนีย-ออริจิ้น” ทำสัญญาชัดไม่แข่งขันธุรกิจ

ปัจจุบัน ออริจิ้น เป็นผู้ถือหุ้น บริทาเนีย 100%  และทั้งสองบริษัทเป็นผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ เหมือนกัน ดังนั้น การเตรียม IPO เข้าตลาดฯ ของบริทาเนีย  จึงมีการกำหนดขอบเขตทางธุรกิจทั้ง 2 บริษัทไว้อย่างชัดเจน  เพื่อป้องกันการดำเนินธุรกิจที่อาจมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันในอนาคต

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 บริทาเนีย และ ออริจิ้น ได้ทำสัญญาไม่แข่งขันทางธุรกิจขึ้น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ บริทาเนีย ได้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุปข้อตกลงที่สำคัญดังนี้

1. บริทาเนีย ตกลงว่าตลอดระยะเวลาที่สัญญามีผลบังคับจะประกอบธุรกิจได้เฉพาะธุรกิจที่เป็นธุรกิจหลักเท่านั้น และจะดำเนินการใดๆ ตามที่จำเป็นเพื่อให้บริษัทในกลุ่มบริทาเนีย ดำเนินการตามข้อตกลงในสัญญาไม่แข่งขันทางธุรกิจด้วย

“ธุรกิจหลัก” ของบริทาเนีย หมายถึง 1. ธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม ทาวน์เฮ้าส์ และอสังหาฯ อื่นที่มีลักษณะเดียวกัน ต้องไม่มีลักษณะเป็นอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด และ 2.โครงการพัฒนาอสังหาฯ ประเภท Mixed-use ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ รวมถึงธุรกิจที่สนับสนุนโครงการพัฒนาอสังหาฯ ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ เช่น คอมมูนิตี้มอลล์ หรือห้างสรรพสินค้าที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือใกล้เคียงกับโครงการพัฒนาอสังหาฯประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ

2. ออริจิ้น ตกลงว่าจะไม่ประกอบธุรกิจประเภทที่เป็นธุรกิจหลักของบริทาเนีย และจะดำเนินการใด ๆ ตามที่จำเป็นเพื่อให้บริษัทในกลุ่มออริจิ้น ดำเนินการตามข้อตกลงในสัญญาไม่แข่งขันทางธุรกิจด้วย

ย้อนดูผลประกอบการ 3 ปี BRI รายได้-กำไรโตต่อเนื่อง

หลังจากบริทาเนีย เริ่มเปิดตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบโครงการแรกในปี 2560 สามารถสร้างขยายโครงการใหม่และปิดยอดขายมาได้ต่อเนื่อง สร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในตลาดแนวราบได้เป็นอย่างดี สะท้อนได้จากตัวเลขรายได้และกำไรสุทธิในแต่ละปี

– ปี 2561 รายได้รวม 515.47 ล้านบาท กำไรสุทธิ 71.65 ล้านบาท

– ปี 2562 รายได้รวม 1,561.01 ล้านบาท กำไรสุทธิ 207.14 ล้านบาท

– ปี 2563 รายได้รวม 2,342.09 ล้านบาท กำไรสุทธิ 348.72 ล้านบาท

– ปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) รายได้รวม 1,761.04 ล้านบาท กำไรสุทธิ 287.71 ล้านบาท

โดยมีอัตราการเติบโตของรายได้รวมเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ในปี 2561 – 2563 อยู่ที่ 113.16% ต่อปี สาเหตุหลักมาจากแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรรเติบโตต่อเนื่อง จากการขยายตัวของเมืองตามการขยายตัวของระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน ทางด่วน รถไฟฟ้า รวมทั้งการลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่กระจายไปตามชุมชนชานเมืองและจุดเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับเขตเศรษฐกิจสำคัญของภาคต่างๆ ในประเทศ

ประกอบกับราคาคอนโดมิเนียมที่ปรับตัวสูงขี้น รวมทั้งสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น เนื่องจากต้องการที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นส่วนตัวและมีความเป็นสัดเป็นส่วนในการอยู่อาศัย และเทรนด์ใหม่ Work From Home

โดยเห็นได้จากส่วนแบ่งของยอดขายที่อยู่อาศัยประเภทแนวราบในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นในรอบ 16 ปี อยู่ที่  60% ของยอดขายที่อยู่อาศัยทั้งหมด ส่งผลให้โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบของบริทาเนีย ได้รับการตอบรับที่ดีจากการใช้ชีวิตยุคใหม่และเติบโตขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันรวมทั้งแนวโน้มในอนาคต