‘มิชลิน’ ชูกลยุทธ์ “ความยั่งยืนทุกด้าน” รุกก้าวสู่ปี 2573 ภายใต้แนวคิด MICHELIN IN MOTION [PR]

ในงานประกาศแผนการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ต่อกลุ่มนักลงทุน หรือ Capital Markets Day ของกลุ่มมิชลิน  มร.ฟลอรองต์ เมอเนโกซ์ (Florent Menegaux) ประธานกรรมการจัดการ, มร.อีฟ ชาโป (Yves Chapot) ผู้จัดการทั่วไปและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ตลอดจนกรรมการบริหารกลุ่มมิชลินทั้งคณะ ได้ร่วมกันนำเสนอแผนกลยุทธ์ “ความยั่งยืนทุกด้าน” (All Sustainable) ของกลุ่มมิชลินเพื่อก้าวสู่ปี 2573 ภายใต้แนวคิด MICHELIN IN MOTION

- Advertisement -

โดย มร.เมอเนโกซ์ ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ “ความยั่งยืนทุกด้าน” บนพื้นฐานของความพยายามสร้างสมดุลระหว่างผู้คน (People), ผืนโลก (Planet) และผลกำไร (Profit) พร้อมทั้งเผยถึงเป้าหมายของกลุ่มมิชลินในปี 2573 ซึ่งเชื่อมโยงกับดัชนีชี้วัด 12 ประการ ที่ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ไปจนถึงผลประกอบการทางสังคมและทางการเงิน (ดูรายละเอียดที่หน้า 4-5)

นอกจากนั้น มร.เมอเนโกซ์ ยังเน้นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มมิชลินที่จะบรรลุเป้าหมายดังต่อไปนี้

ผู้คน

  • มีอัตราความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรมากกว่าร้อยละ 85
  • เพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่งบริหารให้ถึงร้อยละ 35
  • กำหนดค่ามาตรฐานทั่วโลกสำหรับความปลอดภัยในที่ทำงาน โดยมุ่งให้มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน (Total Case Incident Rate: TCIR)[1] ต่ำกว่า 5

ผืนโลก

  • ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมประเภท (Scope) ที่ 1 และ 2 ลงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปี 2553 รวมทั้งลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมประเภทที่ 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคการคมนาคมขนส่งลงให้ได้อย่างชัดเจน โดยทุกประเภทมีเป้าหมายร่วมกันคือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ภายในปี 2593
  • เพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนในผลิตภัณฑ์ให้อยู่ที่ร้อยละ 40 ภายในปี 2573 เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายที่จะใช้วัตถุดิบที่ยั่งยืนทั้งหมด หรือ ร้อยละ 100 ภายในปี 2593

ผลกำไร

  • ขับเคลื่อนการเติบโตแบบยั่งยืนต่อเนื่อง โดยมียอดขายระหว่างปี 2566-2573 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5 ต่อปี หลังจากวิกฤติที่สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สิ้นสุดลง
  • มีสัดส่วนยอดขายจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับยางล้ออยู่ที่ร้อยละ 20-30 เพื่อเสริมสร้างคุณค่าที่สำคัญโดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินทุน (Return On Capital Employed: ROCE) ระหว่างปี 2566-2573 อยู่ที่มากกว่าร้อยละ 10.5

ช่องทางการเติบโตทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับยางล้อ

มิชลินจะขยายตัว ลงทุน และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ในธุรกิจยางอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มการเดินทางสัญจรหลังวิกฤติโควิด-19 และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นโอกาสในการเติบโตของกลุ่มมิชลิน ซึ่งมุ่งมั่นพัฒนาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่าในด้านการออกแบบและผลิตยางล้อสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะมาโดยตลอด ในภาคการขนส่งทางบก กลุ่มมิชลินจะให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่า ขณะที่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางรถเหมือง ยางรถตักดิน ยางรถเพื่อการเกษตร ยางล้อเครื่องบิน และยางรถยนต์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ มิชลินจะยังคงเป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่โดดเด่นแตกต่าง

ด้วยศักยภาพด้านนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านวัสดุ มิชลินมุ่งขับเคลื่อนการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งไปยัง ‘ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยาง’ และ ‘ธุรกิจอื่นนอกเหนือจากยาง’ รวม 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ บริการและโซลูชั่น (Services & Solutions), วัสดุคอมโพสิตชนิดยืดหยุ่น (Flexible Composites), เครื่องมือแพทย์ (Medical Devices), การพิมพ์โลหะ 3 มิติ (Metal 3D Printing) และการสัญจรด้วยพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Mobility)

  • สำหรับธุรกิจบริการและโซลูชั่น กลุ่มมิชลินกำลังขยายโซลูชั่นด้านธุรกิจเดินรถขนส่งให้มีความหลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำวัตถุอัจฉริยะ (Smart Objects) และข้อมูลที่จัดเก็บได้มาเพิ่มคุณค่าให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น
  • มิชลินตั้งเป้ารุกขยายธุรกิจอย่างจริงจังในตลาดวัสดุคอมโพสิตชนิดยืดหยุ่น [อุปกรณ์ลำเลียง (Conveyor), สายพาน (Belt), ผ้าเคลือบ (Coated Fabrics), ซีลปิดผนึก (Seals) ฯลฯ ] ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว[2] ด้วยกลยุทธ์การเข้าซื้อและควบรวมกิจการเพื่อเสริมสร้างคุณค่า รวมทั้งการบ่มเพาะธุรกิจใหม่ๆ
  • เครื่องมือแพทย์เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า
  • ในด้านการพิมพ์โลหะ 3 มิติ กลุ่มมิชลินได้พัฒนาความเชี่ยวชาญที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของ ‘แอ๊ดอัพ’ (Add Up) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ‘มิชลิน’ กับ ‘ไฟฟ์ส’ (Fives) ในการทำตลาดโซลูชั่นหลากหลายรูปแบบตามความต้องการของผู้ผลิตเฉพาะราย
  • สำหรับการสัญจรด้วยพลังงานไฮโดรเจน กลุ่มมิชลินมุ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านระบบเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผ่าน ‘ซิมบิโอ’ (Symbio) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ‘มิชลิน’ กับ ‘โฟเรอเซีย’ (Faurecia)

ตั้งเป้าบรรลุหมุดหมายแรกแห่งความสำเร็จในปี 2566

ภายในงาน Capital Markets Day มิชลินยังได้นำเสนอปัจจัยขับเคลื่อนขีดความสามารถทางการแข่งขันเชิงอุตสาหกรรมหลายประการ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อคำนึงถึงภาวะเงินเฟ้อแล้ว (Net of Inflation) ได้สูงถึง 80 ล้านยูโรต่อปี ระหว่างปี 2563-2566 ยิ่งกว่านั้น ยังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายทั่วไป และค่าใช้จ่ายทางธุรการ (SG&A) ในธุรกิจยาง เมื่อคำนึงถึงภาวะเงินเฟ้อแล้ว ลงได้ 65 ล้านยูโร ภายในปี 2566 และ 125 ล้านยูโร ภายในปี 2568

จากนั้น มร.อีฟ ชาโป ได้ประกาศเป้าหมายทางการเงินของกลุ่มมิชลินในปี 2566 โดยคาดการณ์ว่าในปีดังกล่าวจะมียอดขายอยู่ที่ราว 24.5 พันล้านยูโร, รายได้จากการดำเนินงานตามส่วนงาน[3] (Segment Operating Income) อยู่ที่มากกว่า 3.3 พันล้านยูโร, กระแสเงินสดอิสระเชิงโครงสร้าง (Structural Free Cash Flow) [ยอดรวมปี 2565 และ 2566] อยู่ที่ 3.3 พันล้านยูโร และอัตราผลตอบแทนจากเงินทุน (Return On Capital Employed: ROCE) อยู่ที่ร้อยละ 10.5

นอกจากนี้ กลุ่มมิชลินยังได้เริ่มคำนวณต้นทุนของผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) บางประการ อาทิ ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งปริมาณการใช้น้ำและสารทำละลาย ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบเหล่านั้นลงราวร้อยละ 10 ภายในปี 2566

อีกทั้งกลุ่มมิชลินยังได้ตัดสินใจปรับนโยบายเงินปันผล โดยกำหนดเป้าหมายใหม่ในปี 2564 ที่จะจ่ายเงินปันผลในสัดส่วนร้อยละ 50 ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ (Non-Recurring Items)

ภายในงาน มร.เมอเนโกซ์ ได้เปิดเผยว่า “ภายใต้แผนกลยุทธ์ใหม่ MICHELIN IN MOTION กลุ่มมิชลินได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตใน 10 ปีข้างหน้าเอาไว้สูงมาก ผมเชื่อว่าความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรและศักยภาพด้านนวัตกรรมของทีมงานจะช่วยให้เรารักษาสมดุลระหว่างผลประกอบการทางธุรกิจที่ยั่งยืน, การพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพันธกิจต่อผืนโลกและชุมชนที่เราเข้าไปดำเนินงาน เอาไว้ได้อย่างดี  แม้จะยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณดั้งเดิมของเรา แต่ภายในปี 2573 ภาพรวมธุรกิจของกลุ่มมิชลินจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเราจะเร่งขยายกิจการไปยังธุรกิจใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งในตลาดที่เกี่ยวข้องกับยางและตลาดอื่นนอกเหนือจากยาง ศักยภาพในการปรับตัวเพื่อนำเสนอสิ่งใหม่ได้ตลอดเวลาเช่นนี้ไม่เพียงเป็นคุณสมบัติที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับมิชลินมานานกว่า 130 ปี แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเราในการก้าวสู่อนาคตด้วย

มร.ชาโป ยังได้กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติในปัจจุบันและภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน มิชลินได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพพื้นฐานในการปรับตัวได้ดีต่อปัจจัยแวดล้อมต่างๆ  ตลอดจนการมีโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม  สำหรับ MICHELIN IN MOTION ซึ่งเป็นแผนกลยุทธ์ใหม่ของมิชลิน จะช่วยให้กลุ่มมิชลินมีแนวทางในการขับเคลื่อนการเติบโตรูปแบบใหม่ๆ และลดผลกระทบภายนอกเชิงลบหลักๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มิชลินจะพัฒนาการดำเนินธุรกิจด้านยางอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ ร่วมด้วย โดยมุ่งเน้นการรักษาสถานะงบดุลและกำไรขั้นต้นให้แข็งแกร่ง

สรุปเป้าหมายที่กำหนดไว้สำหรับปี 2573

เป้าหมายดัชนีชี้วัด

 

ปี 2573
กำหนดค่ามาตรฐานทั่วโลกสำหรับอัตรา
ความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร
อัตราความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร (Engagement Rate)>85%
กำหนดค่ามาตรฐานทั่วโลกสำหรับความปลอดภัยในที่ทำงานอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน (Total Case Incident Rate: TCIR)(1)<0.5

 

กำหนดมาตรฐานด้านความหลากหลายและ
การมีส่วนร่วมของพนักงาน
ดัชนีด้านความหลากหลายและการมี
ส่วนร่วม (IMDI)(2)
80/100 คะแนน
นำภาคอุตสาหกรรมสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าดัชนีชี้วัดความพึงพอใจของพันธมิตรธุรกิจ (Partner Net Promoter Score: Partner NPS)(3)

ดัชนีชี้วัดความพึงพอใจของผู้ใช้สินค้า

(End Customer Net Promoter Score: Partner NPS)(3)

เพิ่มขึ้น 10 จุด
จากปี 2563 

เพิ่มขึ้น 5 จุด

จากปี 2563

ขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในส่วนงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจัดจำหน่ายยางอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของยอดขาย
ระหว่างปี 2566-2573สัดส่วนยอดขายของทุกกลุ่มธุรกิจรวมกัน ยกเว้นธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายยาง
5%

 

ระหว่าง 20%

ถึง 30%

สร้างคุณค่าอย่างต่อเนื่องอัตราผลตอบแทนจากเงินทุน (Return On Capital Employed: ROCE)(4)>10.5%
รักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์มิชลินค่าความสามารถในการอยู่รอดของแบรนด์ (Brand Vitality Quotient)(5)เพิ่มขึ้น 5 จุด

จากปี 2564

รักษาความเร็วในการนำเสนอนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการดัชนีความสามารถในการอยู่รอดของผลิตภัณฑ์และบริการที่นำเสนอ(Product/Offers Vitality Index)(6)>30%
บรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ในการผลิตและการใช้พลังงานภายในปี 2593ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมประเภทที่ 1 และ 2ลดลง 50%

จากปี 2553

ช่วยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ในด้านการ
ใช้งาน
ประสิทธิภาพพลังงานของผลิตภัณฑ์ (Products Energy Efficiency) (จากกิจกรรมประเภทที่ 3)เพิ่มขึ้น 10%
จากปี 2563
กำหนดค่ามาตรฐานทั่วโลกสำหรับผลกระทบ
ต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากโรงงานผลิต
ดัชนีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงอุตสาหกรรม (i-MEP)(7)ลดลง 1 ใน 3

จากปี 2563

ดูแลให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ยางผลิตขึ้นจากวัสดุที่ยั่งยืนทั้งหมดสัดส่วนวัสดุที่ยั่งยืน (Sustainable Materials Rate)40%

 

(1) อัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน (Total Case Incident Rate: TCIR) คือจำนวนอุบัติเหตุและกรณีการเจ็บป่วยจากการทำงาน ต่อการทำงาน 200,000 ชั่วโมง

(2) IMDI ย่อมาจาก Diversities and Inclusion Management Indicator

(3) ในปี 2564 จะมีการจัดทำตัวบ่งชี้ประกอบ (Composite Indicator) 2 ประเภท ได้แก่

– ดัชนีชี้วัดความพึงพอใจของผู้ใช้สินค้า (End Customer Net Promoter Score: Partner NPS) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของ
ลูกค้ากลุ่มธุรกิจและลูกค้ากลุ่มผู้บริโภค

– ดัชนีชี้วัดความพึงพอใจของพันธมิตรธุรกิจ (Partner Net Promoter Score: Partner NPS) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของ
พันธมิตรธุรกิจกลุ่มตัวแทนจำหน่ายและพันธมิตรธุรกิจกลุ่มโรงงานประกอบรถยนต์ (OEMs)

(4) การคำนวณอัตราผลตอบแทนจากเงินทุนโดยรวม (Consolidated ROCE) จะนำค่าความนิยม (Goodwill), สินทรัพย์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน
(Acquired Intangible Assets) และหุ้นในบริษัทที่ถูกลงทุนด้วยวิธีส่วนได้เสีย (Shares in Equity-Accounted Companies)
มาคำนวณรวมเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ (Economic Assets)  ทั้งนี้ กําไรสุทธิจากการดําเนินงานหลังหักภาษี (Net Operating
Profit After Tax: NOPAT) ครอบคลุมค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ตัวเงิน และผลกำไรจากบริษัทที่ถูกลงทุนด้วยวิธีส่วนได้เสีย
[ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหมวดที่ 3.6 ของคู่มือผลการดำเนินงานประจำปี 2563 ได้ที่: www.michelin.com ]

(5) เป็นตัวบ่งชี้ประกอบที่ใช้เพื่อวัดความสามารถในการอยู่รอดของแบรนด์

(6) สัดส่วนยอดขายที่ได้จากสินค้าและบริการซึ่งทำตลาดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

(7) ดัชนีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงอุตสาหกรรม (Industrial Michelin Environmental Performance: i-MEP)
จะถูกนำมาใช้ติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการดำเนินงานด้านการผลิตของกลุ่มมิชลินตลอดระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า
โดยจะช่วยเข้าใจผลกระทบเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นด้วยการเน้นประเด็นสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การใช้พลังงาน, การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์,
การใช้สารทำละลายอินทรีย์, การดึงน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ ขึ้นมาใช้ในการผลิต และการผลิตขยะ  อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ i-MEP
ได้จากบันทึกระเบียบวิธีวิจัย (Methodological Note) ในหมวดที่ 4 ของ URD ประจำปี 2563

สรุปเป้าหมายในปี 2566[4]

ยอดขายปี 2566

 

ราว 24.5 พันล้านยูโร (อัตราแลกเปลี่ยน ณ เดือนมกราคม 2564)
รายได้จากการดำเนินงานตามส่วนงาน (Segment Operating Income) ปี 2566

กำไรจากการดำเนินงานตามส่วนงาน (Segment Operating Margin)

มากกว่า 3.3 พันล้านยูโร (อัตราแลกเปลี่ยน ณ เดือนมกราคม 2564)

13.5%

กำไรจากการดำเนินงานตามส่วนงาน ปี 2566 ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทยางรถยนต์และการจัดจำหน่าย>12%
กำไรจากการดำเนินงานตามส่วนงาน ปี 2566 ของกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับการขนส่งทางบกและการจัดจำหน่าย>10%

 

กำไรจากการดำเนินงานตามส่วนงาน ปี 2566 ของกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทางและการจัดจำหน่าย>17%
กระแสเงินสดอิสระเชิงโครงสร้างรวมทั้งหมด8 ระหว่างปี 2565-25663.3 พันล้านยูโร
อัตราผลตอบแทนจากเงินทุน ปี 2566>10.5%
อัตราการเติบโตเฉลี่ยของยอดขาย (ไม่รวมกลุ่มผลิตภัณฑ์ยางและการจัดจำหน่าย) ระหว่างปี 2562-25665%
ประสิทธิภาพอุตสาหกรรม ปี 2563-2566ประหยัดค่าใช้จ่าย 80 ล้านยูโรต่อปี เมื่อคำนึงถึงภาวะเงินเฟ้อแล้ว
การลดค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายทั่วไป และค่าใช้จ่ายทางธุรการ (SG&A) ของกลุ่มธุรกิจยาง จนถึงปี 2566ประหยัดค่าใช้จ่าย 65 ล้านยูโร เมื่อคำนึงถึงภาวะเงินเฟ้อแล้ว
ต้นทุนของผลกระทบภายนอกเชิงลบ ปี 2562

ต้นทุนของผลกระทบภายนอกเชิงลบ ปี 2566

330 ล้านยูโร

300 ล้านยูโร

อัตราเงินปันผลต่อกำไร ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป50% ก่อนหักค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ

 

(8) กระแสเงินสดอิสระเชิงโครงสร้าง คือกระแสเงินสดอิสระก่อนเข้าซื้อกิจการที่ถูกปรับให้รองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงราคาวัตถุดิบ ในบัญชีเจ้าหนี้การค้า (Trade Payables), บัญชีลูกหนี้การค้า (Trade Receivables) และบัญชีสินค้าคงคลัง (Inventories)

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ไม่ใช่ข้อเสนอซื้อหรือการชักชวนให้ซื้อหุ้นมิชลิน หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมิชลิน กรุณาอ้างอิงเอกสารที่ออกในประเทศฝรั่งเศสร่วมกับบริษัทจัดหาเงินทุน Autorité des marchés ซึ่งสามารถคลิกอ่านได้จากเว็บไซต์ www.michelin.com/en/

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้อาจมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์อนาคต แม้บริษัทฯ จะเชื่อว่าข้อความดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของสมมุติฐานที่สมเหตุสมผล ณ เวลาที่ตีพิมพ์เผยแพร่เอกสารฉบับนี้ แต่ยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมากมายที่ส่งผลให้ผลลัพธ์ที่แท้จริงแตกต่างจากที่ข้อมูลกล่าวถึงหรือกล่าวเป็นนัยในการคาดการณ์อนาคต

[1] อ่านรายละเอียดในหน้า 4

[2] คาดการณ์ว่าจะมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 5 ไปจนถึงปี 2573

[3] ณ อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนมกราคม 2564

[4] คลิกอ่านรายละเอียดสถานการณ์ที่คาดการณ์ในปี 2566 จากข้อมูลนำเสนอแผนการดำเนินงาน ณ งาน Capital Markets Day ได้ที่ www.michelin.com/en/