ผ่าเบื้องหลัง “สิงห์ เอสเตท” ทุ่ม 1,300 ล้านบาท ลุยสังเวียนธุรกิจโรงไฟฟ้า

หลังจาก “สิงห์ เอสเตท” (Singha Estate) ออกมาประกาศแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ที่ต้องการเติบโต 3 เท่า โดยเพิ่มรายได้ให้กลายเป็น 20,000 ล้านบาทต่อปีในระยะเวลา 3 ปี โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะพาไปถึงเป้าหมายคือ การแตกไลน์ธุรกิจสู่ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื้อง ธุรกิจบริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจบริการนวัตกรรมอื่นๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแกนหลักเดิมอย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย ธุรกิจรีสอร์ทและโรงแรม ให้มีความได้เปรียบในการแข่งขัน พร้อมๆ กับสร้างโอกาสใหม่ในการเติบโตให้เพิ่มมากขึ้น

- Advertisement -

ล่าสุด สิงห์ เอสเตท เริ่มเดินหน้าต่อจิ๊กซอว์สู่ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วยการได้สิทธิ์เข้าซื้อหุ้นสามัญจำนวน 30% ในโรงงานไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Co-generation power plant) ถึง 3 แห่ง โดยได้สิทธิ์ซื้อที่ราคาพาร์ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 1,392 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของสิงห์ เอสเตทในการขยายธุรกิจสู่พลังงานไฟฟ้า ที่จะสร้างแหล่งรายได้ใหม่ นอกเหนือจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้กว่า 96% ทั้งยังเป็นการกระจายความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ไม่แน่นอนขึ้นด้วย

ลุยซื้อหุ้นโรงไฟฟ้า 3 แห่ง สร้างพื้นที่ยืนในตลาด

แม้ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นตลาดใหญ่และมีโอกาสมหาศาล เพราะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลาดหนึ่ง จากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันต้องไม่ลืมว่าการเป็นผู้ท้าชิงในตลาดนี้ไม่ใช่งานง่ายของ สิงห์ เอสเตท เช่นกัน  เพราะสนามนี้เต็มไปด้วย  Major Player  ที่ครองความเป็นผู้นำตลาดมายาวนาน  จึงทำให้สิงห์ เอสเตท ต้องวาง “โมเดล” ธุรกิจให้แตกต่าง เพื่อสร้างพื้นที่ยืนให้กับตัวเองในตลาด

สำหรับแนวทางที่สิงห์ เอสเตท เลือกใช้คือ การจับมือกับพันธมิตร ที่ดำเนินการธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่แล้ว โดย คุณฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สิงห์ เอสเตท อธิบายว่า วิธีการนี้จะทำให้บริษัทมีฐานธุรกิจที่มั่นคงในอุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทันที ทำให้ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ นั่นจึงเป็นที่มาของการเข้าซื้อหุ้นสามัญในโรงงานผลิตไฟฟ้าสำคัญ 3 แห่ง คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 1,392 ล้านบาท

โดยโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนร่วมแห่งแรก เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าฯ ของบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จังหวัดอ่างทอง โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 123 เมกะวัตต์ ส่วนแห่งที่สองและสาม เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าแห่งใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยมีบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 1 จำกัด และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 2 จำกัด เป็นเจ้าของใบอนุญาต ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2566 โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่โรงงานละ 140 เมกะวัตต์

ดังนั้น จึงเท่ากับว่า สิงห์ เอสเตท จะมีโรงไฟฟ้าที่มีการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันถึง 400 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นสัดส่วนค่อนข้างมาก และน่าดึงดูดใจสำหรับการเริ่มต้นบุกตลาดนี้ เพราะปัจจุบันไฟฟ้าจำนวน 270 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของกระแสไฟฟ้าที่ทั้ง 3 โรงไฟฟ้านี้จะผลิตได้รวมกันนั้น ขายได้ล่วงหน้าแล้ว

ขณะเดียวกัน เมื่อหันมาดูบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จะพบว่า เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ทำกำไรได้โดยไม่จำเป็นต้องขายไฟให้กับผู้ใช้ทั่วไป และกระแสไฟฟ้าจำนวน 75% ของกระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ ได้ถูกทำสัญญาซื้อโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 25 ปี จึงทำให้ สิงห์ เอสเตท เชื่อว่า ธุรกิจนี้จะสร้างรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จะสร้างรายได้ราว 7,500 ล้านบาท ในปี 2567

กุญแจสร้างรายได้ “สิงห์ เอสเตท” เติบโต 3 เท่าใน 3 ปี

นอกจากการสร้างรายได้ประจำเข้ามาอย่างต่อเนื่องแล้ว คุณฐิติมา บอกว่า หากมองในแง่การต่อยอดธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้ากับธุรกิจอสังหาฯ ของสิงห์ เอสเตท ยังสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทั้งยังจะเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันธุรกิจอสังหาฯ อีกด้วย เพราะหากอนาคตโครงการต่างๆ ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมีเนียม ของสิงห์ เอสเตท ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ก็จะสามารถช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลกำไรให้กับบริษัทมากขึ้น

“เรามั่นใจว่าการเข้าซื้อหุ้นในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 โรงนี้ จะสร้างรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสริมศักยภาพให้ธุรกิจต่างๆ ของสิงห์ เอสเตท (Synergy benefits) สามารถเดินหน้าต่อไปได้ในทุกสถานการณ์ (Resilient Business) รวมถึงทำให้สิงห์ เอสเตท เติบโตขึ้น 3 เท่าในเวลา 3 ปี”

ทั้งหมดคือ ทิศทางการบุกธุรกิจโรงไฟฟ้าของ “สิงห์ เอสเตท” ที่จะเข้ามาช่วยต่อยอดสร้างรายได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอสังหาฯ เพิ่มยิ่งขึ้นจากนี้