พราว เรียล เอสเตท ชูวิสัยทัศน์ more than just living รองรับ 3 เมกะเทรนด์ และ New Normal หลังโควิด-19 มั่นใจ ‘อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน’ ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยจริง [PR]

แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริหารโดย “พสุ-พราวพุธ ลิปตพัลลภ” ยังคงโดดเด่น และมีเสน่ห์ดึดดูดลูกค้า ด้วยคอนเซ็ปต์ของโครงการที่มีความเฉพาะและแตกต่างจากตลาด (unique) อย่างชัดเจน

คุณพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวของบริษัทอย่างชัดเจน แต่ในส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นของบริษัท เรามีประสบการณ์อันแข็งแกร่งด้าน Hospitality จึงนำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการใช้ชีวิตแบบรีสอร์ท ด้วยการออกแบบโครงการที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ดี ทำให้โครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” ซึ่งเป็นคอนโดสุดหรูริมหาดใจกลางเมืองหัวหิน กลายเป็นโครงการที่น่าจับตามองมากทีเดียว เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปสู่ New Normal หลายๆคนเริ่มมองหาบ้านหลังที่สอง และเริ่มให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยมากขึ้น

- Advertisement -

“เราเห็นพฤติกรรมที่คนหนีออกจากกรุงเทพฯ มาอยู่ต่างจังหวัดค่อนข้างมาก ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า ช่วงนี้คนไปหัวหินค่อนข้างเยอะ และคนเห็นความสำคัญของการมีคอนโด เพราะสถานการณ์ที่โรงแรมไม่เปิด คนเริ่มคิดแล้วว่าจำเป็นที่ต้องมีคอนโดอยู่ที่หัวหิน กลุ่มนี้คือ real demand ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าของบริษัท” คุณพราวพุธ กล่าว

ด้วยโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ คนมองหาอะไรที่มีความหนาแน่นน้อย อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เห็นได้ชัดจากจำนวนคนที่ตัดสินใจซื้อโครงการ เทียบสัดส่วนจากจำนวนคนที่เข้ามาชมโครงการ จากช่วงก่อนโควิด-19 อยู่ที่ 10-20% แต่ในเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 40-50% นั่นคือเกือบครึ่งหนึ่งที่เข้ามาชมโครงการแล้วตัดสินใจซื้อ สะท้อนให้เห็นว่าโครงการสามารถตอบโจทย์ New Normal ได้เป็นอย่างดี

“New Normal เป็นการปรับตัวในระยะสั้น ที่สำคัญกว่า New Normal คือ เมกะเทรนด์ จริงๆ เริ่มต้นมาสักพักแล้ว แต่ New Normal เป็นอะไรที่เข้ามาเร่งให้เมกะเทรนด์เหล่านี้เกิดเร็วขึ้น” คุณพราวพุธกล่าว

สำหรับ Mega Trend ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากนี้ คือ

1. สมาร์ทซิตี้ (Smart Cities) การพัฒนาระบบคมนาคมที่จะเกิดขึ้น อาทิ รถไฟความเร็วสูง และโครงการพัฒนาจากภาครัฐ จะทำให้เกิดเมืองหลักใหม่ๆ ในประเทศ ที่ทำให้บ้านหลังที่ 1 ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เมื่อบวกกับเทรนด์การทำงาน Work from Home ที่เพิ่มขึ้น ทำให้สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ก็ทำให้การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

นอกจากนี้ จารจับจ่ายใช้สอยในประเทศที่มีแนวโน้มลดลงจากโควิด-19 ทำให้รัฐบาลจะมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จึงเชื่อว่าในอีก 2-3 ปี จะเห็นการเร่งรัดโครงการต่างๆ ทั้งรถไฟความเร็วสูง การก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รวมถึงโครงการที่จะผลักดันการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งเสริมให้เมืองที่เป็น resort destination ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น

2. สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ปัจจุบันประเทศไทย ถือว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยคาดว่าประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีขี้นไป จะมีมากถึง 20% ภายในปี 2581 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า โดยในจำนวนนี้กว่า 35% ยังคงทำงานอยู่ ดังนั้น เมื่อเกิด New Normal มาเป็นแรงผลักดัน ทำให้คนกลุ่มนี้เข้าออฟฟิศน้อยลง มีความต้องการด้านอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ทั้งความพร้อมของสถานพยาบาลที่ใกล้ตัว เมื่อเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการดูแลสุขภาพที่ต้องมี Facility และการบริการที่พิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากขึ้น

3. กลุ่ม Gen X Gen Y ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนไป ใช้ชีวิตในแบบ work life balance มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อหลักในอีกในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า และกลายเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจต่างๆ

ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโครงการที่อยู่อาศัย ที่ต้องคำนึงถึงการผสมผสาน ให้ทั้ง 3 กลุ่ม คือ ผู้สูงอายุ กลุ่ม Gen X และ Gen Y ซึ่งมีความต้องการแตกต่างกัน สามารถพักอาศัยอยู่ด้วยกันได้อย่าลงตัว

คุณพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำว่า อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน เป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์ New Normal หรือ Mega Trend เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นโครงการที่เน้นความเป็นส่วนตัวสูงสุด การอยู่อาศัยที่ไม่แออัด จากจำนวนห้องทั้งโครงการที่มีเพียง 238 ยูนิต ในพื้นที่ 7 ไร่ครึ่ง โดยมีพื้นที่สีเขียวในโครงการมากกว่า 70% กับตัวห้องที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ จึงสามารถรองรับการใช้ชีวิตที่ต้องอยู่บ้าน 24 ชม.ต่อวันได้

ขณะที่พื้นที่ส่วนกลาง ได้มีการปรับเพื่อรองรับการใช้ชีวิตแบบ New Normal อาทิ บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง, เพิ่มจุดบริการ Wireless Charge & USB Port, เพิ่มพื้นที่ส่วนตัว สำหรับนั่งทำงานนอกสถานที่ทั้งวิวสวนและริมหาด, ระบบการรักษาความปลอดภัยแบบไร้การสัมผัส (Touchless) เช่น ระบบจดจำใบหน้า รวมถึง CCTV ที่สามารถสแกนอุณหภูมิร่างกายได้

จุดเด่นของโครงการอีกอย่างหนึ่ง คือ บริการมารตรฐานจากโรงแรมระดับโลก ที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตโดยไม่ต้องออกจากบ้าน อาทิ บริการคอนเชียส, บริการ in-room dining service เสิร์ฟอาหารภายในห้องพัก, บริการซื้อสินค้าหรือของสดส่งตรงถึงห้องพัก Grocery service เป็นต้น นอกจากนี้ลูกบ้านของโครงการยังจะได้รับสิทธิพิเศษระดับโลก ผ่านการเป็นสมาชิก IHG Spire Elite membership และสิทธิพิเศษครอบคลุมไลฟ์สไตล์ทุกด้านจาก “พราว พริวิเลจ” (Proud Privileges)

“จากเมกะเทรนด์ดังกล่าว เราพบว่าหัวหินสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเดินทางที่สะดวก มีรถไฟความเร็วสูง มีโครงการทำมอเตอร์เวย์ รวมถึงความครบครันของเมืองที่มีทั้งโรงพยาบาล ร้านอาหาร ที่สำคัญที่สุดคือมีชายหาด จึงเชื่อว่าหัวหินจะกลับมาได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว” คุณพสุกล่าว