จาก ‘พี่แอ๊ด’ ถึง ‘วู้ดดี้’ โมเดลปั้นแบรนด์เครื่องดื่มใหม่ ให้แจ้งเกิดได้ไว สไตล์  “คาราบาวแดง”


“ผมบอกเสมอว่า การทำธุรกิจของผม มันเป็นเรื่องของจังหวะและโอกาสที่เข้ามาเอง ผมเริ่มทำโรงเบียร์(โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง) ก็เพราะอาจารย์บรู๊ซ(บรู๊ซ แกสตัน ผู้ก่อตั้งวงฟองน้ำ) เป็นคนเดินทางบอกผมว่าอยากทำ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางเลยที่ผมจะเป็นฝ่ายไปชวน เพราะตอนนั้นอาจารย์บรู๊ซที่มีชื่อเสียงมาก กับพี่แอ๊ด(แอ๊ด คาราบาว) เขาเป็นคนที่ยิ่งใหญ่มาก พี่แอ๊ดก็เป็นฝ่ายมาพูดกับผมก่อนว่าอยากทำธุรกิจ ตอนนั้นคุยกันเป็นสิบครั้งได้มั้ง แล้วก็มีความเสี่ยงสูง เราไม่เคยทำ ไม่รู้อะไรเลย ก็ต้องพึ่งพี่แอ๊ดคนเดียว ไม่เหมือนตอนนี้ที่เรามีทุกอย่างครบ มีโรงงาน มีนวัตกรรม มีแขนขา เครือข่ายเรื่องการขาย การทำมาร์เก็ตติ้ง” คุณเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท คาราบาว กรุ๊ป เล่าถึงความร่วมมือกับศิลปิน 2 ท่าน ที่เขาทำงานด้วย จนก่อตั้งเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ 2 อย่างในชีวิตของเขา ก่อนที่ในวันนี้ความร่วมมือครั้งใหม่จะเกิดขึ้นกับดารา พิธีกร “รุ่นลูก” วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา

ถ้าจะเอาจริง กลับไปถามพ่อมาก่อน

ที่ต้องบอกว่า “รุ่นลูก” เพราะคุณเสถียรรู้จักกับคุณพ่อของคุณวู้ดดี้ “เปี่ยมศักดิ์ มิลินทจินดา” ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เป็นเอกอัครราชฑูตประจำประเทศจีน  ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่ปีแล้ว ที่วู้ดดี้เป็นฝ่ายเดินทางมาขอเข้าพบคุณเสถียรที่ออฟฟิศ พร้อมกับไอเดียที่อยากทำแบรนด์ของตัวเอง แต่ภาพยังไม่แจ่มชัดนักว่าจะทำอะไร ทำเช่นไร แต่หลังจากคุยกันเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แนวทางความร่วมมือก็ดูเหมือนจะไปในแนวทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม คุณเสถียรกลับบอกวู้ดดี้ว่า “วันนั้นผมบอกเขาว่าถ้าจะเอาจริง อยากทำงานด้วยกันจริงๆ ให้กลับไปถามพ่อมาก่อน ชวนพ่อมาหาผม ผมรู้จักกับพ่อเขามานานแล้ว ส่วนตัววู้ดดี้เองผมรู้จักไม่กี่ปี แต่ก็ชื่นชมเขา คุยกันแล้วเคมีไปกันได้ ผมบอกเขาเลยว่า ใครที่จะทำงานกับผม ต้อง “เชื่อผม” เพราะทำธุรกิจหลายเรื่องต้องเดินไปก่อน เหตุผลหรือคำอธิบายต่างๆ ค่อยตามมา ไม่อย่างงั้นมันไม่ทัน แล้วเขาก็ต้องเชื่อใจว่าเราไม่เอาเปรียบเขา ไม่โกงเขา ไม่เอาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว แล้วเขาก็กลับมาหาผม”

ทางด้านคุณวู้ดดี้เอง ก็เล่าว่า “มาคุยกับคุณเสถียรแล้วพบว่าที่นี่ทำงานไวมาก ทุกอย่างเกิดขึ้น โคตรไว ขณะที่ตัวผมเองก็เป็นคนไฮเปอร์อยู่แล้ว สินค้ามันถึงได้เกิดขึ้นภายในไม่กี่เดือน ผมอยากมีแบรนด์ของตัวเองมานาน ตั้งแต่จำความได้ แต่ถ้าทำเองไม่รู้ว่าอีกกี่ปีถึงจะเกิดขึ้นจริง”

จะปั้นได้ต้องมี Brand Character

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนเป็นที่มาของความร่วมมือของ คาราบาว กรุ๊ป และ  วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา ตั้งบริษัทที่ชื่อว่า เอ วู้ดดี้ ดริงค์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท โดยทางคาราบาว กรุ๊ปถือหุ้น 85% ขณะที่ฝั่ง วู้ดดี้ ถือหุ้น 15% ซึ่งอัตรานี้คืออัตราเดียวกับที่ แอ๊ด คาราบาว ถือหุ้นอยู่ใน “บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด” บริษัทใหม่นี้จะผลิตสินค้าเครื่องดื่มกลุ่มสุขภาพ นวัตกรรม ประเดิมด้วยสินค้าตัวแรก “Woody C+ Lock” (วู้ดดี้ ซี ล็อค) เครื่องดื่มวิตามินซี

คุณเสถียร มองว่า “วู้ดดี้” มีความโดดเด่นที่ “คาแร็กเตอร์” ของตัวเอง ไม่ใช่แค่ศิลปินหรือพิธีกรชื่อดัง แต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย แฮปปี้ ซึ่งตัวตนและโปรดักท์ไปในแนวทางเดียวกัน และเป็นช่วงเวลาเป็นจังหวะที่เหมาะสม เมื่อเทรนด์สุขภาพกำลังมาแรงในสังคม ผู้คนใส่ใจมากขึ้น ขณะที่วู้ดดี้เองก็มีภาพลักษณ์ด้านนี้อยู่แล้ว Asset ที่เขามีในมือ ทั้งคอนเทนต์ที่เขาทำมาตลอด เผยแพร่ผ่านทางโซเชี่ยลมีเดีย ซึ่งในเฟซบุ๊กมีผู้ติดตามกว่า 14 ล้านคน อีกทั้งยังมีอีเว้นต์ Fit Fest ที่จัดขึ้นทุกปี และมีผู้ร่วมงานกว่าแสนคน ทั้งอิมเมจและเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เสริมให้ทางคาราวบาวแดงเชื่อว่า สูตรปั้นแบรนด์ผ่านเซเลบบริตี้จะ “สำเร็จ” ขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งผนวกกับสรรพกำลังด้านการผลิต และการจัดจำหน่ายที่คาราวบาวแดงมี ไม่ว่าจะเป็นช่องทางของตัวเองอย่างร้าน CJ Express ไปจนถึงพันธมิตรโมเดิร์นเทรดต่างๆ ที่ในวันนี้คาราบาวแดงก็มีอำนาจต่อรองขึ้น

“บางอย่างถ้าทำภายใต้แบรนด์ คาราบาวแดง ก็อาจจะไม่เหมาะ ทำไปแล้วจะกลายเป็น “เสียของ” คุณเสถียร กล่าว

หวังขึ้นเบอร์ 1 ในปีนี้

ทางคาราบาวแดง ประเมินว่า ตลาดเครื่องดื่มวิตามินซีน่าจะมีมูลค่าทั้งสิ้น 5-6 พันล้านบาท เบอร์ 1 ในตลาดมีมาร์เก็ตแชร์ที่แข็งแรงมาก เกินกว่า 50% อย่างไรก็ตาม ทางแบรนด์มีความเชื่อว่า ด้วยนวัตกรรมตั้งแต่ P-Product ที่มีรสชาติอร่อย Packaging ใช้ขวดแก้วสีเขียว เพื่อป้องกันแสงแดด กับฝาเกลียวซึ่งต้นทุนแพงกว่าฝาของเครื่องดื่มคาราบาวแดงถึง 50% จะช่วยเก็บรักษาคุณภาพของสินค้าได้ดีกว่า ปิดท้ายที่ Price ขณะที่เจ้าตลาดขายในราคา 16 บาท แต่ วู้ดดี้ ซี ล็อคขาย 15 บาท ก็จะทำให้จูงใจผู้บริโภคให้ลอง ส่วน Place ก็หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อเช่นเดียวกัน

ขณะที่ “คาราบาวแดง” เป็นเครื่องดื่มชูกำลังที่คนไทยจำได้ขึ้นใจว่า “ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด โปรดสังเกตคำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง” แต่เครื่องดื่มวิตามินซี กลับเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคดื่มได้ “ทุกวัน” นี่คือเกม Go Mass ที่คาราบาวแดง พยายามเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากกว่าเดิม แบบที่เครื่องดื่มชูกำลัง และศิลปินเพื่อชีวิตระดับตำนานอาจจะทำไม่ได้ด้วยช่องว่างระหว่างวัยและสภาพสังคม อีกทั้งยังมีแผนว่าจะเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อื่นๆ อีก เพราะเพียงแค่ “วู้ดดี้” สื่อสารด้วยช่องทางไลฟ์ในโซเชี่ยลมีเดียของเขา ก็ทำให้แฟนคลับสนใจ ส่วนตัวช่องทางจำหน่ายเองก็ติดต่อเข้ามา จนคุณเสถียรเล่าว่า เดิมประเมินกำลังการผลิตไว้ที่ 1 ล้านขวด เพิ่มเป็น 2 ล้านขวด แต่ตอนนี้ยกระดับไปเป็น 10 ล้านขวดแล้ว

ส่วนตัว “วู้ดดี้” เอง เขาก็คาดหวังว่า จากธุรกิจ ที่เขาเปรียบเสมือน “ลูก” คนล่าสุดนี้ จะสร้างรายได้ให้เขาครึ่งหนึ่งของพอร์ตรายได้ส่วนตัวในเบื้องต้น แต่ต่อไปก็ไม่แน่ … ไม่เชื่อดูความร่ำรวยของพี่แอ๊ดทุกวันนี้สิ ! วู้ดดี้อาจจะไม่ต้องเกิดมาคุยอีกต่อไป แต่ “เกิดมาดื่ม” แทน

หมายเหตุ: 
ข้อมูลจาก CBG : บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แอ๊ด คาราบาว และครอบครัวถือหุ้นอยู่ ดังนี้
นายยืนยง โอภากุล 70,480,000 ล้านหุ้น 7.5%
นางลินจง โอภากุล 26,145,800 ล้านหุ้น 2.61%
น.ส. ณิชา โอภากุล 15,425,000 ล้านหุ้น 1.54%
น.ส. นัชชา โอภากุล 15,182,900 ล้านหุ้น 1.52%
นายวรมัน โอภากุล 15,000,000 ล้านหุ้น 1.50%

รวม  143 ล้านหุ้น คิดเป็น 14.67% ถ้าหากคำนวณในอัตราราคาหุ้นละ 55.25 บาท
ก็จะเป็นเงินทั้งสิ้น 7,856 ล้านบาท