เปิดกลยุทธ์ “OPPO” เสริมแกร่งตลาดพรีเมี่ยม หวังยึดตำแหน่งเบอร์ 1 สมาร์ทโฟนถาวร

ปลายปี 2018 ชื่อของ “OPPO” ก้าวขึ้นสู่เบอร์ 1 ในฐานะผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนในไทยได้มากที่สุด ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 22% ชนะคู่แข่งอย่าง Samsung ที่มีส่วนแบ่ง 21% ได้สำเร็จ แต่ปัจจุบัน OPPO กลับมาอยู่ในตำแหน่งเบอร์ 2 อีกครั้ง

คุณชานนท์ จิรายุกุล รองประธานกรรมการฝ่ายบริหาร ออปโป้ แห่งประเทศไทย ยอมรับว่ามาร์เก็ตแชร์สมาร์ทโฟนปีนี้มีการเปลี่ยนแปลง และเป็นสิ่งที่ OPPO ต้องกลับมาทำการบ้าน พร้อมปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อให้อยู่ในตำแหน่ง “เบอร์ 1” ได้อย่างถาวร

“ตอนนี้กลับมาเป็นเบอร์ 2 จากปลายปีที่แล้วขึ้นเป็นเบอร์ 1 ซึ่งอันดับยังไม่คงที่ เพราะเรายังมีช่องว่างของเซ็กเมนต์พรีเมี่ยม เนื่องจากเราเพิ่งบุกตลาดได้เพียง 1 ปี ขณะที่แบรนด์อื่นทำมาเป็น 10 ปีแล้ว ดังนั้นเวลานี้เราต้องแข่งขันกับตัวเอง ต้องใช้เวลาสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคถึงเทคโนโลยีของ OPPO”  

ปรับทัพสินค้าใหม่ในรอบ 11 ปี

เพื่อให้สามารถเติบโตในเซ็กเมนต์พรีเมี่ยมได้อย่างมั่นคง กลยุทธ์แรกของ OPPO คือ ปรับทัพไลน์สินค้าครั้งใหญ่ในรอบ 11 ปี โดยรวมรุ่นขายดีอย่าง “F Series” เข้ากับ “Reno” เพื่อให้จำนวนรุ่นไม่มากเกินไป ซีรีส์ชัดเจน และจดจำง่ายขึ้น โดยยังคงจุดยืนด้านประสิทธิภาพการถ่ายภาพของรุ่น F Series เอาไว้ ควบคู่กับการเน้นดีไซน์ในตระกูล Reno เพื่อตอบโจทย์การใช้งานด้านการสร้างสรรค์หรือครีเอทีฟมากกว่าเดิม

การปรับทัพใหม่ครั้งนี้ ทำให้ OPPO มีผลิตภัณฑ์จำนวน 4 สาย โดยแบ่งเป็น A Series ที่มีระดับราคา 4,000-9,000 บาท, K Series ราคา 9,000-10,000 บาท ซึ่งเป็นรุ่นที่จำหน่ายออนไลน์เท่านั้น นอกจากนี้มี Reno series ราคา 10,000-20,000 บาท และรุ่นแฟล็กชิฟ Find Series ราคาตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป

เพิ่มสินค้า IoT เสริมตลาด

นอกจากการทยอยนำสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแล้ว OPPO ยังเปิดเกมรุกตลาดอุปกรณ์เสริมมากขึ้น ผ่านสินค้ากลุ่ม Internet of Things (IoT) ในระดับโกลบอล OPPO กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มของ IoT ที่จะสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยี AI โดยร่วมกับพาร์ทเนอร์และนักพัฒนา เพื่อเตรียมความพร้อมในการผลิตสินค้าและบริการออกมารองรับความต้องการของผู้บริโภค

“ปีนี้เรามีแผนนำสินค้ากลุ่ม IoT เข้ามาสู่ตลาดไทยมากขึ้น เช่น หูฟัง สมาร์ทวอตช์ ล่าสุดเปิดตัว หูฟัง Wireless OPPO Enco Q1 ซึ่งเป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนไร้สายตัวแรกของ OPPO”  คุณชานนท์ กล่าว

ให้ผู้บริโภครู้จัก “OPPO” มากขึ้นผ่านแฟล็กขิฟสโตร์

ที่ผ่านมา OPPO  มุ่งสื่อสารสร้างการรับรู้แบรนด์ในมุมของความเป็น “พรีเมี่ยม” มากขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบน โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ ผ่านการเปิดตัวสมาร์ทโฟนในระดับไฮเอนด์ 

โดยมีการทำ Co-Brand ร่วมกับพาร์ทเนอร์ ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น ค่ายรถซูเปอร์คาร์ Automobili Lamborghini เปิดตัว OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition หรือการร่วมกับสโมสรบาร์เซโลน่า เปิดตัว Reno 10x Zoom FC Barcelona Edition รวมไปถึงการร่วมกับ All England Lawn Tennis Club (AELTC) ในการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน

รวมทั้งการเปิดแฟล็กชิพสโตร์แห่งแรกในไทย “OPPO Super Flagship Store” ซึ่งเป็นสาขาที่ 4 ของโลก หลังจากเปิดแล้ว 3 สาขาที่เมือง Beijing, Shanghai, Shenzhen ประเทศจีน  

สำหรับ “OPPO Super Flagship Store” อยู่ที่เอ็มควอเทียร์ ออกแบบให้มีความทันสมัย โดยทาง OPPO ต้องการให้เป็นพื้นที่ในการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า (Customer Experience) คนทั่วไปสามารถเข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และสัมผัสสมาร์ทโฟนของ OPPO

“เชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เรานำเข้ามาทำให้คนสนใจ และตื่นเต้น หวังว่าทุกคนจะได้รู้จัก OPPO มากยิ่งขึ้น ผ่านการเรียนรู้เทคโนโลยีที่เรามี และการได้ลองใช้และสัมผัส” คุณชานนท์ กล่าว 

โดยจัดพื้นที่ทั้งหมด 6 โซน ได้แก่ Big Screen Interaction จอแสดงภาพ LED ที่ทำงานแบบ Interactive ที่ถ่ายจากสมาร์ทโฟนสู่หน้าจอได้ทันที, 5G & Brand Display โซนจัดแสดงเทคโนโลยีเครือข่าย 5G ผ่านการควบคุม Robot จากระยะไกล, IoT Display รวบรวมอุปกรณ์​​ IoT และแกดเจ็ท

นอกจากนี้มีโซน Creative Micro Scene ที่เปิดให้ทดลองใช้ฟังก์ชั่นต่างๆบนสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดของ OPPO โดยมีการจำลอง Landscape 4 ส่วนที่ร้อยเรียงกัน ธรรมชาติ วัฒนธรรม แบรนด์ดิ้ง และเทคโนโลยีในอนาคต โดยสามารถนำฟังก์ชั่นของสมาร์ทโฟนมาใช้ได้ทันที เช่น การซูม การถ่ายภาพในที่มืด การกันสั่น และโซน AR การเดินทางในอนาคต, Product Experience Desk สัมผัสกับดีไซน์สมาร์ทโฟน และ Flash Charging Experience ที่จัดแสดง Super VOOC 2.0 ที่ OPPO เป็นผู้ริเริ่มเทคโนโลยีนี้ โดยจะรองรับบนสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของ OPPO ที่จะนำเข้ามาภายเร็วๆนี้

ในอนาคตมีแผนเปิด Super Flagship Store เพิ่มเติมอย่างน้อย 1 สาขา และจะทยอยนำโมเดล Super Flagship Store ไปใช้ในการปรับปรุงและตกแต่งสาขาเดิมที่มีอยู่ 150 สาขา เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์พรีเมี่ยม