ไม่ใช่แค่ GrabFood(Walk) แต่ยังมี Subscribe – GrabDrive รวม 3 บริการไม่น่าเชื่อของ Grab

ด้วยเป้าหมายที่ต้องการสร้างแพลตฟอร์มสู่ Your Everyday App หรือ การเป็น Lifestyle Application อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ Grab พยายามเติมฟีเจอร์ที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบันไว้อย่างครบถ้วนในแอปฯ เดียว ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านการเดินทาง, สั่งอาหาร, ส่งของ แลกดีล หรือบริการในรูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่ ทั้ง JustGrab, GrabCar, GrabTaxi, GrabBike (Win), GrabExpress, GrabFood, GrabRewards  รวมไปถึงบริการเพย์เม้นต์ ในการจ่ายค่าบริการต่างๆ ได้สะดวกผ่าน GrabPay โดยไม่ต้องพกเงินสด เพื่อให้สามารถทำธุรกรรมต่างๆ ภายในแอปเดียว ตั้งแต่ต้นจนจบ

โดยบริการล่าสุด ที่สร้างความฮือฮา​ไปทั่วโลกโซเชียล กับอีกหนึ่งบริการใหม่ใน GrabFood ที่ให้บริการส่งอาหารในระยะใกล้ ในรัศมีราว 1 กิโลเมตร ด้วยระบบเดิน (GrabFood Walk) เพื่อเปิดกว้างให้ผู้ที่ไม่มีรถจักรยานยนต์ หรือในกรณีที่รถเสีย ฝนตก ถนนลื่น หรือเหตุฉุกเฉินอื่นๆ ที่อาจจะทำให้ไม่สามารถใช้รถในการส่งอาหาร ก็สามารถเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์เพื่อส่งอาหารให้กับ GrabFood ได้เช่นเดียวกัน

การเพิ่มบริการ GrabFood Walk ถือเป็นโซลูชั่นส์ที่ทำให้ Grab ขยายขนาดข้อมูลของพาร์ทเนอร์ที่อยู่บนแพลตฟอร์มได้มากขึ้น ​​โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องเป็นผู้ที่มียานพาหนะเท่านั้น ส่วนการกำหนดระยะทางในการส่งที่ประมาณ 1 กิโลเมตร เพื่อให้สามารถกำหนดระยะเวลาในการจัดส่งอาหารไปถึงผู้รับได้ภายในไม่เกิน 30 นาที ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในธุรกิจ Food Delivery รวมทั้งยังเป็นการเสริมความแข็งแรงในฐานะผู้นำตลาด Food Delivery ของ GrabFood ที่ปัจจุบันครองส่วนแบ่งไม่น้อยกว่า​ 50% ให้แข็งแรงด้วยบริการที่แตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดอีกด้วย

ต้องถือได้ว่า หมั่นเติมฟีเจอร์บริการใหม่ๆ และแปลกจากที่เคยมีมาในตลาด เพื่อเพิ่มฐาน Users ได้ตลอดเวลา

และเพื่อให้ตอบโจทย์การ Executed แพลตฟอร์มไปสู่เป้าหมาย ในฐานะ Everyday App ได้อย่างสมบูรณ์ การเพิ่มฐานลูกค้าประจำที่ใช้งานอย่างสม่ำเสมอให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นย่อมมีความสำคัญ ทำให้ Grab ได้จัดแพกเกจพิเศษสำหรับ Users ขาประจำ ที่ใช้บริการฟีเจอร์ต่างๆ ภายในแอปฯ มาในระบบ Subscribe ด้วยการเสียค่าบริการต่อเดือน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่ใช้บริการเป็นประจำประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ต่อเดือน ตั้งแต่ 500 -2,000 บาท เลยทีเดียว (มอบส่วนลดค่าบริการต่อครั้งตั้งแต่ 30-80 บาท)​

ส่วนรูปแบบบริการที่สามารถ Subscribe ได้นั้น มีทั้งบริการแบบเหมาจ่ายส่วนลดสำหรับทุกบริการ ทั้ง JustGrab, GrabBike Win และ GrabFood ​ในราคา 900 บาทต่อเดือน  หรือจะแยกเฉพาะบางบริการตาม​ที่ใช้งานบ่อยๆ ก็ได้ เช่น ส่วนลด JustGrab ในราคา 520 บาทต่อเดือน บริการส่งของ GrabExpress ทั้งส่งของเบา 500 บาทต่อเดือน  ระดับเบสิก 1,125 บาทต่อเดือน​ และแบบพรีเมี่ยม 2,000 บาทต่อเดือน รวมทั้ง Specail Offer ราคาพิเศษสำหรับ GrabBike Win ในราคาเพียง 169 บาทต่อครั้ง เป็นต้น

สำหรับเมนู Subscribe นี้ คาดว่าอยู่ในช่วงทดลองให้บริการในระยะสั้นๆ โดยทาง Grab จะมีออฟเฟอร์ Subscribe อยู่ในหน้าแรกของเมนู สำหรับผู้ใช้งานที่สนใจสามารถเลือกสมัครแพกเกจบริการได้ตามความต้องการใช้งาน​ โดยมีระยะเวลาในการสมัครแพกเกจได้จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งคาดว่าทางแกร็บน่าจะนำผลที่ได้ไปประเมินการตอบรับ​เพื่อพิจารณาการให้บริการในอนาคตต่อไปนั่นเอง

อีกหนึ่งบริการที่อาจจะไม่ได้มีผู้บริโภคได้ทดลองใช้ฟีเจอร์นี้กันทุกคน แต่ก็เป็นบริการใหม่ ก็คือ GrabDrive มีโชเฟอร์มาขับรถให้เรา คล้ายๆ U Drink I Drive ที่เรียกผู้ขับขี่มาขับรถในยามที่เราไม่สะดวกจะขับรถเอง เช่น ในช่วงวเลาที่ไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อน แต่มีรถที่ต้องขับกลับไปด้วยตัวเอง

นอกจากบริการโดยตรงเหล่านี้แล้ว ด้วยวิสัยทัศน์ที่สตาร์ทอัพเหล่านี้ ท้ายที่สุดล้วนแล้วแต่มุ่งหน้าสู่ความเป็น SuperApp ที่ต้องการให้ผู้บริโภคใช้เวลาบนแอปพลิเคชั่นของตัวเองเพื่อตอบสนองความต้องการสารพัดด้าน และมันไปสู่การจับจ่ายรวมทั้งคาดเดาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรอบด้าน หน้าตาแอปฯ Grab เมื่อสังเกตดีๆ แล้ว จึงมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอีกเพียบ เช่น ข่าวที่ในตอนนี้ยังเป็นเพียงข่าวที่เกี่ยวข้องการการเดินทาง หรือบริการของแอปฯ รวมทั้งเกมที่เกี่ยวกับของกิน

ทั้งหมดนี้ เป็นฟีเจอร์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีในแอปพลิเคชั่นที่เราคุ้นเคยกันว่าเป็นบริการ Ride Sharing แต่ความจริงแล้วได้เพิ่มเติมบริการที่ยังอยู่ในกระบวนการสร้างคุ้นเคยอื่นๆ อีก รวมทั้งเนื้อหาอื่นๆ ที่บ่งบอกวิสัยทัศน์ระยะยาวของสตาร์อัพรายนี้