นักท่องเที่ยวลด แต่ยอดจองออนไลน์ยังโต “Expedia” แนะผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีช่วยกู้ธุรกิจ

ท่ามกลางสภาวะของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ชะลอตัว ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ปรับลดการคาดการณ์ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2019 ลงมาอยู่ที่ 40.ล้านคน อันเป็นกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันที่สูง และเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวในปีนี้

เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว “เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป” (Expedia Group) แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวระดับโลก ที่มีแบรนด์ชั้นนำในเครือมากมาย และมีเว็บไซต์กว่า 200 เว็บไซต์ในกว่า 70 ประเทศ แนะนำให้ผู้ประกอบการโรงแรมนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้

ยังมีดีมานด์จากนักท่องเที่ยว

แม้จะมีความท้าทายจากสถานการณ์ดังกล่าว แต่ Expedia พบว่า อัตราการจองที่พักและโรงแรมผ่านช่องทางออนไลน์ ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยจากการเติบโตของช่องทางออนไลน์ และความต้องการของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง และอังกฤษ

คุณพิมพ์ปวีณ์ นพกิจกำจร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการตลาดของเอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป กล่าวว่า ภายในปี 2022 มูลค่าตลาดการจองท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ในเอเชียแปซิฟิก จะขยับเพิ่มเป็น 5.403 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (16.7 ล้านล้านบาท) จาก 4.181 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (12.9 ล้านล้านบาท) ในปี 2557 โดยมีสัดส่วนการจองการเดินทางผ่านออนไลน์จะเพิ่มจาก 44% เป็น 53% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ปัจจุบัน Expedia มีจำนวนโรงแรมที่พักในระบบกว่า 1 ล้านแห่ง สายการบินกว่า 500 สายการบิน กิจกรรมให้บริการกว่า 35,000 กิจกรรม บริษัทให้เช่ารถมากกว่า 175 แห่ง พร้อมบริการบ้านที่พักให้เช่าระยะสั้นกว่า 1.8 ล้านแห่ง ขณะที่รายได้ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 ของปี 2019 พบว่า Expedia มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่จองผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 12% และมีรายได้เพิ่มขึ้น 9%

ใช้เทคโนโลยีช่วยหาช่องว่างตลาด

ในปีที่ผ่านมา Expedia ได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีด้วยงบประมาณ 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4.9 หมื่นล้านบาท) เพื่อพัฒนาระบบอัตโนมัติ โดยการนำข้อมูล (Data) เข้ามาเสริมประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มมากขึ้น ด้วยการนำระบบ AI และ Machine Learning เข้ามาช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และเพิ่มรายได้ด้วยการคาดการณ์ความต้องการในการจองห้องพัก

ยกตัวอย่าง เช่น Rev+ เครื่องมือการจัดการรายรับ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงข้อมูลการคาดการณ์ความต้องการในการจองที่พักของนักท่องเที่ยว เช่น ควรตั้งราคาอย่างไร ซึ่งมาจากข้อมูลเปรียบเทียบอัตราค่าห้องพักของโรงแรมกับกลุ่มโรงแรมคู่แข่งที่อยู่ในระดับราคาและพื้นที่เดียวกัน ที่อ้างอิงจากช่วงเวลาที่มีความต้องการจองห้องพัก และปัจจัยอื่นๆในตลาด ปัจจุบันมีโรงแรมกว่า 53,000 แห่งทั่วโลกที่ใช้ Rev+ และยังพบว่าโรงแรมมีรายรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 20% เมื่อเทียบกับโรงแรมคู่แข่งที่ไม่ได้ใช้ Rev+ โดยสามารถเพิ่มรายรับได้รวมกันถึง 28 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 865ล้านบาท)

นอกจากนี้ยังมีการใช้ Big Data จากการรวบรวมคำค้นหากว่า 3.2 พันล้านคำ ที่นักเดินทางนิยมใช้เวลาทำการค้นหาที่พัก  โดยในแต่วันจะมีการค้นหากว่า 1 พันล้านรายการ และมีการอัพเดทจำนวนที่พักกว่า 2 พันล้านรายการบนแพลตฟอร์ม จากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้ประกอบการและพาร์ตเนอร์โรงแรม ไม่ว่าจะเป็น การปรับโปรโมชั่น เปลี่ยนภาพที่พัก และราคาห้องพัก โดยพัฒนาเป็นฐานข้อมูล เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะกลุ่ม และเฉพาะบุคคลมากขึ้น (Personalized Marketing)

“มีจุดหมายปลายทางราว 2 ล้านแห่งทั่วโลกที่ผู้คนอยากเดินทางไปเยือน และมีที่พักมากกว่า 10 แบบให้บริการนักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม, เบดแอนด์เบรกฟาสต์, อพาร์ทเมนท์ บ้านต้นไม้ ฯลฯ นักเดินทางมักจะค้นหาที่พักโดยใช้คำค้นที่เกี่ยวข้อง เช่น รองรับครอบครัว, สัตว์เลี้ยงเข้าพักได้, รีสอร์ทริมชายหาด รวมถึงมองหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น Wi-Fi สระว่ายน้ำ และสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะด้าน”

คุณพิมพ์ปวีณ์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลเชิงลึกมีความสำคัญมากสำหรับผู้ประกอบการในยุคนี้ เพราะถ้าหากผู้ประกอบการไม่เข้าใจจุดประสงค์ในการเดินทาง รวมถึงพฤติกรรมการจองของนักท่องเที่ยว และยังนำเสนอสิ่งที่ผู้บริโภคไม่ต้องการอยู่บนหน้าเว็บไซต์ จะทำให้ผู้บริโภคปิดหนีทันที ผลเสียจะตกอยู่ที่ผู้ประกอบการเพราะเสียโอกาสที่จะได้ลูกค้าไปทันที

นอกจากนี้ Expedia กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา “AI BOT” ที่สามารถสื่อสารโต้ตอบได้หลายภาษา ช่วยให้คำแนะนำเฉพาะสำหรับโรงแรมพาร์ตเนอร์แต่ละแห่ง คาดว่าอีกไม่นานคงจะได้เห็นกัน

สนับสนุนผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองรองเข้าถึงเทคโนโลยี

จากการที่ Expedia ร่วมมือกับ ททท. ในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการทำการตลาดและส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยเข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด ให้มีความรู้และความเข้าใจในเทคโนโลยีและสามารถนำมาใช้กับการตลาดได้มากขึ้น

“ปีนี้เราทำ Road Show โดยเดินทางไปจัด Workshop ที่จังหวัดสตูล เชียงราย และแม่ฮ่องสอน และกำลังจะไปต่อที่เกาะช้าง จังหวัดตราดในเร็วๆนี้ โดยเป้าหมายหลัก คือ การเพิ่มทักษะความรู้ด้านเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากพบปัญหาว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดคำแนะนำในการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ทั้งนี้ Expedia มองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เดินทางไปพูดคุยและให้แนะนำกับผู้ประกอบการถึงที่”

ทั้งนี้ คุณพิมพ์ปวีณ์ ได้ฝากคำแนะนำถึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวว่า โลกดิจิทัลเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอยู่สม่ำเสมอ ที่ผ่านมาผู้ประกอบการยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีน้อยเกินไป ดังนั้นหากจะแข่งขันในสถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นที่จะต้องเปิดใจรับและจัดลำดับความสำคัญของเทคโนโลยีในแผนการดำเนินธุรกิจมากขึ้น