หนักสุดรอบ 40 ปี CPN ยัน “เซ็นทรัล วิลเลจ” ทำทุกอย่างถูกต้อง AOT อย่าตีความฝ่ายเดียว 31 สิงหานี้ ยังไงก็จะเปิดให้ได้

หลังเป็นปัญหาคาราคาซังมาสัปดาห์กว่า นับจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด​(มหาชน​​) (ทอท., AOT) นำเต้นท์มาปิดกั้นทางเข้าโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ตั้งแต่ 22 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา และในระหว่างรอการวินิจฉัยคำร้องของศาลปกครอง ทาง ​บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น ผู้บริหารและพัฒนาโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ นำโดย คุณปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีพีเอ็น รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของซีพีเอ็น ได้พาคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมโครงการ พร้อมแถลงข้อเท็จจริง และความคืบหน้าของโครงการ รวมทั้งสร้างความมั่นใจทั้งต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมยังคงยืนยันตามกำหนดเดิมว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2562 อย่างแน่นอน ​

ทั้งนี้ ซีพีเอ็นยืนยันว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง และได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีอำนาจรับผิดชอบโดยตรง อย่างโปร่งใส และพร้อมให้ตรวจสอบ หากมีข้อสงสัยประการใด เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน แต่ไม่ควรมีฝ่ายใดใช้วิธีการตีความไปฝ่ายเดียว และทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องโดยพลการ ​เพราะไม่เกิดผลดีต่อฝ่ายใด และสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศด้วยซ้ำ

คุณปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีพีเอ็น

ขณะที่การลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าว พบว่า บริเวณหน้าโครงการ พบป้ายชี้แจงจากทางเซ็นทรัล วิลเลจ ระบุว่า “โครงการนี้ตั้งอยู่ติดทางหลวงแผ่นดิน มิได้รุกล้ำพื้นที่ผู้ใด”

ขณะที่การจราจรค่อนข้างหนาแน่น และมีรถยนต์หลายคันจอดอยู่บริเวณด้านหน้าโครงการไม่สามารถเข้าไปในโครงการได้ ​และมีกลุ่มพนักงาน และผู้รับเหมาของร้านค้าต่างๆ ต้องใช้วิธีหารถเข็นเล็ก หรือแบกอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ เดินเข้ามาในโครงการเอง นับเป็นระยะทางกว่า 1-2 กิโลเมตร ซึ่งทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าค่อนข้างยากลำบากมาก ​โดยภายในมีเต้นท์ซึ่งด้านในมีเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งคอยดูแล และมีบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นทีมที่ทาง AOT ให้คอยมาดูแลความเรียบร้อย ซึ่งอาจเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

คุณปรีชา กล่าวเพิ่มเติมในระหว่างแถลงว่า ตลอด 39 ปี ที่ผ่านมา CPN ทำงานด้วยความเป็น​มืออาชีพ และยึดหลักธรรมาภิบาล ในการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนมาโดยตลอด ส่วนโครงการเซ็นทรัลวิลเลจนี้ ใช้เวลาในการดำเนินโครงการมากว่า 5 ปี และเริ่มก่อสร้างอย่างเปิดเผยและชัดเจนในบริเวณดังกล่าวมาแล้วกว่า 2 ปี แต่ก็ไม่เคยได้รับการคัดค้านจากหน่วยงานใดมาก่อนหน้านี้

ด้าน .ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด ซีพีเอ็น ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาเกือบ 40 ปี ยังไม่เคยมีโครงการใดของซีพีเอ็นที่ไม่สามารถเปิดได้ตามกำหนด คร้ังนี้ถือเป็นครั้งแรกของบริษัทที่เจอปัญหาในลักษณะเช่นนี้ เพราะที่ผ่านมา ซีพีเอ็นให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างถูกต้องและโปร่งใสมาโดยตลอด ​

Timeline โครงการ ตลอด 5 ปี 

ซีพีเอ็น ให้ข้อมูลย้อนหลังการพัฒนาโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ นับแต่เริ่มพัฒนาโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา​ ตามไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นดังนี้

1. ปี 2558 บริษัทฯ ได้ทำการตรวจสอบที่ดินว่า ที่ดินดังกล่าวนั้นสามารถพัฒนาโครงการเซ็นทรัล วิลเลจได้ตาม พ.ร.บ. ผังเมือง และติดถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ไม่ใช่ที่ดินตาบอดแต่อย่างใด
2. วันที่ 22 ธ.ค. 2559 บริษัทฯ ได้รับหนังสือรับรองการใช้ประโยชน์ที่ดินตาม พ.ร.บ. ผังเมือง ว่า พื้นที่สีเขียวบริเวณ ก1-10 ของผังเมืองสมุทรปราการ ยังมีพื้นที่เพียงพอให้บริษัทฯ สร้างโครงการนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
3. วันที่ 30 ม.ค. 2560 และ 25 ก.ค. 2562 บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างและแบบปรับปรุงภายในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)
4. วันที่ 24 เม.ย. 2561 ได้ใบอนุญาตการก่อสร้างอาคาร (อ1) จาก อบต. บางโฉลง
5. วันที่ 24 เม.ย. 2561 บริษัทฯ ได้แถลงข่าวเปิดตัวโครงการต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก
6. วันที่ 10 เม.ย. 2562 กรมทางหลวงได้อนุญาตให้การประปา ใช้พื้นที่ไหล่ทางในการดำเนินการวางท่อเข้าโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ
7. วันที่ 24 ก.ค. 2562 กรมทางหลวงได้อนุญาตให้ทำทางเชื่อมเข้าออก ขยายผิวจราจร และปรับปรุงทางเท้า ซึ่งรวมไปถึงไหล่ทางด้วย เช่นเดียวกับที่เคยได้อนุมัติเชื่อมทางให้กับผู้ร้องขอรายอื่นบนถนนสายนี้ทั้งสิ้น 37 ราย รวมถึง ทอท. ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยขออนุญาตจากกรมทางหลวงมาโดยตลอด และล่าสุดเมื่อ 14 พ.ค. 2562 ได้มีหนังสือจากกรมทางหลวงอนุญาตให้ ทอท. เดินท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินและบ่อพัก
8. ในวันที่ 14 ส.ค. 2562 บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเปิดใช้อาคาร (อ6) จาก อบต. บางโฉลง
9. ในวันที่ 22 ส.ค. 2562 ทอท. มาปิดกั้นทางเข้าออก หน้าโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ
10. ในวันที่ 31 ส.ค. 2562 มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

เซ็นทรัล แจง 3 ประเด็น

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ยืนยันว่าทำทุกอย่างถูกต้อง แต่ก็ยังมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความสับสนให้กับสังคม ทางซีพีเอ็นจึง ชี้แจงเพื่อความกระจ่างใน 3 ประเด็น สำคัญต่อไปนี่

ประเด็นที่ 1: พื้นที่โครงการมีการเชื่อมทางเข้าออกอย่างถูกต้อง ไม่มีการรุกล้ำที่ดินของภาครัฐ  (ที่ราชพัสดุ ลำรางสาธารณะ) และไม่ได้เป็นที่ดินตาบอด
• ที่ดินโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ ตั้งอยู่บนที่ดินที่ติดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของ ทอท.
• ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 เดิมเป็นที่ราชพัสดุ ต่อมากรมทางหลวงได้พัฒนาเป็นทางหลวงแผ่นดิน โดยได้ขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงแผ่นดินแล้ว จึงมีสถานภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทำให้ไม่มีสถานะเป็นที่ราชพัสดุตามมาตรา 7 (2) พ.ร.บ. ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 และเป็นพื้นที่คนละบริเวณกันกับที่ภาครัฐเวนคืนมาเพื่อสร้างสนามบินที่ ทอท. ดูแล
• โครงการได้รับอนุญาตเชื่อมทางอย่างถูกต้องจากกรมทางหลวง ซึ่งเป็นผู้ซึ่งมีอำนาจเต็มในการอนุมัติการเชื่อมทางแต่เพียงผู้เดียว
• ทั้งนี้ พื้นที่ทางหลวงหมายเลข 370 หมายรวมถึง เขตทาง และไหล่ทาง ซึ่งติดกับที่ดินของเอกชน 2 ข้างถนน ซึ่งที่ดินของโครงการมีแนวเขตแนบสนิทต่อเนื่องกับเขตทางของ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ดังนั้น ที่ดินของโครงการจึงไม่ใช่ที่ดินตาบอด

ดังนั้น รายละเอียดในส่วนของการโต้แย้งสิทธิในที่ดินหน้าโครงการ ระหว่าง กรมทางหลวง ทอท. และกรมธนารักษ์ ขอชี้แจงเพิ่มเติม ดังนี้

ที่ดินนี้อยู่บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 และมีป้ายเริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างชัดเจน โดยทางหลวงแผ่นดิน 370 ซึ่งเคยเป็นที่ราชพัสดุ และมอบให้กรมทางหลวงสร้างและเป็นผู้ดูแล ซึ่งเป็นพื้นที่คนละส่วนกับพื้นที่ดินเวนคืนของสนามบินสุวรรณภูมิที่ ทอท ดูแล อีกทั้ง ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370 ถือเป็นทางหลวงสาธารณะ ที่ใช้เงินภาษีอากรของประชาชน ไม่ใช่ขององค์กรเอกชนใดที่จะมากล่าวอ้างเป็นเจ้าของได้
▪ โดยในปี 2511-2513 ภาครัฐได้จัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างถนน
▪ ปี 2544 ครม. มีคำสั่งให้กรมทางหลวงสร้างทางเข้าออกด้านใต้ของสนามบิน ซึ่งคือทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 370
▪ ปี 2550 กรมขนส่งทางอากาศทำบันทึกมอบพื้นที่ให้กรมทางหลวงดูแลรักษาทางหลวงแผ่นดิน
หมายเลข 370 ซึ่งประกาศใช้เป็นถนนสาธารณะและให้กรมทางหลวงรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
▪ กรมทางหลวงจึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและมีสิทธิอนุญาตในการให้ใช้ประโยชน์จาก
ทางหลวงแผ่นดิน 370 ได้มีการขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงแผ่นดินเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2554 โดยมีป้ายแสดงจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดทาง
▪ ทำให้ชี้ได้ว่า สิทธินี้เป็นของกรมทางหลวง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ประโยชน์เข้าออกได้ต่อเนื่องมาโดยตลอดแล้วจำนวน 88 ราย โดยแบ่งเป็น
• ผู้ที่ยื่นขออนุญาตเชื่อมทางกับกรมทางหลวงจำนวน 37 ราย
• ทอท. เองก็ได้ขออนุญาตจากกรมทางหลวงในการใช้ประโยชน์ เช่น จากหลักฐานล่าสุดเมื่อ 14 พ.ค. 2562 ได้มีหนังสือจากกรมทางหลวงอนุญาตให้ ทอท. เดินท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินและบ่อพัก ทั้งนี้ ไม่มีผู้ใช้ประโยชน์รายใด เคยยื่นขออนุญาตเชื่อมทางจาก ทอท. เลย

สำหรับพื้นที่อีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากการจัดหาที่ดินตาม พ.ร.บ. เวนคืน เพื่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ
ในปี 2516 ได้มีประกาศ พ.ร.บ. เวนคืนที่ดินจำนวน 19,251 ไร่ เพื่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 370
เพื่อชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ ทอท. กล่าวอ้างสิทธิการดูแลและครอบครองที่ดินไหล่ทางหน้าโครงการ ไม่น่าจะเป็นกล่าวอ้างที่ถูกต้องนัก เพราะ
o เป็นทางหลวงที่เปิดใช้เป็นเส้นทางสัญจรมาตั้งแต่ปี 2548 และกรมทางหลวงได้รับมอบจาก ทย. แล้วเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2550 โดยได้ขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงแล้ว จึงมีสถานภาพเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน
o อีกทั้งล่าสุดเมื่อ 14 พ.ค. 2562 ได้มีหนังสือจากกรมทางหลวงอนุญาตให้ ทอท. เดินท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินและบ่อพัก

ประเด็นที่ 2: บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายผังเมืองอย่างเคร่งครัด
• โครงการนี้ได้ปฏิบัติตามกฎหมายผังเมืองและได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องในการก่อสร้างในพื้นที่สีเขียว บริเวณ ก1-10 ไม่เกินร้อยละ 10 ของที่ดินพื้นที่สีเขียวบริเวณดังกล่าว โดยโครงการได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายผังเมือง
• และไม่ได้มีการขอปรับผังเมืองแต่อย่างใด

ประเด็นที่ 3 บริษัทฯ ได้ขออนุญาตก่อสร้างในบริเวณพื้นที่เขตปลอดภัยในการเดินอากาศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย อย่างถูกต้อง
• โครงการมีความปลอดภัยต่อการบิน ไม่ได้ละเมิดกฏใดๆ ทั้งด้านความสูง และไม่มีกิจกรรมใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานสนามบิน หรือรบกวนการบินแต่อย่างใด โดยแบบมีความสูงที่ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) จึงไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการติดธงแดงตามที่มีการกล่าวอ้าง
• และเราจะปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดต่อไป

เชื่อไม่ได้ถูกกลั่นแกล้งทางธุรกิจ แต่มี PlanB รองรับ  

ในระหว่างการแถลง​ข้อเท็จจริง ทางซีพีเอ็น ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามเพิ่มเติม ทั้งเรื่องของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น​ การดำเนินการของซีพีเอ็นระหว่างรอคำวินิจฉัยศาลปกครองทั้งกรณีที่ผลออกมาเป็นผลดี หรืออาจในทางตรงกันข้าม รวมทั้งกำหนดการในการเปิดให้บริการที่ยังคงยืนยันหนักแน่นในกำหนดการเดิม มีรายละเอียดดังนี้

1. ที่ผ่านมา ซีพีเอ็นมั่นใจว่าดำเนินการต่างๆ ถูกต้องขออนุญาตก่อสร้างในส่วนของผู้มีอำนาจดูแลพื้นที่ ส่วนความกังวลต่อผลกระทบที่ต่อการบิน CPN ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ แต่ก็ได้ขออนุญาตจากทางสำนักงานการบินพลเรือน (กทพ.) ซึ่งดูแลในเรื่องนี้โดยตรง ส่วนกรณีข้อพิพาทเรื่องพื้นที่ มองว่าอาจเป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกันหรือการตีความที่คลาดเคลื่อนของหน่วยงานภาครัฐ  ก็จำเป็นต้องมาพูดคุยตกลงเจรจาเพื่อหาข้อยุติทางกฏหมาย แต่ไม่ควรมีฝ่ายใดตีความเองโดยพลการ และกระทำการอันไม่ถูกต้องจนทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งทาง CPN พร้อมที่จะเจรจากับทุกฝ่าย เพื่อให้ปัญหายุติลงโดยเร็ว

2. บางความเห็นมองว่าซีพีเอ็น​ ถูกกลั่นแกล้งทางธุรกิจหรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ทางซีพีเอ็นไม่อยากคาดเดาไปเอง แต่มองว่า เป็นการที่ต่างคนต่างทำหน้าที่ โดย Outlet Mall และ Duty Free ก็ถือว่าโฟกัสเซ็กเม้นต์ที่แตกต่างกันพอสมควร ประกอบกับการมี Outlet Mall ถือเป็นการเติมเต็มให้ประเทศไทยมีความสมบูรณ์ในฐานะ Tourist Destination ซึ่งทุกประเทศที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง หรือแม้แต่อเมริกาก็มีธุรกิจประเภทนี้เช่นเดียวกัน การที่ประเทศไทยมี Outlet Mall ก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งในประเด็นนี้เอง ก็สร้างประโยชน์ให้กับทาง AOT ด้วยเช่นกัน

3. ท้ังนี้ ในส่วนของการยื่นคำร้องและขอความคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองนั้น ซีพีเอ็นเน้นใน 2 ประเด็น คือให้เปิดทางในการเข้าไปดำเนินการต่างๆ ในสถานที่ได้ โดยไม่ถูกปิดกั้น พร้อมทั้งต้องการแสดงความมั่นใจทุกขั้นตอนในกระบวนการต่างๆ นั้น ซีพีเอ็นทำมาอย่างถูกต้อง ซึ่งหากผลวินิจฉัยออกมาไม่เป็นไปตามที่ซีพีเอ็นคาดไว้ ก็มีแผนสำรองที่วางไว้เป็นแนวทางในการดำเนินการต่อไป แต่อยากให้มองสิ่งต่างๆ ไปในทางบวกมากกว่า

4. แต่หากศาลปกครองตีความว่าทางซีพีเอ็น ทำทุกอย่างถูกต้อง​ บริษัทฯ จะฟ้องกลับหรือไม่นั้น ต้องอยู่ที่การพิจารณาดูผลกระทบและความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่ามากน้อยอย่างไร แต่ขณะนี้เร่ิมมีควมกังวลจากร้านค้า รวมทั้งกลุ่มลงทุนที่เป็น Global Brand ที่เตรียมเข้ามาลงทุนกับโครงการเริ่มแสดงความกังวล และสอบถามผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น​ ซึ่งทางซีพีเอ็น อยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มมีปัญหาจนถึงปัจจุบัน

5. นอกจากนี้ หากทางศาลปกครองยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมาในวันนี้ หรือในเร็วๆ นี้ ทางเซ็นทรัลเองก็ต้องพยายามหาทางแก้ไข เพื่อหาทางออกร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อยุติและทำให้ปัญหาหยุดลงโดยเร็วที่สุด เพื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลเสียต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกกำลังบอบบาง การมีโครงการแฟลกชิพที่ลงทุนกว่า 5 พันล้าน ในประเทศไทยจะช่วยสร้างแต้มต่อให้กับประเทศได้ จากการเข้ามาลงทุนของแบรนด์ระดับ Global ที่จะเข้ามาในโครงการกว่า 150 ร้านค้า เกิดการจ้างงานพนักงานมากกว่า 1 พันคน และคาดว่าจะสร้างให้มีเม็ดเงินสะพัดได้ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท

6. ทั้งนี้ หากเซ็นทรัล วิลเลจ เปิดให้บริการแล้ว มีการประเมินว่า ​ในระยะแรกจะมีจำนวนร้านค้าให้บริการที่ราว70% และจะสามารถให้บริการครบทุกร้าน จำนวน 150 ร้าน ภายในอีก 1-2 เดือนจากนี้ และคาดการณ์ผู้เข้ามาใช้บริการราว 2 หมื่นคนต่อวัน

ทั้งนี้ ผู้บริหารจาก ซีพีเอ็น ทิ้งท้ายไว้ว่า “บริษัทฯ มุ่งสร้างประโยชน์กับประเทศชาติ ประโยชน์ต่อชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืนโดยในทุกที่ที่โครงการของบริษัทฯ ไปตั้งอยู่ บริษัทฯ ล้วนนำพาความเจริญ สร้างเศรษฐกิจ มีการจ้างงาน กระจายรายได้สู่ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตมาอย่างยาวนาน ถึง 34 ศูนย์การค้า ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ โดยบริษัทฯ มุ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว การลงทุนในประเทศไทย โดยลักชูรี่ เอาท์เล็ตแห่งนี้ จะช่วยสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Advantage) กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก บริษัทฯ สามารถดึงนักลงทุน Global Brands ใหญ่ๆ ระดับโลก ซึ่งทุกคนพร้อมและเชื่อมั่นมาลงทุนในประเทศไทย โดยเราได้ใช้เวลาเตรียมการมากว่า 5 ปี และ Luxury Outlet แห่งนี้ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ที่มีความครบถ้วน และทำให้คนไทยมาช้อปในประเทศ ทำให้ภาษียังหมุนเวียนอยู่ในประเทศ โดยเป็นการเปิดกว้างให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนมได้ง่ายขึ้นในราคาย่อมเยาว์”