‘The Creative Disruptor ธรรมดาโลกไม่จำ อยากเป็นผู้นำต้องแหกกฎ’ พลิกมุมคิดเพื่อรอด จาก 4 ธุรกิจชั้นนำของประเทศ

สำหรับเนื้อหาในช่วงที่ 2 ของงาน BRAND TALK ครั้งที่ 17 ตอน The Creative Disruptor ธรรมดาโลกไม่จำ อยากเป็นผู้นำต้องแหกกฎ เว็บไซต์ Brandbuffet.in.th ได้รับเกียรติจาก 4 นักธุรกิจชั้นแนวหน้าระดับประเทศ ตัวแทนจากแต่ละกลุ่มธุรกิจที่แตกต่างกันไป เพื่อมาแชร์ประสบการณ์ในการนำพาองค์กรฝ่าคลื่น Disruption พร้อมมุมมองในการพลิกมุมคิดเมื่อต้องเผชิญวิกฤต รวมทั้งการปรับตัวเพื่อรอด สำหรับธุรกิจต่างๆ และผู้สนใจนำไปเป็นแนวทางเพื่อหาวิธีคิดใหม่ๆ สำหรับแต่ละธุรกิจ

โดยผู้ร่วมสัมมนาในพาร์ทนี้นั้น ​ประกอบด้วย คุณเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, Index Creative Village คุณปิติ ภิรมย์ภักดี  กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจซัพพลายเชน, บุญรอด บริวเวอรี่ คุณยุทธชัย เตยะราชกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบุคคลธนกิจ, ธนาคารยูโอบี (ไทย) และ คุณโฉมชฎา กุลดิลก Head of Corporate Brand, SC Asset พร้อมการสรุปเนื้อหาบางส่วนจากงานสัมมนาครั้งนี้

- Advertisement -

เริ่มด้วยมุมมองแต่ละท่านต่อความหมายของ Disruption รวมทั้ง Disruption ของแต่ละธุรกิจคืออะไร?

คุณเกรียงไกร: ทุกวันนี้คนเชื่อมโยง Disruption กับการมาของยุคดิจิทัล และมีหลายๆ ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวได้จนต้องล่มสลายไป แต่ในความเป็นจริงมี Disrupted และเอฟเฟ็กต์จากการถูกดิสรัปเกิดขึ้นทุกวัน ทั้งจากพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างประเทศ สภาพเศรษฐกิจโดยรวมทั่วโลก โดยดิจิทัลเป็นเพียงแค่หนึ่งในปัจจัยเหล่านั้น แต่เพราะโลกเปลี่ยนทุกวันและเปลี่ยนเร็วขึ้น รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เปิดกว้าง​ทำให้สามารถรับรู้ผลกระทบต่างๆ ได้มากและเร็วขึ้น นำมาสู่การเร่งให้ทุกคนต้องตระหนักถึงการปรับตัวเพื่อรับมือต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น

คุณเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, Index Creative Village

คุณปิติ: Disrupt ของแต่ละคน แต่ละธุรกิจแตกต่างกัน​ เพราะมองต่างมุม ต่างมิติ แต่มากกว่านั้นควรมองว่า Disrupt เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ เพื่อให้รู้ว่าเมื่อถูกดิสรัปแล้วเป็นการส่งสัญญาณอะไรให้เราบ้าง รวมทั้งสิ่งไหนที่ทำให้เราสะดุด ชะงัก หรือต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากที่สุด แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การมองทุกอย่างจากมุมของตัวเอง ตั้งตัวเองเป็นเซ็นเตอร์ ทุกอย่างหมุนอยู่รอบตัวเรา ทำให้มองเห็นได้แค่มิติจากตัวเรา​และมองมิติขององค์กร หรือมิติของสังคมเล็กลง

โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ ที่อยู่มาหลายสิบปี ถ้าถูกดิสรัปโดยความคิดของคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดเช่นนี้ จะทำให้ไม่มีความรักให้องค์กร​ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการดิสรัปตัวเอง​ โดยเฉพาะการอยู่ในธุรกิจบริการต้องมองเห็นว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการคืออะไร แล้วจุดแข็งเราคืออะไร มีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขตรงไหน แก้ได้อย่างไร ​รวมทั้งการเรียนรู้และเข้าใจ Consumer Insight รวมไปถึงคาดการณ์ได้ว่า สิ่งที่ลูกค้ากำลังมองหาคืออะไร พร้อมทั้งประเมินปัจจัยและการเปลี่ยนแปลง​เพื่อหาทางรับมือต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้อย่างทันท่วงทีและไม่เสียโอกาส

คุณยุทธชัย: Disruption คือ การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ก้าวกระโดด โดยที่ผลที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคใน 3 มิติ คือ ทั้งในเรื่องของเวลาที่ต้องประหยัดเวลา เพิ่มความสะดวกและง่ายดายให้ลูกค้า รวมทั้งสามารถเข้าไปแก้ปัญหา หรือ Pain Point ต่างๆ ที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญอยู่ให้ได้ เช่น ในธุรกิจ Banking เมื่อย้อนไป 3 ปีก่อน ภาครัฐมีนโยบายขับเคลื่อน Mobile Banking ให้เกิดภายใน 6 เดือน เพื่อผลักดันพร้อมเพย์ ซึ่งทุกแบงก์ในขณะนั้นย่อมต้องกังวล เพราะมีตัวอย่างให้เห็นอย่างในจีน ที่ FinTech เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ Nonbank เข้าถึงคนในจีนได้ถึง 99% มากกว่าธนาคารปกติที่เข้าถึงคนได้เพียง 60% เท่านั้น

คุณยุทธชัย เตยะราชกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบุคคลธนกิจ, ธนาคารยูโอบี (ไทย)

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ การที่ภาคธนาคารทั้งประเทศมาพูดคุยกัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาแข่งขันกันเอง นำมาซึ่งการมี Landscape ใหม่ในธุรกิจ ด้วยการยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนหรือจ่ายบิลต่างๆ จากการต่อยอดจากพร้อมเพย์​มาสู่บริการ Cross Bank Bill Payment ที่ช่วยทลายกำแพงค่าธรรมเนียมต่างๆ ​จนทำให้ธุรกิจธนาคารเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล  และจำนวน Transaction จากกลุ่มเพย์เม้นต์ของแบงก์เติบโตได้สูงถึง 20-30% เลยทีเดียว

คุณโฉมชฎา: นอกจากการตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการตั้งรับจากการถูก Disrup การส้ราง Mindset และเพิ่มวิธีคิดแบบ Disruptive Thinking ก็มีความสำคัญอย่างมาก เพราะวิธีคิดของคนที่เป็น Disruptor​ จะเลี่ยงการเข้าไปแข่งขัน​ในตลาดที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดอยู่ในขณะนั้น แต่เลือกที่จะเข้าไปในตลาดที่ยังไม่มีคนสนใจ เข้าไปในจุดที่ตลาดอาจจะยังเป็นศูนย์ ยังอยู่ในช่วง Bottom แล้วเลือกที่จะไปพัฒนาสินค้าหรือสร้างตลาดจากจุดนั้น เพื่อให้เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะ Disruptor ส่วนใหญ่จะเลือกทางโตใหม่ๆ ที่อาจจะยังไม่มีใครสนใจเลยด้วยซ้ำ

ขณะที่ในกลุ่มธุรกิจอังหาฯ จะดำเนินธุรกิจสองแกน คือ การตอโจทย์ตลาดในปัจจุบัน และมองข้ามไปตอบโจทย์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยที่ยังไม่รู้ว่าลูกค้าจะเป็นใคร มีหน้าตาอย่างไร ส่วน Disruption Factor ที่น่ากลัวคือ ความหนุ่มสาว เพราะว่าคนกลุ่มนี้จะไม่กลัวอะไร มีความเชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิต ​ทำให้สามารถหาต้นทุนที่ถูกกว่าได้ และจะขับเคลื่อนชีวิตด้วย Passion มากกว่าเรื่องเงิน

การปรับตัว​เพื่อให้รอดจากการถูก Disrupted รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของคนในองค์กร?

คุณเกรียงไกร: ธุรกิจอีเวนท์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ปัจจัยต่างๆ ส่งผลต่อการเติบโตโดยตรง โดยเฉพาะการเมืองในประเทศที่ส่งผลต่อธุรกิจมาตลอด​ 10 ปีที่ผ่านมา หากไม่ปรับตัวคงไม่รอดอย่างแน่นอน ดังนั้น การขยายธุรกิจไปเติบโตในต่างประเทศให้ได้มากที่สุด จึงเป็นหนึ่งในทิศทางการปรับตัวของอินเด็กซ์ เพราะไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หรือจบลงเมื่อไหร่ และต้องกระตุ้นให้คนทั้งองค์กรเปลี่ยนแปลงผ่านแคมเปญภายในชื่อ “Thailand is not enough” ​​เพื่อบอกให้พนักงานเตรียมความพร้อมต่อการก้าวออกไปเผชิญความท้าทายใหม่ๆ ที่แตกต่างจากที่สิ่งคุ้นเคยจากการแข่งขันในประเทศ

โดยอินเด็กซ์ฯ เริ่มขยายไปต่างประเทศ ​จากประเทศใกล้ๆ ไทยอย่าง พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม รวมทั้งเรียนรู้องค์ความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ ทั้งวัฒนธรรม ข้อกฎหมาย​ รวมทั้งรูปแบบการทำธุรกิจที่ต่างออกไป เพราะประเทศไทยค่อนข้างมีความยืดหยุ่นที่เอื้อต่อการทำธุรกิจได้สูง แต่ในบางประเทศต้องยึดกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องคำนึง​ เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ที่ก่อนหน้านี้เวลาทำธุรกิจในประเทศอาจไม่เคยคำนึงถึงมาก่อน​ ทำให้พนักงานในองค์กรจะค่อยๆ ปรับตัวและเรียนรู้ที่จะออกจาก Comfort Zone เพื่อขยายไปสู่ประเทศใหม่ๆ ได้มากขึ้น จากช่วงแรกๆ อาจจะอยู่ใน AEC แต่ตอนนี้ สามารถขยายไปจัดงานในญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศใหม่ๆ ในอนาคตได้เพิ่มมากขึ้น โดยที่องค์กรก็ต้องมีความพร้อมสำหรับการนำเสนอไอเดียต่างๆ เพื่อเข้าไปแข่งในระดับโลกให้ได้ด้วย

คุณปิติ: ในฐานะที่บุญรอดฯ​ เป็นองค์กรที่มีอายุยาวนานมาถึง 86 ปี และมีคนทุกเจนเนอเรชั่น​​ มีค่าเฉลี่ยอายุคนในองค์กรรวมทั้งที่ปรึกษาต่างๆ อยู่ที่ 65 ปี ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่ถ้าเป็นผู้บริหารระดับกลางจะอยู่ที่ราว​ 50 ปี ​ซึ่งองค์กรที่มี Gap หลากหลายทั้ง​ GenX, Y, Baby Boom ซึ่งวิธีคิด มุมมอง หรือการนำเสนอขอ้มูลต่างๆ อาจจะแตกต่างกัน ดังนั้น กฏเกณฑ์ข้อแรกของบริษัทเมื่อต้องตัดสินใจร่วมกันคือ ต้องพูดคุยในเรื่องเดียวกันและเข้าใจทุกอย่างให้ตรงกัน เพราะแม้หลายดัชนีจะมองว่าบริษัทมีธุรกิจที่มั่นคง​ ไม่ว่าจะเป็นการสะสมประสบการณ์ในธุรกิจมาถึง 86 ปี หรือไซส์ยอดขายที่แตะหลักแสนล้านบาท

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี  กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจซัพพลายเชน, บุญรอด บริวเวอรี่

แต่บนความมั่นคงเหล่านี้ก็พบว่า ธุรกิจยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ​ทั้งสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับหลายปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้  ดังนั้น การมีธุรกิจใหม่นอกจากเบียร์ ซึ่งเป็น Core Business ก็เป็นอีกหนึ่งทิศทางในการเติบโตเพื่อกระจายความเสี่ยง ทั้งในกลุ่มอาหาร ซัพพลายเชน อสังหาริมทรัพย์​ หรือการลงทุนในสตาร์ทอัพต่างๆ ซึ่งแม้จะมีวิสัยทัศน์ต่างๆ ออกมา แต่หากบริษัทและพนักงานไม่พร้อมก็จะกลายเป็นการเดินตกเหวได้ จึงต้องมีการเสริมทีมและศึกษาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน รวมทั้งการมองเป้าหมายที่ใหญ่มากกว่าแค่การขายในประเทศ แต่ต้องมีโอกาสจากตลาดทั่วโลก รวมทั้งมองหานวัตกรรมหรือสิ่งที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ได้ ภายใต้ความพร้อมของบุญรอดฯ เพื่อหาโอกาส Diversify ธุรกิจเพิ่มเติม​

แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ความพร้อมของคนในองค์กรต่อการปรับเปลี่ยนต่างๆ โดยจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของบริษัทและคนในองค์กร รู้ว่าจะวาง Vision และ Mission อย่างไร ​เข้าใจขอบเขตความสามารถของตัวเองว่าทำอะไรได้แค่ไหนโดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์เสมอไป แต่เลือกที่จะหาพาร์ทเนอร์ทั้ง JV หรือ M&A เพื่อเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจให้มากที่สุด และบาลานซ์ความเสี่ยงในการทำธุรกิจ บนพื้นฐานที่บริษัทถนัดและสามารถทำได้

“ข้อดีของการมีดิสรัปในโลกธุกิจทุกวันนี้ คือ การทำให้ทั้งคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นเก่าในโลกธุรกิจมีความกลัวว่า ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนแปลง วันหนึ่งบริษัทก็จะอยู่ไม่ได้และทุกคนก็ไม่สามารถอยู่รอดได้เช่นกัน จึงให้ความสำคัญและต้องการที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง”

คุณยุทธชัย: ในส่วนของยูโอบี ซึ่งเป็นแบงก์ขนาดกลาง มี Asset Size ประมาณ​ 5 แสนล้านบาท แต่ต้องแข่งขันกับแบงก์ขนาดใหญ่ที่มีกว่าพันสาขาทั่วประเทศ ด้วยการโฟกัสไปที่การสร้างฐานลูกค้าในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มเจนวายอายุ 20-35 ปี ที่จะกลายเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพของธุรกิจธนาคารในอนาคต และพฤติกรรมคนกลุ่มนี้จะมีการใช้งานดิจิทัลในปริมาณสูง​ ไม่นิยมไปทำธุกรรมต่างๆ ที่สาขา​ แต่เลือกทำผ่านมือถือมากขึ้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าเจนวายถือเป็นกลุ่มที่เข้ามามีบทบาท​ในภาคการเงินและทุกแบงก์หันมาโฟกัสเช่นกัน แต่อาจจะยังเป็นกลุ่มที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการเงินมากนัก

ดังนั้น ทิศทางของธนาคารยูโอบี​ จึงไม่เน้นการขยายสาขาที่เป็น Physical แต่จะมุ่งไปที่ดิจิทัลแบงก์ ​โดยเฉพาะ Fully Internet Digital ที่ทุกคนสามารถเป็นลูกค้าธนาคารได้ โดยไม่ต้องไปสาขา แค่โหลดแอปฯ ธนาคาร​ และทำกระบวนการ KYC รวมทั้งยืนยันตัวตนผ่านตู้อัตโนมัติที่ทางธนาคารตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ขณะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลของธนาคารนั้น จะสร้างความแตกต่างด้วยการนำระบบ Machine Learning มาใช้เพื่อให้ระบบสามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจผู้ใช้งานได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่การเรียงเมนูตามการลักษณะใช้งาน เตือนความจำ Transaction ที่ลูกค้าใช้งานประจำ และยังพัฒนาโปรแกรม Chat  Bot ช่วยตอบคำถามหรือข้อสงสัยของลูกค้า รวมทั้ง Live Chat ในกรณีที่ต้องการคุยกับเจ้าหน้าที่ เพื่อลด Pain Point ในการใช้บริการคอลเซ็นเตอร์ที่ส่วนใหญ่มักต้องรอเจ้าหน้าที่เป็นเวลานาน

“ทุกๆ การปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในองค์กร จะมีทั้งคนที่พร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนและคนที่ไม่อยากปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานแบงก์ที่มีข่าวแบงก์ใหญ่ๆ ปลดคน ลดคน ออกมาตลอดเวลา ดังนั้น เราจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจให้พนักงาน และย้ำ Core Value ในการทำธุรกิจ ที่แม้ว่าจะเป็นแบงก์ขนาดกลางแต่ไม่มีนโยบายในการปิดสาขา หรือลดคน แต่จะเปลี่ยนแพลตฟอร์มในสาขาที่มีอยู่ 150 สาขา ให้ใหญ่ขึ้นและเปลี่ยนให้มีความ Hi Touch เพื่อเสิร์ฟลูกค้าระดับบนและกลาง​ รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยในบางส่วนงานก็จำเป็นต้องสื่อสารและทำความเข้าใจไปยังพนักงานอย่างชัดเจน”

คุณโฉมชฎา: การบริหารคนถือเป็นความท้าทายมากที่สุด โดยเฉพาะในสองมิติหลักๆ คือ Mindset ในเรื่องของพฤติกรรม ความเชื่อ หรือทัศนคติต่างๆ และ Skill Set ในเรื่องของความสามารถและกาเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งทักษะที่องค์กรให้ความสำคัญจะเน้นที่ Mindset เป็นสำคัญ เพราะ Skill Set สามารถเติมได้ด้วยการเทรนนิ่ง อบรม หรือการพัฒนาต่างๆ ในภายหลังได้ ​ขณะที่ Mindset จะบอกได้ว่าคนๆ นั้น เหมาะกับองค์กรหรือไม่ แต่ก็สามารถเติมได้ด้วยวัฒนธรรมองค์กรเช่นกัน ดังนั้น เมื่อองค์กรมีวัฒนธรรมที่แข็งแรง ก็จะช่วยปรับพฤติกรรมของคนให้สอดคล้องไปกับองค์กรได้ รวมทั้งยังส่งต่อไปสู่คนอื่นๆ ที่อยู่ภายในองค์กรได้ด้วย

คุณโฉมชฎา กุลดิลก Head of Corporate Brand, SC Asset

ซึ่งทาง SC Asset ได้ทำการลอนช์วัฒนธรรมใหม่ในองค์กรให้ทันสมัยและเข้ากับวิถีการทำงานยุคใหม่ เรียกว่า Sky Drive หรือดิ่งพสุธา เพื่อปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานใหม่ทั้งหมด ปรับวิธีทำงาน รื้อโต๊ะทำงานแบบเดิมๆ ออก ให้เหลือเพียง Hot Desk และมีพื้นที่ตรงกลางสำหรับการประชุม สำหรับเสนอไอเดียต่างๆ ร่วมกัน ต่างจากการนั่งประชุมในห้องแบบเดิมๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งท่าใหม่ๆ ในการทำงาน ซึ่งสุดท้ายแล้ว นกบางตัวที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่ปรับตัวให้เข้ากับระบบใหม่นี้ก็จะโบยบินออกไป

มองเทรนด์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สำหรับในแต่ละธุรกิจไว้อย่างไรบ้าง?

คุณเกรียงไกร: ในอนาคตต้องมองทุกอย่างเป็น Universal มองข้ามจากแค่ตลาดไทยไปเพื่อให้เสิร์ฟคนได้ทั้งโลก โดยอาศัยความเป็นดิจิทัลที่สามารถสื่อสารกันได้ง่ายมากขึ้น หรือการมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้เข้าใจภาษาที่แตกต่างกันได้ง่ายมากขึ้น กลายเป็นเวทีให้สามารถนำเสนอไอเดียเพื่อต่อยอดสร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น รวมทั้งจำเป็นต้อง Create New Experience ให้กลุ่มเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการครีเอทอีเวนท์แต่ละครั้งที่ผ่านมา เราจะมีการมอนิเตอร์ข้อมูลคนร่วมงานที่เป็นต่างชาติอยู่เสมอ​​ และพบว่าก่อนหน้านี้หากอยากให้มีชาวต่างชาติมาร่วมงานต้องซื้อสื่อในประเทศเป้าหมาย แต่ปัจจุบันถ้าไอเดียงานน่าสนใจ ก็จะสร้างการรับรู้ออกไปได้ในวงกว้างผ่านสื่อโซเชียลต่างๆ ทำให้มีคนสนใจเข้ามาร่วมงานได้เพิ่มมากขึ้น

คุณปิติ: มองทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต ต้องเปลี่ยนวิธีคิดไม่มองว่าใครเป็นคู่แข่ง แต่ให้มองว่าใครที่สามารถเข้ามาเป็นพันธมิตรในการทำธุรกิจ​เพื่อสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ ​ซึ่งในการร่วมมือ​แต่ละคนก็จะทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ​เพื่อเพิ่ม Value ให้ธุรกิจได้มากขึ้น เช่น ในธุรกิจโลจิสติกส์มีหลายพื้นที่ หลายรูปแบบ ทั้งการขนส่งทางน้ำ ทางบก หรือบางรายเชี่ยวชาญพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้ ถ้าสามารถรวมคนเหล่านี้มาเป็นพันธมิตรภายใต้เครือข่ายเดียวกัน ก็จะช่วยลดต้นทุนได้เพิ่มมากขึ้น ดังน้ัน ทุกกลุ่มธุรกิจทั้งอาหาร ซัพพลายเชน หรือในหลายๆ อุตสาหกรรมต้องเปลี่ยน​ Mindset ที่มองคู่แข่งเป็นศัตรู มามองเป็นพันธมิตรให้เติบโตไปพร้อมกันได้ เพราะการทำธุรกิจในทุกวันนี้ไม่มีเขตแดน ทุกคนสามารถเรียนรู้ร่วมกันและพัฒนาทุกๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน

คุณยุทธชัย: สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสให้เรากลับมา Redesign ตัวเองได้ว่า เราจะเติบโตในทิศทางใด เพราะทุกคนรู้แล้วว่าต้องปรับตัว แม้แต่แบงก์ขนาดใหญ่ที่อยู่มาหลายสิบปีหรือเป็นร้อยปี แต่ต้องดูว่าเราจะเลือกไปใน Option ใดแล้วสิ่งเหล่านั้นเสริมในจุดแข็งที่เรามีหรือไม่ ซึ่งโชคดีที่เรามีพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญในเรื่องของ FinTech ที่ทำให้สามารถพัฒนาแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ไลฟสไตล์คนในปัจจุบันได้ โดยที่เรายังอยู่ระหว่างการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมของบุคลากรให้พร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้

คุณโฉมชฎา: คำว่า Why ในการซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์อาจจะไม่เปลี่ยน เพราะบ้านยังเป็นปัจจัยสี่ของคน แต่ How ต้องเปลี่ยนไปจากเดิม​​ บ้านแต่ละหลังมีของใช้ต่างๆ ที่เปลี่ยนไปจากอดีตมากมาย ดังนั้น What ที่เราจะเสิร์ฟให้ตลาดก็ต้องเปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับ How ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะพฤติกรรมคนยุคใหม่ที่จะเข้าสู่ Sucribtion Economy ​ที่ทุกอย่างจะสั่งผ่านแอปพลิเคชั่น ไม่ว่าจะเป็นข้าว น้ำ ของใช้ต่างๆ หรือแม้แต่การเข้าถึงสถาบันการเงินในการรีไฟแนนซ์บ้านหรือคอนโดฯ ​ซึ่งทาง SC Asset ก็ได้ก้าวมาสู่เทรนด์นี้ด้วยการพัฒนาแอปฯ ที่ชื่อ รู้ใจ ซับสคริปชั่น เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้าในปัจจุบัน

การมูฟของ SC Asset เป็นการพัฒนาธุรกิจในมิติของการสร้างนวัตกรรมใหม่​ รวมทั้งยังสอดคล้องกับกระแส Disrupt ในธุรกิจที่ต้องบุกเบิกตลาดที่ยังเป็นศูนย์อยู่ เช่น การ Subscribe บ้าน ทำให้ในอนาคตอาจจะไม่ต้องมีภาระในเรื่องบ้าน​ ​เพราะสามารถมีบ้านอยู่ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ Asset​ เหล่านั้น ซึ่งแม้ในวันนี้อาจจะมองว่าเป็นไปไม่ได้หรือเหลือเชื่อ แต่ในอนาคตก็อาจเกิดขึ้นได้ เหมือนกับหลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ที่เมื่อมองย้อนกลับไปก็มีหลายสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริงเช่นเดียวกัน

ชมย้อนหลังได้ที่นี่