‘ยินดีต้อนรับทุกคน’ บาวาเรีย​ 0.0% ประกาศเจ้าตลาดเบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์ ‘เราขายเงียบๆ ในไทยมา 5 ปีแล้วนะ’

เป็นปีที่เห็นความคึกคักอย่างมากในกลุ่มเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอลล์ (Non Alcohol Malt Beverage)​ หรือเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า “กลุ่มเบียร์ไม่มีแอลกอฮอลล์”​ โดยเฉพาะหลังจากการที่มีแบรนด์ใหญ่ออกมาทำตลาด ทำให้เริ่มเห็นการสื่อสารเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงสินค้าชนิดนี้ เพื่อโอกาสในการผลักดันให้ตลาดเติบโตและขยายตัวได้มากขึ้น

หลังจากหนึ่งในคีย์แบรนด์ของตลาดเบียร์อย่างไฮเนเก้น ประกาศรุกตลาดเครื่องดื่มมอลต์ไม่มีแอลกอฮอลล์ ​ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และเป็นตลาดที่สองในเอเชียแปซิฟิกต่อจากสิงคโปร์ จากที่ก่อนหน้าทยอยลอนช์สินค้าในกลุ่มนี้มา​​ตั้งแต่ปี 2017 จากแถบบ้านเกิดอย่างเนเธอร์แลนด์ สเปน เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส ก่อนจะไล่มาในแถบเอเชีย จนตอนนี้กระจายสินค้าได้แล้ว 38 ประเทศทั่วโลก และแผนจากนี้คือการผลักดันตลาดให้ Double ทั้ง Size และ Sell

เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่คนรู้จักทั่วโลกและสามารถเข้าถึงคนได้แบบ Main Stream ทำให้ผู้บริโภคค่อนข้างตื่นเต้นและมองว่าตลาดเบียร์ไม่มีแอลกอฮอลล์เป็นของใหม่ แต่จริงๆ แล้วในประเทศไทยมีเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ขายแบบเงียบๆ มากว่า 5 ปีแล้ว ภายใต้การนำเข้าของบริษัทกัปตัน บาร์เรล จำกัด ซึ่งทำตลาดเบียร์นำเข้าในไทยกว่า 10-20 แบรนด์ รวมเกือบ 300 รายการ โดยพอร์ตใหญ่คือ แบรนด์บาวาเรีย ซึ่งมีทั้งกลุ่มแอลกอฮออล์ 5% และ Non Alcohol พร้อมทั้งประกาศตัวเป็นเจ้าตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ทั้งในไทยและในตลาดโลก เนื่องจาก ทำตลาดกลุ่มนี้ในไทยมาแล้วถึง 5 ปี ส่วนในตลาดโลกนั้นทำมานานถึง 40 ปีแล้ว ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ บาวาเรีย 0.0% มอลต์ ดริ้งค์ ที่ได้มีการเริ่มไลน์การผลิตตั้งแต่ปี 1978 แล้ว

คุณอาชว มหามงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กัปตัน บาร์เรล จำกัด ให้ข้อมูลว่า บาวาเรีย​เป็นแบรนด์เบียร์เก่าแก่ของเนเธอร์แลนด์บ้านเดียวกับไฮเนเก้น และทำตลาดมายาวนาน ซึ่งในปีนี้เป็นปีที่แบรนด์บาวาเรียครบ 300 ปีแล้ว และถือได้ว่าเป็นแบรนด์ผู้นำในตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอลล์ เนื่องจากเป็นแบรนด์แรกที่ทำตลาดเครื่องดื่มในกลุ่มนี้ และทำมากว่า 40 ปี จนมีความเชี่ยวชาญกระทั่งมีเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ที่ชื่อ ไบโอรีแอคเตอร์ เทคโนโลยี (Bioreactor Technology)

สำหรับเทคโนโลยีไบโอรีแอคเตอร์นี้​ จะเป็นการควบคุมการหมัก เพื่อให้สามารถหยุดยั้งเซลล์ของยีสต์ไม่ให้สร้างโมเลกุลที่จะเรียงตัวกันจนเกิดเป็นแอลกอฮอล์ ทำให้ไม่มีแอลกอฮอล์เกิดขึ้น จึงไม่ต้องมีกระบวนการในการสกัดแอลกอฮอลล์ออกจากเครื่องดื่มเหมือนวิธีที่แบรนด์อื่นๆ ชอบใช้ จึงไม่เกิดการสูญเสียเซลล์ของยีสต์และคงรสชาติเอาไว้ได้ และยังสร้างความต่างจากกระบวนการผลิตแบรนด์อื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีสกัดแอลกอฮอลล์ออกจากเครื่องดื่ม หรือการหมักด้วยอุณหภูมิต่ำเป็นเวลานาน

“เรากล้าพูดได้ว่า บาวาเรีย 0.0% มอลต์ดริ้งค์  เป็นผู้นำในตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอล์เพราะเราทำตลาดมาก่อน โดยในตลาดโลกทำมาเกือบ 40 ปี ส่วนในไทยเราทำตลาดมา 5 ปีแล้ว แต่หากเป็นเบียร์ที่มีแอลกอฮอลล์ เราได้นำเข้าบาวาเรีย แอลกอฮอลล์ 5% เข้ามาในตลาดประเทศไทย 8 ปีแล้ว แต่ปีนี้จะเป็นปีที่มีการบุกตลาดมากที่สุด​​ เนื่องจาก​เป็นปีที่แบรนด์บาวาเรียครบ 300 ปี ประกอบกับความพร้อมทั้งของทีมงาน และตลาดที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ทางเนเธอร์แลนด์คัดเลือกให้ร่วมกิจกรรมฉลอง 300 ปี โดยที่บาวาเรีย มอลต์ดริ้งจะเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญในการช่วยสื่อสารแบรนด์ในภาพรวม โดยใช้งบกว่า 60% ของงบการตลาดทั้งหมดที่วางไว้ เนื่องจากข้อกฎหมายในการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ประกอบกับการต้อง Educated โปรดักต์ในกลุ่มมอลต์ดริ้งค์ เพื่อให้ตลาดและผู้บริโภคมีความเข้าใจสินค้าได้อย่างถ่องแท้”​

จุดแข็งคือ ทางเลือกที่หลากหลายกว่า

แม้จะอยู่ในตลาดมาก่อนถึง 5 ปี แต่บาวาเรียเองก็ยอมรับว่าตลาดมอลต์ดริ้งค์ในไทยยังมีขนาดเล็กมาก ถ้าประเมินตามความเป็นไปได้​มูลค่าตลาดน่าจะอยู่ที่ราวๆ ร้อยกว่าล้าน แต่หลังจากที่แบรนด์ใหญ่เข้ามาช่วยขับเคลื่อน ประกอบกับพฤติกรรมความใส่ใจสุขภาพที่เติบโต เชื่อว่าหลังจากนี้ตลาดจะเติบโตได้มากขึ้น เพราะเมื่อดูจากปีที่ผ่านๆ มา แม้ว่าตลาดจะยังไม่ได้รับความสนใจมากขนาดนี้ แต่ก็สามารถผลักดันให้เติบโตได้ทุกปีไม่ต่ำกว่าปีละ 15-20%  โดยเชื่อว่าการเติบโตในปีนี้ก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 20% อย่างแน่นอน

การมีผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาในตลาดถือเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะการมีแบรนด์ใหญ่ก็จะทำให้ตลาดได้รับความสนใจมากขึ้น แต่เราเชื่อว่าจะสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้ เนื่องจาก ผู้เล่นอื่นๆ จะมีเพียงรสชาติเดียว ที่เป็นเบียร์ 0.0% ออริจินัล ขณะที่บาวาเรีย มีทางเลือกที่เป็นรสผลไม้ต่างๆ ให้เลือกด้วย โดยในไทย มี 3 รสชาติ ได้แก่ แอปเปิ้ล สตรอเบอร์รี่ และเลมอน ส่วนในตลาดโลกมีถึงกว่าสิบรสชาติ ทั้งพีซ เสาวรส ข้าวสาลี เป็นต้น ซึ่งยังเป็นความต่างและมีทางเลือกที่มากกว่าให้แก่ผู้บริโภค”  

ส่วนทิศทางการขยายตลาดบาวาเรีย 0.0% ในประเทศไทยนั้น ยังคงให้ความสำคัญที่ช่องทางขายเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันได้กระจายสินค้าไปกว่า 200 แห่ง ทั้งในรูปแบบ On Trade หรือร้านอาหาร ผับ บาร์ ร้านกาแฟ และ Off Trade ตามซูเปอร์มาร์เก็ตและออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันกระจายอยู่ในช่องทางของเครือเซ็นทรัล อาทิ ท็อปส์ เซ็นทรัลฟู้ดฮอลล์ และเจดีเซ็นทรัล โดยในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มช่องทางให้มากขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 400 แห่ง โดยเฉพาะร้านอาหาร ผับ บาร์ต่างๆ ให้ทั่วพื้นที่ กทม. มากขึ้น รวมทั้งขยายไปยังโมเดิร์นเทรดในเครืออื่นๆ ที่นอกเหนือเซ็นทรัลมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เชื่อว่าจะผลักดันการเติบโตได้มากขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ทั้งจากการเพิ่มน้ำหนักในการทำตลาดที่มากขึ้น ​ทั้งในแง่ของการสื่อสารแบรนด์หรือให้โปรโมชั่นช่องทางขายต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งจำนวนช่องทางที่มากกว่าเท่าตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำตลาดในกลุ่มเครื่องดื่ม โดยเชื่อว่ารายได้ในกลุ่มมอลต์ดริ้งหรือเบียร์ไร้แอลกอฮอลล์จะขยับสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 40% จากปัจจุบันรายได้กว่า 70% ของบาวาเรียในไทยจะมาจากเบียร์ และ 30% จาก Non Alcohol Malt Drink

Non Alcohol โอกาสโตใหม่​ๆ ของตลาดเบียร์

ทั้งนี้ เมื่อให้ทางบาวาเรีย ฉายภาพให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นของตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอลล์ เพื่อประเมินทิศทางและโอกาสในการเติบโตของตลาดนี้ ได้ข้อมูลว่า

ตลาดเบียร์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงแตะระดับ  5.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 19.47 ล้านล้านบาท ในปี 2560 ขณะที่มีการประเมินว่าทิศทางตลาดเบียร์จะโตขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วง 6 ปีจากนี้ ตั้งแต่ปี 2562 – 2568 ตลาดจะเติบโตขึ้น ประมาณ 1.8% ดันมูลค่าพุ่งทะลุ 6.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22.44 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจาก https://www.alliedmarketresearch.com/beer-market)

ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดอยู่ในภาวะชะลอตัวจากสภาพเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายโดยรวมในทุกเซ็กเมนต์ โดยปัจจุบันตลาดเบียร์ไทยมีมูลค่ารวม 1.8 แสนล้านบาท แต่ท่ามกลางบรรยกาศความซบเซา กลับพบว่าเซ็กเมนต์เบียร์พรีเมี่ยม ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 6% ยังมีโอกาสและทิศทางเติบโตได้อีกมาก แม้อัตราเติบโตจะไม่หวือหวาร้อนแรง แต่ยอดจำหน่ายค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเบียร์พรีเมี่ยมนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยการบริโภคในกลุ่มมีกำลังซื้อสูง ประกอบกับความต้องการลิ้มลองรสชาติที่แปลกใหม่ ตามไลฟ์สไตล์กินดื่มของผู้บริโภคในปัจจุบัน

“การแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด แต่กำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่งผลให้ผู้ผลิตเบียร์ทั้งรายใหญ่และเล็ก ต่างแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในทุกเซ็กเมนต์ รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย โดยเฉพาะกระแสการให้ความสำคัญและดูแลสุขภาพของผู้บริโภค​ ทำให้หลายคนมองหาเครื่องดื่มที่แปลกใหม่ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยดันให้ตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอล์หรือเบียร์ 0.0% ได้รับความสนใจ และเพิ่มความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก”

โดยข้อมูลจาก Global Market Insights แสดงให้เห็นว่า มูลค่าตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ในทวีปเอเชียแปซิฟิค มีมูลค่ามากกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.95 หมื่นล้านบาท ในปี 2559 โดยตลาดหลักในทวีปเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งการถือกำเนิดของเบียร์ไร้แอลกอฮอลล์ในตลาดนี้เกิดมาไม่ถึง 10 ปี แต่มีมูลค่าตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ และยังคงสามารถรักษาการเติบโตต่อปีไว้ได้อย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าปีละ 15%

นอกจากนี้ยังพบว่าตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ในประเทศสหราชอาณาจักรเติบโตกว่า 15% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (อ้างอิงจากข้อมูลเว็บไซต์ beveragedaily.com) โดยเฉพาะในเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นบ้านเกิดทั้งของบาวาเรียและไฮเนเก้น ขนาดของตลาดมอลต์ดริ้งค์ก็กินสัดส่วนในตลาดเบียร์โดยรวมไว้ได้กว่า 5% หรือราว 10 ล้านลิตรต่อปี  โดยเชื่อว่าทิศทางของตลาดเบียร์ไร้แอลกอฮอลล์ในประเทศไทยในอนาคต จะได้รับความมนิยมเพิ่มมากขึ้น​ ไม่ต่างจากในตลาดเอเชียแปซิฟิคและยุโรปเช่นเดียวกัน