10 เรื่องต้องรู้ 101 The Third Place ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ใหม่ มากกว่าห้าง…คือ พื้นที่ใช้ชีวิต

ความสำเร็จของทุกธุรกิจในวันนี้ โจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้อง “ตอบและทำให้ได้” คือ การหาความต้องการของลูกค้าให้เจอ และตอบสนองความต้องการนั้นให้ได้แบบตรงจุดมากที่สุด เพราะความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แถมยังมีความต้องการที่แยกย่อยมากมาย หากตอบสนองความต้องการนั้นได้ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล

บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MQDC หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ของไทย มองเห็นและเข้าใจในจุดนี้ดี จึงทำการบ้านทั้งการศึกษา วิจัย และค้นหาความต้องการของกลุ่มลูกค้า เพื่อพัฒนาโครงการออกมาให้ตรงใจ ตรงความต้องการของลูกค้ามากที่สุด โครงการ 101 The Third Place @True Digital Park โครงการที่เปิดตัวล่าสุด  สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่  ที่ไม่เพียงต้องการซื้อสินค้าและบริการ แต่คือพื้นที่ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ทุกด้านของการใช้ชีวิต 101 The Third Place ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์แห่งแรกของกรุงเทพฯ บริเวณถนนสุขุมวิท 101 ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีปุณณวิถี จึงเกิดขึ้น

โครงการถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่มีความสุข ในโครงการรูปแบบ Smart City ซึ่งเป็น Digital Hub ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แนวคิดการพัฒนาจึงได้ผสานทั้งเรื่องของ Digital, Green Space และ Life Style เอาเข้ามาไว้  ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่  และเป็นโครงการที่มุ่งเน้นให้เกิดความยั่งยืน (Sustainability)  จึงมีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดถึง 32% การผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านต่างๆ เข้ามาไว้ เพื่อลดความสิ้นเปลืองในการใช้ทรัพยากร และยังช่วยเติมเต็มคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้บริโภคอีกด้วย โครงการจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ ของกระทรวงพลังงาน และเป็นเอกชนเพียงรายเดียว นับเป็นเรางวัลที่เป็นเครื่องยืนยันว่าแนวคิดการพัฒนาโครงการในรูปแบบ Smart City ที่ชัดเจน

และนี่คือ 10 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวโครงการ 101 The Third Place กับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่คิดมาเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้กับคนกรุงเทพฯ กับแนวคิด Green & Digital Lifestyle Third Place

1. พื้นอัจฉริยะ Pavegen ก้าว..กระโดด ก่อเกิดพลังงาน

เมื่อเดินจากทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อเข้าสู่ตัวโครงการ บริเวณทางเข้าเราจะได้พบกับพื้นที่เรียกว่า Pavegen เป็นระบบเทคโนโลยีสร้างพลังงานไฟฟ้า ที่เกิดจากน้ำหนักของแรงเหยียบลงบนพื้น ซึ่งแรงกดลงบนพื้นจะถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า และถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่รถยนต์ ซึ่งทาง Toyota เอาแบตเตอรี่ที่ไม่ได้ใช้งานของรถยนต์ Hybrid แล้ว นำเอากลับมาใช้ใหม่ พลังงานที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ก็จะนำเอาไปใช้ภายในโครงการ​ เพื่อส่องสว่างในช่วงเวลากลางคืน หรือเอาไปชาร์จโทรศัพท์ก็ได้  ทุกคนที่เดินเข้าโครงการและเหยียบพื้น Pavegen มากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ได้พลังงานมากขึ้นเท่านั้น

2. Solar Cell แปลงแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าใช้งานได้จริง

หลังจากเดินผ่าน Pavegen เข้าไปในอาคาร บริเวณบันไดเลื่อนเพื่อขึ้นไปชั้นถัดไป เราจะเห็นแผง Solar Cell ขนาดใหญ่ถูกติดตั้งไว้บนหลังคา ซึ่งระบบ Solar Cell ของโครงการ  สามารถผลิตไฟฟ้าและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ถึง 245,000 kWh/yr ซึ่งระบบจัดเก็บไฟฟ้าจะใช้หลักการเดียวกับระบบ Pavegen คือ นำเอาไฟฟ้าที่ได้เก็บไว้ใน Li-ion Battery  ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วและนำกลับมาใช้งานใหม่ ส่วนไฟฟ้าที่ได้ก็เอาไปใช้ในเรื่องของระบบไฟส่องสว่างในโครงการ ถือได้ว่าเป็นการนำเอาของเหลือใช้กลับมาสร้างประโยชน์ใหม่อีกครั้ง และยังนำเอาพลังงานบริสุทธิ์จากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์อีกด้วย

3. Big Roof ไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่ยังช่วยลดความร้อนได้ถึง 3-5%

นอกจากโครงการจะติดตั้งหลังคา Solar Cell  บริเวณใกล้เคียงกันก็ได้ออกแบบและดีไซน์หลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกว่า Big Roof ความพิเศษของหลังคา Big Roof  ไม่ได้มีความสวยจากวัสดุที่เรียกว่า Ethylene Tetrafluoroethylene, ETFE ซึ่งนำมาใช้ทำหลังคาเท่านั้น แต่ ETFE คือ วัสดุที่ผลิตจากพลาสติกประเภทหนึ่ง มีคุณสมบัติโปร่งแสง น้ำหนักเบา สามารถกันรังสียูวีได้ จึงทำให้ลดความร้อนจากแสงอาทิตย์เข้าตัวอาคารได้ถึง 3-5% แต่ยังคงให้แสงสว่างเข้าตัวอาคารได้มากด้วย โครงของวัสดุ ETFE ยังสามารถออกแบบติดตั้งไฟ LED เพิ่มความสวยงามในยามค่ำคืนได้อีกด้วย

4. แปลงโฉมวัสดุจากงานก่อสร้าง เป็นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งสุด Cool 

การก่อสร้างโครงการจะมีวัสดุเหลือใช้ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศษคอนกรีต เศษเหล็ก พีวีซี ของเหล่านี้ถ้าจะทิ้งไปเป็นขยะก็ดูจะไร้ประโยชน์ ทางโครงการจึงเห็นว่าถ้าเอาวัสดุต่างๆ นำกลับมาใช้ใหม่ ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งเรื่องของความคุ้มค่า โครงการจึงได้ร่วมมือกับ Echolab ดีไซน์สตูดิโอที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้วยแนวคิด Circular Design ผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานได้จริง ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ จากวัสดุเหลือใช้ และยังมีการนำเอาคอนกรีตเหลือใช้มาทำเป็นของตกแต่งผนังอาคารซึ่งทำให้เกิดความสวยงามอีกด้วย

5. 101 The Third Place แปลงเศษขยะ ให้มีราคา

อีกหนึ่งแนวคิดการจัดการของเสีย โดยเฉพาะ “ขยะ” ไม่เฉพาะประสิทธิภาพการกำจัดขยะเท่านั้น​ แต่เป็นแนวคิดการสร้างมูลค่าจากเศษขยะ ซึ่งทางโครงการได้จัดทำกระบวนการ Recycle นับตั้งแต่การติดตั้ง ตู้รับขวดพลาสติก (Reverse Vending Machine) โดยใช้เทคโนโลยีบีบ-อัดขวดให้มีขนาดเล็กลง โดยลูกค้าที่นำเอาขวดมา Recycle จะได้รับคะแนนเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดกับร้านค้าต่างๆ ภายในโครงการ หรือจะบริจาคคะแนนให้กับหน่วยงานการกุศลต่อไปก็ได้เช่นกัน

ขณะที่กระบวนการกำจัดขยะอื่นๆ นอกจากการมีถังขยะแบบแยกประเภท ตามชนิดของขยะแล้ว ขยะที่ต้องกำจัดแต่ละวัน ทางโครงการมีห้องจัดการขยะ ที่จะแยกขยะเปียก เพื่อเอาไปใช้ผลิตเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้ภายในโครงการ โดยได้รับความร่วมมือจากร้านอาหารภายในโครงการ ช่วยกันแยกขยะอีกด้วย

6. 101 Park สวนลอยฟ้า พื้นที่สีเขียวแห่งใหม่คนกรุงเทพฯ

แม้ว่าโครงการ 101 The Third Place จะเป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ แต่โครงการก็ไม่ได้ละเลยการสร้างพื้นที่สีเขียว เพราะต้องการทำให้ทุกพื้นที่ของโครงการสามารถสร้างความสุขให้กับผู้เข้ามาใช้ได้ โครงการจึงได้จัดทำสวนขนาดใหญ่ พร้อมสนามหญ้าซึ่งสามารถปรับพื้นที่เป็นลานกิจกรรมสันทนาการได้อีกด้วย ถือเป็นสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ พื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ที่สร้างอากาศบริสุทธิ์ให้กับคนกรุงเทพฯ ซึ่งสัดส่วนพื้นที่สีเขียวของโครงการ 101 The Third Place  มีมากถึง 32% ทั้งพื้นที่ภายในอาคารและภายนอกอาคารรวมกว่า 5,000 ตารางเมตร ที่สอดแทรกอยู่ทั่วคอมเพล็กซ์

7. ช่องจอดรถ Eco Car และชาร์ตรถ EV พื้นที่พิเศษสำหรับคนหัวใจรักษ์โลก

การเดินทางมายังโครงการ 101 The Third Place สามารถเดินทางมาได้ทั้งรถโดยสารสาธารณะ อย่างเช่น รถไฟฟ้าบีทีเอส ลงที่สถานีปุณณวิถี หรือจะเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็สะดวก ยิ่งคนมีรถยนต์ส่วนตัวประเภท Eco Car จะได้รับสะดวกสบายมากขึ้น  เพราะทางโครงการได้จัดเตรียมพื้นที่จอดรถพิเศษสำหรับ Eco Car โดยเฉพาะไว้ถึง 60 ช่อง หรือคนที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (รถ EV) ทางโครงการก็มีจุดบริการชาร์ตไฟให้กับผู้มาใช้บริการอีก 18 จุด

8. ดูแลทั้งโครงการได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว กับระบบ Smart Facility สุดอัจฉริยะ

โครงการ 101 The Third Place เป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ แต่การบริหารจัดการอาคาร ดูแลบริหารโครงการให้เรียบร้อย ให้ผู้เข้ามาใช้บริการเกิดความสะดวกสบายและปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีการนำเอาระบบ Digital เข้ามาใช้งาน อย่างเช่น ใช้ Application สั่งงาน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหรือปิดระบบไฟ การบริหารด้านความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการดูกล้องวงจรปิดผ่าน Application ทำให้เจ้าหน้าที่ดูแลอาคารทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสั่งการได้แค่ปลายนิ้วเท่านั้น

9. One-O-One APP ครบทุกเรื่องบริการเพื่อลูกค้ายุค Digital 

นอกจากการใช้ Digital มาใช้บริหารโครงการแล้ว ในฝั่งของผู้ใช้บริการเอง บริษัทก็มุ่งหวังที่จะตอบสนองความต้องการให้ได้มากที่สุด ทางโครงการจึงต้องเติมเต็มการบริการในทุกมิติให้ครบตามไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่  ด้วยการพัฒนา “One-O-One APP” แอปพลิเคชันที่จะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถจองที่นั่ง สั่งซื้อสินค้า รับข้อมูลข่าวสาร และร่วมกิจกรรมต่างๆ ออกมาให้ลูกค้าได้ดาวน์โหลด ซึ่งลูกค้าอยากจะทำอะไรก็ได้ตามความต้องการ  เพียงแค่สั่งการผ่านเพียงปลายนิ้ว

10. ขยายเวลา ขยายพื้นที่ความสุข

Hillside Town  เพลิดเพลินกับร้านค้าอาหารและคาเฟ่ในบรรยากาศเอาท์ดอร์ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ ที่ออกแบบตกแต่งให้ลูกค้าได้ประสบการณ์การช้อปและชิมท่ามกลางบรรยากาศเหมือนเมืองเล็กๆ กลางหุบเขา ลัดเลาะตามทางเดินบนเนินที่โค้งตัวไปมา ในโซนนี้มีร้านค้ามากมายให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ เลือกใช้บริการ ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

24-Hour Street  พื้นที่บริการสำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดช่วงเวลา  อยากมาใช้เมื่อไรก็มาได้  เพื่อตอบโจทย์เหล่าสตาร์ทอัพและเอาใจคนนอนดึก โซนนี้เปิดให้บริการแบบ 24 ชั่วโมง ซึ่งก็มีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ  จนถึงร้านยา

โครงการ 101 The Third Place คงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ สำหรับการเข้าไปใช้ชีวิต ที่จะสร้างสมดุลให้ทั้งในเรื่องการทำงาน การพักอาศัย และการพักผ่อน เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่มีความสุข