เบื้องหลังกว่าจะเป็นโชว์ “โดรน” 1,500 ตัว ในงานเปิดตัว Icon Siam ผลงานปั้น Talk of The Town แห่งสยาม

ปิดฉากไปแล้วสำหรับพิธีเปิดอันสุดยิ่งใหญ่ตระการตา ของ “ไอคอนสยาม” (ICONSIAM) ศูนย์การค้ามูลค่า 54,000 ล้านบาทริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กับงบประมาณการจัดงานถึง 1,000 ล้านบาท สิ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจในช่วงพิธีเปิด คือ การนำเอาโดรนจำนวน 1,500 ตัว มาบินแปรขบวนเล่าเรื่องราว ประกอบการแสดงโชว์ “โรจนนิรันดร” เล่าเรื่องราวนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ บ่งบอกรากเหง้าและวิถีชีวิตของคนไทย จากการมีศิลปวัฒนธรรมเป็นของต้นเอง ที่เกิดขึ้นจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา

โดรนบินเล่าเรื่องราวว่า คนไทยให้ความเคารพและกราบไหว้พระแม่คงคา และใช้ดอกบัวเป็นเครื่องกราบไหว้ ทั้งโดรนบนฟ้าได้แปรเป็นรูปภาพดอกบัว  ขณะที่นักแสดงบนเวทีก็ถือดอกบัว เป็นการเชื่อมโยงระหว่างการแสดงของโดรนและนักแสดง  ก่อนที่โดรนจะแปรเป็นและเล่าเรื่องราวต่างๆ ของความสำคัญของสายน้ำลุ่มเจ้าพระยา ที่ไม่เพียงแค่เรื่องวัฒนธรรมประเพณี แต่ยังเชื่อมโยงไปยังการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประเทศไทยกับต่างชาติ ทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และชาติตะวันตก โดยประเทศไทยได้ปรับตัวเองให้เข้าเทคโนโลยีตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไปด้วย ก่อนฉากสุดท้ายจะเป็นการแปรภาพแผนที่ประเทศไทย ผสานไปอยู่บนลูกโลก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของไทยที่มีต่อโลกใบนี้


โชว์สุดยิ่งใหญ่ตระการตา เป็นที่กล่าวถึงของคนทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์  คงต้องยกเครดิตให้กับผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ คือ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานออกมาได้น่าประทับใจ  กลายเป็นกระแส Talk of the world ตามโจทย์ของ “ไอคอนสยาม” เจ้าของโปรเจ็กต์ต้องการ  ซึ่งการควบคุมการบินโดยบริษัท Intel (บริษัท อินเทลเทคโนโลยี จำกัด) จากสหรัฐอเมริกามาสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยการใช้โดรนรุ่น Shooting Star และควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมด

18 เดือนเตรียมความพร้อม

คุณหมอก-เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน Co-CEO  อินเด็กซ์ฯ เล่าให้ฟังว่า ต้องใช้ระยะเวลาการเตรียมงานนานกว่า 18 เดือน กว่าจะสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้สวยงามขนาดนี้ นับตั้งแต่รับบรีฟจากผู้บริหารของไอคอนสยาม โดยเริ่มจากการรับบรีฟ และนำเสนอ First Idea แรก ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะใช้งบประมาณการจัดงานเท่าไร หลังจากนั้นได้ทำการติดต่อไปยังบริษัทต่างๆ ทั่วโลกที่สามารถบินโดรนได้ในจำนวน 1,500 ตัว ซึ่งหลังการพิจารณาเหลือ 2 บริษัทจากประเทศจีนแห่งหนึ่ง และ Intel จากสหรัฐอเมริกา บทสรุปมาลงตัวที่ Intel เพราะ Intel เป็นการบินโดรนในรูปแบบ Live Show ใช้โดรนขนาดน้ำหนักเพียง 300 กรัมต่อตัว หากตกลงมาใส่คนก็ไม่ได้รับอันตราย ขณะที่บริษัทจากประเทศจีนเป็นการบินแบบเชิงพาณิชย์ ไม่เหมาะกับการแสดงโชว์

หลังจากนั้นได้มีการวางแนวคิดและออกแบบโชว์ โดยทีมงานของ อินเด็กซ์ฯ​ ด้วยการจัดทำเป็นแอนนิเมชั่นของรูปแบบโชว์ เพื่อส่งกลับไปให้ Intel ที่สหรัฐอเมริกา ใช้ในการวางแผนการควบคุมโดรนออกมาตามไอเดียของอินเด็กซ์ฯ จากนั้นนักบินโดรนของ Intel เข้ามารวมทำงานกับอินเด็กซ์ฯ​ ตั้งแต่ต้นปี  มีการออกไปดูสถานที่จริงและทำการซักซ้อมจนเกิดความมั่นใจ  3 อาทิตย์ก่อนวันงานจริงยังได้ซ้อมล่วงหน้าที่สถานที่จัดแสดง และวันที่ 7 พฤศจิกายน ยังทำการซ้อมจริงพร้อมกับบันทึกวิดีโอ เพื่อใช้สำหรับการถ่ายทอดสด หากวันจริงเกิดข้อผิดพลาดไม่สามารถจัดแสดงโชว์ได้ ป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดทาง และทาง Intel เตรียมแผนสำรองหากโดรนเกิดความเสียหายหรือบินไม่ได้อีก 500 ตัว บทสรุปสุดท้ายมีโดรนตกหายไปประมาณ​ 2-3 ตัวเท่านั้น

“เป็นโปรเจ็กต์ที่เราเตรียมการมานาน หากโดรนบินไม่ได้คงต้องยื้อเวลาออกไปก่อน ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ Benchmark ของเราคือ พิธีเปิดกีฬาโอลิมปิก รูปแบบและการจัดงานสเกลเดียวกัน”

ทุบสถิติ Guinness World Records 

ปกติ Intel มีบินโดรนในงานสำคัญทั่วโลก อาทิ กีฬาโอลิมปิกที่ประเทศเกาหลีใต้ 2018 (ใช้โดรนจำนวนบิน 1,218 ตัว) กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ที่กรุงจาร์กาต้า ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่จะบินเฉลี่ย 150-200 ตัว  จำนวนโดรนไม่มากเท่านี้ แถมหากวัดจำนวนที่ Intel เคยบินโดรนมากที่สุด คือ 2,000 ตัว ในงานฉลองครบรอบ 50 ปีของ Intel ที่สหรัฐอเมริกา  ทำให้การบินโดรนนอกสหรัฐอเมริกาครั้งนี้  มีจำนวนมากที่สุดในโลก และถือเป็นความตั้งใจตั้งแต่แรกของอินเด็กซ์ฯ​ ที่ต้องการทุบสถิติ Guinness World Records เพราะมองว่าโอกาสเช่นนี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ

ไอเดียแรกๆ ของอินเด็กซ์ฯ​ ยังต้องการสร้างสถิติของโลกให้เกิดขึ้นอีก 2 อย่าง คือ การจุดพลุยาว 2.7 กิโลเมตร ยาวที่สุดในโลก และการจุดพลุเป็นรูปธงชาติใหญ่ที่สุดในโลก  แต่ด้วยเรื่องของความปลอดภัย และสถานทีใกล้เคียงไม่เหมาะสมทำให้ต้องพับแผนไป เหลือเพียงแต่จำนวนโดรนที่มากที่สุดในประเทศไทย และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยังไม่มีบริษัทใดบินได้มากเท่านี้

Talk of The Town ที่อิงกับความเป็นไทย

“ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ไอคอนสยาม ได้มอบโอกาสดีๆให้กับทางเรา โดยโจทย์ที่ได้รับมาคือ ทอล์กออฟเดอะเวิร์ลด์ ไม่ใช่แค่ทอล์กออฟเดอะทาวน์ ผมอยากเล่าเรื่องราวโดยเริ่มตั้งแต่รากเหง้าของความเป็นไทย ความภูมิใจด้านภาษา ศิลปะ และวัฒนธรรม เพราะผมเชื่อว่าประเทศไทยมีเสน่ห์ที่สุดคือด้านวัฒนธรรม ทั้งเรื่องการแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรมของคนหลากหลายชาติที่เกิดขึ้นบนแม่น้ำเจ้าพระยา” คุณหมอก กล่าว