Mate 20 ซีรีส์ Products Killer ความหวังใหม่ของ Huawei เพื่อยึดเบอร์ 2 ในตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมี่ยมของไทย

ยังคงแรงดีไม่มีตกสำหรับแบรนด์สมาร์ทโฟนจากจีนอย่างหัวเว่ย ที่กลายเป็นหนึ่งใน Key Brand ของตลาดได้อย่างเป็นทางการ หลังพิชิตเบอร์ 3 ของตลาดสมาร์ทโฟนระดับโลกได้สำเร็จในปีที่ผ่านมา เดินหน้าเก็บมาร์เก็ตแชร์เพื่อขยับอันดับในตลาดอย่างต่อเนื่องจนสามารถก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของโลกได้ในราวๆ ไตรมาสสองของปีที่ผ่านมา ด้วยการครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 15-16% เบียดยักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิลร่วงไปเป็นเบอร์ 3 เป็นที่เรียบร้อย 

กลุ่มพรีเมียมผู้ขับเคลื่อนตลาดสมาร์ทโฟน 

เช่นเดียวกับภาพที่เกิดขึ้นในตลาดประเทศไทย เมื่อหัวเว่ยก็สามารถสร้างท็อปฟอร์มจนขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวม ในแง่ของจำนวนเครื่องที่ขายได้ ทำให้มีส่วนแบ่งในตลาดขยับขึ้นมาเป็น 2 Digits โดยเฉพาะความแข็งแรงของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นในพรีเมียมเซ็กเมนต์ กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์หลักของตลาด จากที่ก่อนหน้าในเซ็กเม้นต์นี้จะเป็นการขับเคี่ยวกันของสองแบรนด์หลักเท่านั้น และแนวโน้มการตอบรับที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หัวเว่ยมั่นใจว่าจะสามารถเก็บส่วนแบ่งในตลาดได้เพิ่มมากขึ้น จนสามารถเบียดขึ้นไปเป็นเบอร์สองของเซ็กเม้นต์นี้ได้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน

การปักธงแข่งในตลาดพรีเมียม โดยเฉพาะการขับเคลื่อนผ่าน Flagship Product ที่จัดเต็มทั้ง Performance  Design และ  Price Point ที่จับต้องได้ ทำให้เมื่อเปิดตัวในแต่ละครั้งสร้างให้เกิด Wow ทั้งกับตลาดและผู้บริโภคได้ทุกครั้ง จนสามารถตัดสินใจได้ไม่ยากนักในการยอมเปลี่ยนเครื่องใหม่ แม้ว่าจะเพิ่งซื้อเครื่องเดิมได้ไม่นานนักก็ตาม

โดยเฉพาะแฟลกชิพโปรดักต์ตัวใหม่ล่าสุดในกลุ่มสมาร์ทโฟนสำหรับนักธุรกิจอย่าง Mate 20 ซีรีส์ ที่เหมาะสำหรับกลุ่ม Young Elite ไม่ว่าจะสาย Business Man หรือกลุ่มที่ทำธุรกิจส่วนตัว โดยเฉพาะในสายงานด้าน Creativity ต่างๆ  ซึ่งซีรีส์นี้ทิ้งระยะห่างจากเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าอย่าง Mate 10 ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา หรือทิ้งช่วงจากการเผยโฉมแฟลกชิพโปรดักต์ในเจนเนอเรชั่นเดียวกันที่เจาะเซ็กเม้นต์ไลฟ์สไตล์อย่าง P20 ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงตันปีที่ผ่านมานี้

หัวเว่ยเลือกปล่อย Mate 20 Series มากระตุ้นตลาดในช่วงปลายปี ซึ่งถือเป็นสมรภูมิสำคัญของกลุ่ม Flagship Product เพราะทุกแบรนด์ที่ทำตลาดในเซ็กเม้นต์นี้ต่างก็เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาแข่งขันทั้งสิ้น กลายเป็นหนึ่งปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดสมาร์ทโฟนให้ฟื้นตัวและเติบโตได้ตามเป้าหมาย ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวมของประเทศไทยในปีนี้จะเติบโตได้ราวๆ 1% หรือมียอดขายต่อเดือนที่ 1.2 ล้านเครื่อง คิดเป็นยอดขายรวมตลอดทั้งปี 2018 ที่ประมาณ 14 ล้านเครื่อง จากทุกๆ ตลาด โดยมีหัวเว่ยเป็นหนึ่งในแบรนด์หลักที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตด้วยการส่งสินค้าเข้ามาทำตลาดครบทุกเซ็กเม้นต์

คุณทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ฉายภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยที่โครงสร้างตลาดส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม Mass Segment ที่อยู่ในระดับราคาประมาณ 5 พัน – 1.5 หมื่นบาท ที่ประมาณ 40% ขณะที่กลุ่ม Entry และ Premium  Segment ที่มีราคาสูงกว่า 1.5 หมื่นขึ้นไป หรือต่ำกว่า 5 พันบาทลงมา จะมีสัดส่วนเท่าๆ กันที่ 30% แต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้เซ็กเม้นต์พรีเมียมจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ตลาดสมาร์ทโฟนเติบโตได้ตามที่ได้คาดการณ์ไว้ จากปัจจุบันตลาดเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างตลาดสมาร์ทโฟนในไตรมาสุดท้ายของปีเปลี่ยนไป โดยตลาดในพรีเมียมเซ็กเม้นต์จะขยายตัวจนมีสัดส่วนเท่ากับ Mass Segment ที่ 40% ขณะที่สินค้าในกลุ่ม Entry Product จะเหลือสัดส่วนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีราว 20%

 Product Killer ที่มาพร้อมเป้า 3 เท่า และจุดขายใหม่  

แม้หัวเว่ยจะเริ่มเปิดเกมรบในตลาดแฟลกชิพมาตั้งแต่ต้นปี ด้วยการลอนช์ P20 ซีรีส์มากระตุ้นตลาดไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ไม่พลาดที่จะส่งซีรีส์ Mate 20 ตามมาเป็นอีกหนึ่งกำลังเพื่อช่วยรบในฤดูกาลสำคัญนี้ โดยเปิดตัวพร้อมกันถึง 3 รายการ ได้แก่ HUAWEI Mate 20, HUAWEI Mate 20 Pro และ HUAWEI Mate 20X พร้อมอัดงบการตลาดหนักกว่าการทำตลาดแฟลกชิพโปรดักต์ในเจนเนอเรชั่นก่อนหน้ามากขึ้นถึงกว่า 3 เท่าตัว เพื่อพิชิตเป้าหมายที่ท้าทายและหนักหน่วงยิ่งขึ้น ด้วยการเติบโตให้ได้ 50% และสามารถขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของตลาดพรีเมียมได้ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้สามารถ On track ไปสู่เป้าหมายใหญ่กว่าที่วางไว้เพื่อขึ้นเป็นผูนำในตลาดสมาร์ทโฟนทั้งของไทย และในระดับโลกให้ได้ภายในปี 2020

สาเหตุที่หัวเว่ยโหมงบทำตลาดอย่างหนักพร้อมตั้งเป้าที่ท้าทายมากเช่นนี้ เนื่องจาก การมีแนวรบที่ขยายไปได้กว้างมากกว่าเดิมผ่านสินค้าในซีรีส์ใหม่นี้ทั้ง 3 รายการ ทำให้สามารถทำตลาดกระจายไปในแต่ละเซ็กเม้นต์ได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ประกอบกับ ความโดดเด่นในแง่ของการเป็น Innovative Product ที่ทุกองค์ประกอบในซีรีส์นี้มีความแตกต่างทั้งจากตลาด และจากเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน นอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำตลาดได้มากขึ้นแล้ว ยังทำให้แบรนด์หัวเว่ยมี New Passion Point เพื่อช่วยขยายโอกาสในเข้าไปสู่ทาร์เก็ตใหม่ๆ ได้มากขึ้น ที่นอกจากจะทำให้แบรนด์หัวเว่ยเติบโตแล้ว ยังมีส่วนผลักดันให้ตลาดขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

ที่ผ่านมาหัวเว่ยมี Passion Point ที่แข็งแรงในแง่ของสมาร์ทโฟนที่สามารถถ่ายภาพได้สวย ด้วยการเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ระดับโลกอย่างไลก้า ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตและก้าวเข้ามาเป็น Key Brand ในเซ็กเม้นต์พรีเมียมได้สำเร็จ เพราะแม้ว่าจะมีหลายๆ แบรนด์ที่พยายามเข้ามาแข่งในตลาดนี้ แต่ก็ไม่สามารถแบ่งแชร์ในตลาดหรือทำยอดขายได้ต่อเนื่องจนมีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด แต่หัวเว่ยทำได้สำเร็จและยังสามารถ Own การเป็นสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปได้สวยในความรู้สึกของลูกค้า เนื่องจากเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เวลาจะซื้อสมาร์ทโฟนแต่ละครั้ง จะเลือกสามร์ทโฟนที่สามารถถ่ายรูปได้สวยเป็นปัจจัยแรก ทำให้แบรนด์หัวเว่ยซึ่งสร้างความแข็งแรงในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี กลาบเป็นช้อยส์แรกๆ ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อ ขณะที่ปัจจัยอื่นๆ ที่ตามมาอย่างเรื่องของสเปกเครื่องเราก็มีความโดดเด่นด้วยเช่นกัน ขณะที่ราคาซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้บริโภคคำนึงถึง เราก็สามารถตอบโจทย์ในฐานะแบรนด์ที่สามารถ Delivered เรื่องของความคุ้มค่าได้อย่างสูงสุดเช่นกัน”

หัวเว่ยมองว่าการสร้าง Passion Point ที่ชัดเจนและตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนให้แบรนด์เติบโตได้ จึงต้องการสร้าง New Passion Point ที่แข็งแรงใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ โดยเฉพาะในตลาดที่มีศักยภาพทั้งจากขนาดที่ใหญ่และโอกาสที่สามารถเติบโตได้เป็นอย่างดีในอนาคต เพื่อเข้ามาเสริมการเติบโตของแบรนด์ให้มากขึ้นนั่นเอง

 ตลาด Gamer อีกหนึ่ง Winning Point ของหัวเว่ย

การขยับมาสู่กลุ่ม Gamer จึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่ทางหัวเว่ยเลือกจะเข้าไปสร้าง New Passion Point ให้มีความแข็งแรงต่อจากเรื่องของการมีกล้องที่มีศักยภาพสูง โดยตลาดเกมเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะมีคนทั่วโลกถึงกว่า 1 ใน 3 ที่เล่นเกม และการขยายตัวของเกมที่มีภาพของการเป็นกีฬามากขึ้น ทำให้กลุ่มคนเล่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เด็กๆ เท่านั้น แต่คนทั่วไปก็เข้ามาเล่นเกมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ ซึ่งยังมีอายุไม่มาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะเล่นเกมในเวลาว่าง ทำให้การมีสมาร์ทโฟนที่ตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติทั้ง Work & Play สามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ดีมากขึ้น

HUAWEI Mate 20X ซึ่งถือเป็นตัวท็อปของซีรีส์ Mate 20 เป็นโปรดักต์นำร่องที่หัวเว่ยจะใช้เข้ามาเจาะตลาดนี้ ด้วยจุดเด่นที่รวมฟีเจอร์ Top Performance ของซีรีส์ และขนาดหน้าจอที่ใหญ่ถึง 7.2 นิ้ว ทำให้ได้อรรถรสในการเล่นเกมได้มากขึ้น รวมทั้งความสามารถในการรองรับการเชื่อมต่อกับแอคเซสซอรี่ต่างๆ ในการเล่นเกมได้ โดยเฉพาะการเลือกที่จะไม่รับสายได้ในเวลาที่มีสายเรียกเข้า เชื่อว่าจะตอบโจทย์คอเกมได้อย่างแน่นอน

นอกจาก HUAWEI Mate 20X จะมี Passion Point ที่เจาะทาร์เก็ตเกมเมอร์แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งโปรดักต์ที่จะทำให้หัวเว่ยเข้าไปสร้างฐานใน Note Segment เนื่องจากสามารถรองรับการใช้งาน M Pen เพื่อรองรับการทำงานหรือจดบันทึกการประชุมต่างๆ ได้โดยสะดวก ซึ่งสามารถตอบโจทย์ Pain Point สำคัญของทาร์เก็ตในกลุ่ม Note Segment ทั้งขนาดหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ยังเล็กเกินไปสำหรับการใช้จดบันทึก รวมทั้งขนาดของปากกาที่สั้น บาง จับไม่ถนัดมือ และยังแตกหัก หรือสูญหายได้ง่าย ขณะที่การออกแบบ M Pen ให้เป็นแอคเซสซอรี่เชื่อมต่อ ที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ฝังไว้ในตัวเครื่อง ทำให้สามารถมีพื้นที่สำหรับหน้าจอเพื่อใช้บันทึกได้มากขึ้น ขณะที่ปากกาเองก็มีขนาดเหมาะสมไม่แตกต่างจากปากกาทั่วไปที่ผู้บริโภคคุ้นเคยในการใช้งานอยู่แล้ว

“ในอนาคตหัวเว่ยอาจจะพัฒนาไลน์อัพในกลุ่ม Note Segment เข้ามาเพิ่มเติม เนื่องจากมีไลน์อัพรองรับอยู่แล้ว จากปัจจุบันมีสินค้ากลุ่มแท็บเล็ตที่รองรับการใช้งาน M Pen และ  Mate 20X เป็นตัวแรกในกลุ่มสมาร์ทโฟนที่สามารถใช้ปากกาได้”

นอกจากนี้ สินค้าในซีรีส์ Mate 20 ยังมีนวัตกรรมที่ทำให้สินค้าสร้างความแตกต่างจากตลาดได้อย่างชัดเจนและเป็นการตอกย้ำการให้ความสำคัญกับการเป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในตลาดสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น

– การใช้ชิปเซ็ต AI แบบคู่ครั้งแรกของโลกอย่าง Kirin 980

– แบตเตอรี่ความจุสูงพร้อมนวัตกรรม HUAWEI SuperCharge ที่ชาร์จได้เร็วและปลอดภัย

– ครั้งแรกของโลกที่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็น Wireless Reverse Charging ที่สามารถชาร์จให้เครื่องอื่นได้แบบไร้สาย

– และฟีเจอร์กล้องที่แข็งแรงอย่าง Leica Triple Camera สุดล้ำถึง 3 ตัว ด้วยเลนส์ถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษแบบ Ultra Wide เพื่อการถ่ายภาพในมุมกว้างขึ้น และฟีเจอร์การถ่ายภาพมาโครซึ่งสามารถถ่ายภาพวัตถุที่มีระยะใกล้กับเลนส์กล้องถึง 2.5 เซนติเมตร และฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากมาย

จะเห็นได้ว่า เมื่อเลือกที่จะโฟกัสตลาดพรีเมียมมากขึ้น ทำให้หัวเว่ยลงทุนในกลุ่มสินค้าแฟลกชิพโดยเฉพาะการใช้งบในการทำ R&D สูงถึง 10-15% ของยอดขายในแต่ละปี เพื่อพัฒนานวัตกกรมใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ เพราะนอกจากจะนำเสนอความแตกต่างได้แล้ว ยังเป็นการสร้างความแข็งแรงของแบรนด์ในฐานะ Premium Innovation Brand ในระดับราคาที่มี Value กับลูกค้ามากกว่า ซึ่งเชื่อว่าจะนำมาซึ่งโครงสร้างรายได้ที่แข็งแรงมากขึ้นในอนาคต

โดยเฉพาะยอดขายที่จะมาจากสินค้าในตลาดระดับบนมากขึ้น จากปัจจุบันรายได้หลักมาจากตลาด Entry Product ประมาณ 40% ส่วนตลาด Mass และ Premium Product มีเท่ากันที่ 30% โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเริ่มเห็นรายได้ส่วนใหญ่ที่มาจากกลุ่ม Mass Product มากขึ้นเป็น 40% ทดแทนตลาด Entry Product ที่คาดว่าจะลดลงเหลือราว 30% ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างแข็งแรงของหัวเว่ยในอนาคตต่อไป