3 วัน ‘พันล้าน’ บาท เบื้องหลังทุ่มงบไม่อั้น เปิดตัว ICONSIAM ให้กระหึ่มทั่วโลก 9-11 พ.ย. นี้  

ไอคอนสยาม (ICONSIAM) เมกะโปรเจ็กต์ มูลค่า 54,000 ล้านบาท ภายใต้การลงทุนที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์จากภาคเอกชนของประเทศไทย ประกาศความพร้อมในการเปิดโครงการอย่างเป็นทางการแล้ว ในวันที่ 9-11 พฤศจิกายน 2561 นี้ หลังเดินเครื่องลงทุนมาตั้งแต่ 5 ปีก่อน นับจากเดือน ก.ค. 2557 ด้วยการก่อสร้างโครงการพื้นที่ 55 ไร่ บนแปลงที่ดินติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายาว 400 เมตร พื้นที่ภายในอาคารกว่า 750,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยอาณาจักรศูนย์การค้าที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 2 อาคาร คือ ไอคอนสยาม และ ไอคอนลักซ์

รวมทั้งยังมีคอนโดมิเนียมสุดหรูริมฝั่งแม่น้ำอีก 2 อาคาร ได้แก่ แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ แอท ไอคอนสยาม สูง 70 ชั้น ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จจะกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยด้วยความสูง 317.95 เมตร และอีกหนึ่งอาคารคือ เดอะ เรสซิเดนซ์ แมนดาริน โอเรียนเต็ล แบงค็อก แอท ไอคอนสยาม สูง 52 ชั้น

พร้อมทุ่มงบสูงถึง 1 พันล้าน สำหรับการแนะนำให้โครงการเป็นที่รู้จักในฐานะ The Next Global Destination โดยระดม 7 บริษัทออกาไนเซอร์ระดับประเทศร่วมโชว์ผลงานครั้งประวิตศาสตร์ระดับโลก ไม่ต่างจากพิธีเปิด-ปิดกีฬาโอลิมปิก พร้อมทั้งเชิญศิลปิน เซเลบบริตี้ระดับโลกร่วมงานเปิดตัวคับคั่ง ด้วยคอนเซ็ปต์  Legendary Party ด้วยการผสมผสานสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยและสิ่งที่ดีที่สุดระดับโลกมารวมไว้ในที่เดียวกัน โดยในวันที่ 9 พ.ย. นี้ จะเป็นการเปิดตัวรอบไพรเวทสำหรับลูกค้าวีไอพี เซเลบริตี้ ศิลปิน สื่อมวลชนทั้งไทยและเทศ รวมทั้งประชาชน 1,000 คนแรก จากกิจกรรม ICONSIAM Explorer และตัวแทนจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบไอคอนสยาม ก่อนจะเปิดให้สาธารณชนทั่วไปเข้าชมได้ในวันที่ 10-11 พ.ย. 2561

คุณชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวถึงความพร้อมของโครงการที่แล้วเสร็จพร้อมให้บริการกว่า 80-90% เหลือเพียงในส่วนชั้นบนของอาคารที่เป็นพื้นที่ของการสร้างเป็นศูนย์ประชุม “ทรูไอคอนฮอลล์” และพิพิธภัณฑ์ระดับโลก “ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก” ที่จะเปิดให้บริการได้ราวเดือนกรกฎาคม 2562 ซึ่งภายหลังการเปิดเชื่อว่าโครงการแห่งนี้จะสามารถรองรับลูกค้าได้ไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนคนต่อวัน โดย 65- 70% คาดว่าจะเป็นคนไทยรวมทั้งคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย (EXPAT) ส่วนที่เหลืออีก 30-35% จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดยเฉพาะกลุ่มที่ชอบล่องเรือเพื่อชมทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา และในช่วงฤดูท่องเที่ยวคาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าในโครงการเพิ่มได้อีก 40-45%

“การเปิดไอคอนสยามจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจและชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีความคึกคักมากขึ้น รวมทั้งยังเพิ่มเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่จาก 13  ชุมชนโดยรอบ ที่มีทุกศาสนาไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม ขณะที่การลงทุนต่างๆ ทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์จากภาคเอกชน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่มีต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้เชื่อว่าในย่านนี้จะเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตได้มากที่สุดภายใน 5 ปีนับจากนี้ ขณะเดียวกันยังเพิ่มอีกหนึ่งแลนด์มาร์กระดับโลกให้กับประเทศ เพื่อกระตุ้นให้มีนักท่องเที่ยวคุณภาพเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคนต่อปี”  

ผนึกกำลังสร้าง Talk of The World

สำหรับความยิ่งใหญ่ในช่วงเปิดตัวไอคอนสยาม ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ระดับโลกของประเทศไทย แค่ในช่วง 3 วันแรกของการเปิดตัวก็ใช้งบไปกว่า 70% หรือราว 700 ล้านบาทแล้ว ขณะที่งบส่วนที่เหลืออีก 200 -300 ล้านบาท จะใช้เพื่อโปรโมทโครงการต่อเนื่องในช่วง 1-2 เดือนยาวไปจนถึงสิ้นปี เพื่อกระตุ้นให้คนทั่วโลกรับรู้ถึงคุณค่าความเป็นไทย ผ่านทุกๆ รายละเอียดที่ใส่ไว้ในโครงการและอยากเดินทางมาสัมผัสด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ ทีมงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตัวโครงการครั้งนี้เตรียมงานกันมาไม่ต่ำกว่า 1-2 ปี ไม่ว่าจะเป็นครีเอเตอร์ระดับประเทศจาก 7 บริษัทชั้นนำ ได้แก่ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน), ซีเอ็มโอ กรุ๊ป, บริษัท แม็กซ์ อิมเมจ จำกัด, บริษัท ไร้ท์แมน จำกัด, บริษัท ตือ จำกัด, บริษัท เอ็มคิวดีซี ไบรท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ อินเทล บริษัทเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของโลก เพื่อร่วมนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของไทยให้บรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก ด้วยการสร้างสรรค์อีเวนท์เพื่อเปิดตัวโครงการนี้ให้กลายเป็น Talk of The World ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดมาก่อน ทั้งจากงานแสดงแสง สี เสียง รวมทั้งการเชิญศิลปินหลากหลายสาขามาร่วมสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซ พร้อมทั้งดารา เซเลบริตี้ทั่วทั้งประเทศไทยและจากต่างประเทศ ซึ่งบางคนยังไม่เคยเดินทางมาโชว์ที่ประเทศไทยมาก่อน รวมกว่า 1,000 คน เพื่อร่วมฉลองการเปิดตำนานบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่และตื่นตาตื่นใจ ซึ่งกิจกรรมการแสดงต่างๆ จะเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน ครอบคลุมพื้นที่ทุกชั้นของไอคอนสยาม

โดยไฮไลท์ต่างๆ ที่จะได้พบในการเปิดตัวโครงการครั้งนี้ อาทิ

1. เริ่มจากไฮไลท์บริเวณ River Park ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กับการแสดงชุด Eternal Prosperity – โรจนนิรันดร” ที่ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมเข้ากับความล้ำยุค สะท้อนความรุ่งเรืองในอดีตที่สืบสานและส่งต่อจนถึงปัจจุบัน ความก้าวล้ำ และความเจิดจรัสของอนาคต โดยการเนรมิตพื้นที่ริมเจ้าพระยาให้กลายเป็นเวทีการแสดงขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยประติมากรรม ผลงานการออกแบบโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ผสมผสานนาฏศิลป์ไทยประเพณี นาฏศิลป์ไทยร่วมสมัย นาฏศิลป์สากล และการแสดงกายกรรมผาดโผน

2. การแสดงผ่านเทคโนโลยีโดรนสุดล้ำจาก Intel บริษัทผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก สร้างสรรค์ภาพสุดอลังการบนฟากฟ้าด้วยขบวนโดรนจำนวนกว่า 1,500 ลำ ถือเป็นการแสดงโดรนแปลอักษรครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นจำนวนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่า Winter Olympic ที่ประเทศเกาหลี เมื่อปีที่ผ่านมา ที่มาแปรขบวนและส่องแสงปรากฏเป็นภาพที่แสดงถึงเอกลักษณ์แห่งสยามประเทศ

3. ภายในงานยังเป็นการรวมตัวกันของสุดยอดศิลปินระดับโลก อาทิ ชเว ชีวอน, คิม ดงจุน, F4 และไฮไลท์สุดเซอร์ไพรส์ คอนเสิร์ตของนักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลงชื่อดังก้องโลก เจ้าของรางวัลแกรมมี่อวอร์ดมากมาย พร้อมด้วยเหล่าซูเปอร์สตาร์ เซเลบริตี้ชื่อดังทั่วฟ้าเมืองไทยกว่า 100 ชีวิต ร่วมสร้างความบันเทิงและเดินพรมแดงที่ยาวที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมสเปเชียลโชว์จาก F4 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน เปิดให้เหล่าแฟนคลับเข้าชมฟรี

4. ภายในตัวอาคารยังมีการจัดแสดงที่ดีที่สุดระดับโลกและหาดูได้ยากจาก 5 ประเทศ เช่น การแสดงศิลปะการตกแต่งอาหารบนอาภรณ์ชั้นสูงครั้งแรกในประเทศไทย โดย Tom Wolfe (ทอม วูลฟ์) เซเลบริตี้เชฟชื่อดังระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ร่วมกับดีไซเนอร์ไทย การแสดงมายากลชุดพิเศษโดยนักมายากลระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทย ผสมผสานกับการแสดงบัลเลต์ชั้นสูงจากเหล่านักบัลเลต์ระดับโลก นำโดย Charlie Mag (ชาร์ลี แม็ก) นักมายากลรุ่นใหม่ชาวสเปนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ผนึกกำลังกับ Vinz (วิ้นซ์) อีกหนึ่งนักมายากลชื่อดังของโลกชาวฝรั่งเศส ที่เคยแสดงกลให้ Luxury Brands มาแล้วทั่วโลก

500 แบรนด์ดัง เผยโฉมแฟลกชิพสโตร์ 

ไอคอนสยามยังเป็นโครงการที่รวบรวมความเป็นที่สุดในแต่ละด้านมาไว้ในที่เดียวกัน และเป็นพื้นที่สำหรับนำเสนอความแปลกใหม่และปรากฏการณ์ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้กว่า 500 แบรนด์ ที่มาเปิดพื้นที่ในโครงการในส่วนของไอคอนลักซ์ พยายามนำเสนอคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างและสะท้อนอัตลักษณ์ที่สอดคล้องกับความเป็นไทย และเป็นแหล่งรวมร้านแฟลกชิพสโตร์ของบรรดาแบรนด์ชั้นนำต่างๆ โดยเฉพาะ 20% เป็นแบรนด์ที่เพิ่งเข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เช่น สยาม ทาคาชิมายะ สาขาแรกในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้าพรีเมี่ยมระดับตำนานที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากญี่ปุ่นอย่างทาคาชิมายะ ได้เข้ามาเปิดห้างสรรพสินค้าแบบ Full Scale ด้วยพื้นที่ถึง 36,000 ตารางเมตร และยังเป็นสาขาที่อยู่นอกญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุด

หรืออีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างสร้างการรับรู้ได้เป็นอย่างดี จากการที่แอปเปิ้ล สโตร์ เข้ามาเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในไทย ที่สาขาไอคอนสยาม พร้อมกับการออกแบบผลแอปเปิ้ล ซึ่งเป็น Iconic สำคัญให้เป็นตัวอักษร อ.อ่าง ของไทย ซึ่งเป็นการสร้างอัตลักษณ์ให้กับสาขาในประเทศไทยเพียงแห่งเดียว และสะท้อนถึงคำว่า แอปเปิ้ล ไอโฟน และไอคอนสยาม อีกด้วย นอกจากนี้เราจะได้เห็นร้านจากแบรนด์ดังระดับโลกต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่เพื่อเป็นสาขาแฟลกชิพสโตร์ในประเทศไทยเท่านั้น เช่น JD Sport, Fitness First รวมทั้งแบรนด์อื่นๆ ที่อยู่ภายในโครงการนี้เช่นเดียวกัน

และเมื่อย้อนไปดูที่แนวคิดในการพัฒนาโครงการของไอคอนสยามที่เน้นการสร้างประโยชน์ผ่าน Creating Shared Value รวมทั้งสร้าง Co-Creation เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงการร่วมกัน ยังนำมาสู่ 7 สิ่งมหัศจรรย์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นภายในโครงการ ได้แก่

1. River Park หรือการสร้าง Community Space ขนาดใหญ่ริมแม่นำเจ้าพระยา สำหรับชุมชนเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ

2. ระบำสายน้ำที่ยาวที่สุดในอาเซียน ที่ชื่อว่า ICONIC Multimedia Water Feature เพื่อเป็นอีกหนึ่ง Iconic Attraction ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ และประเทศไทย เทียบชั้นกับเมืองชั้นนำระดับโลกอื่นๆ

3. พื้นที่สุขสยาม คอนเซ็ปต์ค้าปลีกจากการผนึกกำลังของชุมชนท้องถิ่นใน 77 จังหวัด เพื่อร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มุธุรกิจและพื้นที่เชิงวัฒนธรรม ช่วยต่อยอดเวทีการพัฒนาสินค้าชุมชนของประเทศไทย

4. ทรูไอคอนฮออล์ ศูนย์ประชุมนวัตกรรมล้ำยุค ที่ช่วยส่งเสริมธุรกิจให้ผู้ประกอบการตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และส่งเสริมธุรกิจ MICE ของประเทศ

5. รถไฟฟ้าสายสีทอง อีกหนึ่งโครงการสาธารณูปโภคที่ขับเคลื่อนจากภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อการเดินทางทั้งทางรถ -เรือ-ราง ที่นอกจากอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาที่โครงการแล้ว ยังยกระดับชีวิตการเดินทางของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย ซึ่งนอกจากรถไฟฟ้าสายสีทองแล้ว ไอคอนสยามยังสร้างท่าเรือขนาดใหญ่อีก 4 ท่า เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทุกระบบเข้าหากันอย่างสมบูรณ์

6. พิพิธภัณฑ์ระดับโลก “ริเวอร์ มิวเซียม แบงค็อก” พื้นที่พิพิธภัณฑ์มาตรฐานระดับโลกครั้งแรกในประเทศ เพื่อรองรับการจัดแสดงงานศิลปะล้ำค่าระดับโลก เพิ่มโอกาสให้คนไทยเรียนรู้ลัเข้าถึงงานศิลปะจากทั่วโลกได้ง่ายขึ้น

7. ปรากฏการณ์รวมโลกในรอยไทย จากความร่วมมือร่วมแรงของศิลปินท้องถิ่นจากทุกแขนงทั่วประเทศ ไปจนถึงศิลปินแห่งชาติ และศิลปินระดับโลกจากหลายประเทศ ในการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ทำให้ไอคอนสยามเป็นหนึ่งพื้นที่ในการต่อยอดความสำเร็จของวงการศิลปะไทยไปสู่เวทีโลกได้ เช่น เสาจิตกรรมจากสี่ภาคของไทย ธงราวสุขสยาม รูปปั้นผีตาโขน ร่มบ่อสร้าง หนังตะลุง เป็นต้น