ไมเนอร์ฯ ทุ่ม 2.95 พันล้านเหรียญ ปิดดีลซื้อเครือโรงแรม NHH ขึ้นแท่น Top 10 เชนโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2561  ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ไมเนอร์​ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท MHG Continental Holding (Singapore) Pte. Ltd. บริษัทย่อยของไมเนอร์ได้สิทธิ์ในการซื้อหุ้น ในบริษัท NH Hotel Group SA. หรือ NHH  บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แมดริด จาก Oceanwood Capital Management LLP  การประชุมวันดังกล่าวมีผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมลงมติเห็นชอบกับการทำรายการนี้ถึง 99.1965% จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม  2,087 ราย

ติด Top 10  ด้วยพอร์ตห้องพักเฉียดแสนห้อง

ดีลธุรกิจนี้เป็นจิ๊กซอร์สำคัญของไมเนอร์  ที่จะได้โรงแรมจำนวนมากเข้ามาเสริมพอร์ตธุรกิจโรงแรม  เพราะ NH Hotel Group  เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เเมดริด (Madrid Stock Exchange) ประเทศสเปน มี Market Cap ประมาณ 2,400 ล้านยูโร หรือประมาณ 96,000 ล้านบาท  ถือเป็นผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำของยุโรป อเมริกา และแอฟริกา กว่า 30 ประเทศ  มีโรงแรมจำนวน 385 แห่ง  ห้องพักอีกประมาณ 60,000 ห้อง  ที่สำคัญมีอัตราการเติบโตสะสมเฉลี่ยต่อปีของรายได้ (Rev CAGR)  9% ในช่วงที่ผ่านมา

ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมของไมเนอร์  มีจำนวนห้องพักทั้งสิ้น 20,385 ห้อง  เป็นโรงแรมลงทุนเอง  จำนวน  70 แห่ง  มีห้องพักจำนวน 9,123 ห้อง  มีโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนท์รับจ้างบริหารอีก 91 แห่ง ใน 26 ประเทศ  จำนวน 11,262 ห้อง เฉพาะในประเทศไทยรับบริหารอยู่จำนวน 4,411 ห้อง  และเป็นห้องพักในต่างประเทศอีก 15,974 ห้อง

เมื่อนำจำนวนโรงแรมของกลุ่มไมเนอร์  ทั้งที่ลงทุนเองและรับจ้างบริหาร มาบวกกับจำนวนโรงแรมของกลุ่ม NH Hotel Group  ทำให้กลุ่มไมเนอร์มีห้องพักพุ่งทะยานไปติดอันดับ 9  ในด้านขนาดความใหญ่ด้วยจำนวนห้องพักกว่า 80,385 ห้อง ใน 546 โรงแรมที่สามารถให้บริการอยู่ทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นทวีปยุโรป อเมริกา เอเชีย และแอฟริกา  เรียกได้ว่ากลุ่มไมเนอร์  เข้าสู่ทำเนียบ Top Ten Hotel Chian ที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว  ที่สำคัญเป็นบริษัทสัญชาติไทยด้วย  หรือหากจะนับเอาเฉพาะ Hotel Chain  กลุ่มไมเนอร์ก็ใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลกเช่นกัน

7 เชนชั้นนำ ในอาณาจักรไมเนอร์ 

โรงแรมภายใต้การเป็นเจ้าของโดยตรงของกลุ่มไมเนอร์นั้น  ได้มีการเอา 7 เชนโรงแรมชั้นนำของโลกเข้ามาบริหารงาน ได้แก่  1.แบรนด์อนันตรา (Anantara) อาทิ  โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ โฮเทล  โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ รีสอร์ท  2.แบรนด์อวานี (AVANI)  อาทิ โรงแรมอวานี ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โฮเทล   อวานี พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา 3. แบรนด์โอ๊คส์ (OAKS)  อาทิ โรงแรมโอ๊คส์ แกรนด์ แกลดสโตน โฮเทล 4. แบรนด์เซ็นต์ รีจิส  (ST.REGIS) อาทิ โรงแรมเดอะ เซ็นต์ รีจิส กรุงเทพฯ 5.แบรนด์โฟร์ซีซันส์ (FOUR SESONS) อาทิ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เชียงใหม่ 6.แบรนด์เจดับบลิว แมริออท (JW MARRIOTT) อาทิ โรงแรมเจ ดับบลิว แมริออท ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา และ 7.แบรนด์ทิโวลี (TIVOLI) อาทิ  โรงแรมทิโวลี โมฟาร์เรจ์ – เซาเปาโล โฮเทล

ส่วนโรงแรมที่กลุ่มไมเนอร์ได้เข้าไปร่วมลงทุน  มีการใช้เชนชั้นนำมาบริหารงานเช่นกัน   อาทิ  โรงแรมแอฟโรชิค ไดอานี บีช เคนยา  โรงแรมแซนด์ ริเวอร์ มาไซ มาร่า เคนยา  โรงแรมคลับ โฮเทล ดอลฟิน ศรีลังกา เป็นต้น  และมีโรงแรมรับจ้างบริหารอีกกว่า 36 แห่ง   อาทิ โรงแรมอนันตรา สาทร กรุงเทพฯ โฮเทล   โรงแรมอวานี เอเทรียม กรุงเทพฯ  โรงแรมโอ๊คส์ กรุงเทพฯ สาทร  โรงแรมเดอะ เรสซิเดนเซส แอท วิคตอเรีย ในประเทศโปรตุเกส  รวมถึงยังมีเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ที่รับจ้างบริหารงานอีกว่า 54 แห่ง จำนวนกว่า 6,200 ห้องอีกด้วย

พอร์ตโรงแรมโตสุด 23% กำไรงามกว่าพันล้าน

จริงๆ กลุ่มไม่เนอร์ไม่ได้มีดีแค่ธุรกิจโรงแรมเท่านั้น  แต่ยังมีธุรกิจอื่นๆ อยู่ในพอร์ตด้วย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจจัดจำหน่ายและผลิต  แต่หากดูโครงสร้างรายได้ทั้งบริษัท  ธุรกิจโรงแรมจะเป็นพระเอกที่สร้างรายได้มากที่สุด  ด้วยสัดส่วนถึง 54% รองลงมาเป็นธุรกิจร้านอาหาร  ด้วยสัดส่วน 39%  ธุรกิจจัดจำหน่ายและผลิต ด้วยสัดส่วนอีก 7% ซึ่งงบในไตรมาส 2 ของปีนี้  ที่เพิ่งประกาศออกมา  ก็สามารถทำรายได้รวม 14,940 ล้านบาท  เติบโตขึ้นถึง 12% เฉพาะธุรกิจโรงแรม ก็ทำได้ดีกว่าเพื่อน  เพราะเติบโตถึง 23% ธุรกิจจัดจำหน่ายและผลิต เติบโต 10% ส่วนธุรกิจร้านอาหารทำได้ดีแค่เสมอตัวเท่านั้น

แต่ถ้าดูกันแบบยาวๆ  ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนมิถุนายน  พบว่าครึ่งปีแรกนี้ กลุ่มไมเนอร์สามารถทำรายได้จากผลการดำเนินงานเติบโต 8% ด้วยมูลค่า 31,085 ซึ่งโรงแรมและอื่นๆ กับธุรกิจจัดจำหน่ายและผลิต  เติบโตในอัตราเท่ากันอยู่ที่ 14%  แต่สัดส่วนรายได้ของกลุ่มโรงแรมมีมากที่สุดถึง 55%หรือมูลค่า 17,050 ล้านบาท ตามมด้วยธุรกิจร้านอาหารด้วยสัดส่วน 38% มูลค่า 11,892 ล้านบาท  สุดท้ายเป็นธุรกิจจัดจำหน่ายและผลิต ด้วยสัดส่วน 7% มูลค่า 2,143 ล้านบาท

ส่วนกำไรของไตรมาส 2 กลุ่มไมเนอร์ก็ยังคงเป็นบวก ด้วยอัตราการกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานถึง 1,085 ล้านบาท เติบโต 47% แต่หากนับผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรก กลุ่มไมเนอร์มีอัตรากำไรสุทธิ 2,804 ล้านบาท เติบโต 5%

สำหรับครึ่งปีหลังของปีนี้  เชื่อว่ากลุ่มไมเนอร์คงจะปลุกปั้นให้ธุรกิจโรงแรม  ทั้งของเดิมที่มีอยู่  และของใหม่ที่ได้เข้ามาเพิ่มให้เติบโตต่อเนื่อง  เพราะมีปัจจัยเสริมหลายอย่าง  ทั้งแนวโน้มการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น  และกลยุทธ์การทำตลาดเชิงรุกของบริษัท   ซึ่งเชื่อว่าดีลที่กลุ่มไมเนอร์ทำกับ NH Hotel Group ไม่ใช่ดีลสุดท้ายบนถนนสายธุรกิจโรงแรมอย่างแน่นอน  เชื่อว่ากลุ่มไมเนอร์ยังคงแสวงหาโอกาสสร้างรายได้  และทำกำไรจากธุรกิจนี้ต่อไป  ไม่ว่ารูปแบบการลงทุนอย่างไร  กลุ่มไมเนอร์ก็พร้อมเสมอ  เราเชื่ออย่างนั้น