พี่จีนจ๋า “มิสทิน…มาแล้วค่ะ” ปักธงตลาดจีนจุดยุทธศาสตร์ใหม่ ที่มีโอกาสมากกว่าแค่ธุรกิจเครื่องสำอาง

หลังจากสร้างชื่อ สร้างแบรนด์ในประเทศไทยมากว่า 30 ปี จนสามารถขยายสเกลการเติบโตของธุรกิจจากแบรนด์สินค้าขายตรง ที่เคยขายผ่านเฉพาะช่องทางตัวแทนในนาม “สาวมิสทิน” พร้อมสโลแกนคุ้นหู “มิสทิน…มาแล้วค่ะ” มาสู่การเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่แข็งแรงในตลาดรีเทล ด้วยการขยายสินค้าเพื่อวางขายในช่องทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น รวมถึงร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ที่มีสาขากระจายทั่วทั้งประเทศไม่ต่ำกว่าหมื่นสาขาอย่างเซเว่นอีเลฟเว่น และร้านบิวตี้ช็อปชื่อดังต่างๆ ทำให้ยอดขายผ่านกลุ่มรีเทลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจนเป็นอีกหนึ่งช่องทางหลักที่สำคัญของมิสทิน เช่นเดียวกับยอดขายโดยรวมที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยตัวเลขล่าสุดในปีที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายทั่วทั้งประเทศได้สูงถึง 13,600 ล้านบาท 

อีคอมเมิร์ซจีน ตลาดใหม่มาแรง

แต่อีกหนึ่งตลาดที่น่าจับตา และเชื่อว่าจะเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตให้มิสทีนได้อย่างมีนัยะสำคัญ จนเรียกได้ว่าเป็นการสร้าง New S-Curve ให้กับแบรนด์มิสทิน คือยอดขายที่มาจากประเทศจีน เพราะหลังจากเข้าไปทำตลาดอย่างจริงจังได้เพียง 2 ปี ก็สามารถทำยอดขายได้สูงถึง 4,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นมหาศาลจากยอดขายในปีแรกที่ทำได้กว่าร้อยล้านบาท โดย 90% ของยอดขายมาจากการขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งคาดว่าจะยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ทั้งจากประชากรจำนวนมากของจีน และการขยายตัวของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นช่องทางหลักในการช้อปปิ้งของคนจีน รวมทั้งความนิยมสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศไทย

ประกอบกับโอกาสจากการที่อยู่ในธุรกิจเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังเติบโตได้อีกมาก เนื่องจาก พฤติกรรมของสาวจีนที่เพิ่งหันมานิยมแต่งหน้ามากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จากที่ก่อนหน้านี้ผู้หญิงจีนส่วนใหญ่จะไม่นิยมแต่งหน้ากันมากนัก ทำให้ตลาดยังมีโอกาสที่จะพัฒนาและขยายตัวเพิ่มมากกว่าในปัจจุบันได้อีกสูงมาก

คุณดนัย ดีโรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดสินค้าแบรนด์มิสทิน ฟรายเดย์ และฟารีส บายนารีส เล่าย้อนถึงเส้นทางก่อนเข้ามาทำตลาดในประเทศจีนของมิสทินช่วง 4-5  ปีก่อนหน้านี้ ที่สังเกตุได้ว่ามักจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนแวะเวียนมาที่บริษัท เพื่อถ่ายภาพคู่กับป้ายชื่อบริษัท หรือแบรนด์มิสทินอยู่บ่อยครั้ง จากเดือนละ 1-2 คน จนเพิ่มเป็นสิบกว่าคน ทั้งๆ ที่บริษัทก็ไม่ใช่สถานที่เปิดเหมือนห้างสรรพสินค้าที่จะให้คนทั่วไปแวะเวียนมาถ่ายรูป นำมาสู่ความพยายามในการหาคำตอบต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่ามีสาเหตุมาจากสิ่งใด

“เรามานั่งคุยกับทีมงานและฝ่ายการตลาดจนทราบสาเหตุว่า แบรนด์มิสทินเป็นหนึ่งในสินค้าที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมซื้อกลับไปฝากเพื่อน ครอบครัว หรือคนรู้จัก เช่นเดียวกับสินค้าหลายๆ แบรนด์ของไทย ที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมซื้อเป็นของฝาก รวมทั้งเมื่อเข้าไปดูในเว็บเถาเป่า (Taobao) หนึ่งในมาร์เก็ตเพลสยอดนิยมของคนจีน ก็พบว่ามีคนนำสินค้ามิสทินหลายๆ รายการไปเปิดขายอยู่บนนั้นมากกว่า 4 พันร้านค้า ถือเป็นสัญญาณสะท้อนถึงความนิยมต่อแบรนด์มิสทินของคนจีน ประกอบกับปัญหาจากการที่ชาวจีนหลายกลุ่มนำสินค้าเข้าไปขายเอง ทำให้บางครั้งผู้ซื้อก็ได้สินค้ามีคุณภาพ แต่บางคนก็นำของคุณภาพไม่ดีไปขาย หรืออาจเกิดความเสียหายจากการขนส่งหรือการเดินทางไกล ทำให้สภาพสินค้าบางชิ้นเสียหายหรือมีสภาพไม่สมบูรณ์ก่อนไปถึงลูกค้า ทำให้ทีมงานและผู้บริหารมีความเห็นตรงกันว่า ถึงเวลาที่มิสทีนควรจะขยายการทำตลาดไปในประเทศจีนได้แล้ว”

จากการเป็นหนึ่งในสินค้า Wish List ที่คนจีนนิยม ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้มิสทีนมองเห็นโอกาสที่เกิดขึ้น แต่ยังคงต้องมองหาโมเดลที่ดีที่สุดสำหรับการเข้าไปทำตลาดในจีน เนื่องจากแบรนด์มิสทิน จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่เป็นเครื่องสำอาง ก่อนจะเข้าไปทำตลาดในจีนได้ก็จะต้องได้รับใบอนุญาต CFDA (China Food and Drug Administration) จึงจะสามารถทำตลาดได้ครบทุกช่องทาง ซึ่งตามข้อกำหนดในการขอใบอนุญาต ต้องใช้ระยะเวลาตามกระบวนการอย่างน้อย 6 เดือน ไปจนถึง 3 ปี

“หากจะรอให้กระบวนการต่างๆ เสร็จสิ้นแล้วค่อยเริ่มทำตลาด โอกาสทางธุรกิจที่อยู่ตรงหน้าอาจจะละลายหายไป เราตัดสินใจนำร่องด้วยการเข้ามาขายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคจีนได้จำนวนมากและเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ตามพฤติกรรมคนจีนที่ชอบซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านมือถือที่มีสัดส่วนสูงถึง 90% จึงตัดสินใจเลือกบุกตลาดจีนด้วยการนำร่องผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และแน่นอนว่าแพลตฟอร์มจากอาลีบาบาเป็นช้อยส์แรกที่เรานึกถึง ด้วยการเปิด Flagship Store บน TMALL หนึ่งในมาร์เก็ตเพลสของอาลีบาบา ที่สนับสนุนการทำ Cross Border Ecommerce เพื่อโปรโมทสินค้าจากต่างประเทศ โดยขั้นตอนไม่ยุ่งยาก สามารถลงทะเบียนบนแพลตฟอร์มและเปิดเป็นช็อปขายสินค้าผ่าน TMALL ได้เลย นำมาสู่การเริ่มต้นขยายตลาดไปสู่ประเทศจีนของมิสทีนได้อย่างเป็นรูปธรรม”   

 

มากกว่าแค่ขายของ แต่ต้องสร้างแบรนด์ในระยะยาว

ก้าวแรกของมิสทินในการเข้าตลาดจีนอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ในปี 2016 ด้วยการร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ในจีน เพื่อจัดตั้งบริษัท Better Way China Co,Ltd. เพื่อดูแลการทำตลาดแบรนด์มิสทิน โดยมีออฟฟิศประจำอยู่ใน 3 เมือง ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ หังโจว และเสิ่นเจิ้น โดยจำนวนพนักงานเกือบ 1 ใน 3 จากราว 200 คน จะประจำอยู่ที่หังโจว ซึ่งถือว่าเป็นเมืองหลวงทางด้านไอทีของประเทศจีน เพื่อดูแลงานทางด้านการตลาดออนไลน์และอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ

“มิสทินเริ่มกระจายสินค้าไปในแพลตฟอร์มชั้นนำอื่นๆ ของจีนอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะ TMALL ในเครืออาลีบาบา ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนการทำตลาดสินค้าแบรนด์ต่างประเทศ และเป็นแพลตฟอร์มหลักที่สร้างยอดขาย ให้กับมิสทินได้มากกว่า 50% ขณะที่มิสทินเองก็ถือว่าเป็นแบรนด์ที่ประสบความอย่างสูงบนแพลตฟอร์มของ TMALL เช่นกัน โดยสามารถทำยอดขายติดอันดับแบรนด์เครื่องสำอางที่มียอดขายสูงสุดอันดับ 7 บน TMALL เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา และยังครองตำแหน่งแบรนด์เครื่องสำอางไทยที่ทำยอดขายสูงสุดของแพลตฟอร์ม TMALL อีกด้วย”  

โดยคุณดนัย กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ ในการบุกตลาดจีนของแบรนด์มิสทิน ประกอบด้วย

1. ต้องการแนะนำตัวและทำความรู้จักกับลูกค้าคนจีน

2. ต้องการสร้างแบรนด์ในประเทศจีน เพื่อความสามารถในการทำตลาดระยะยาว และต้องการให้ผู้บริโภคคนจีนที่มีกว่าพันล้านคน รู้จักแบรนด์มิสทีนเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบัน Brand Awareness แบรนด์มิสทีนอยู่ในระดับ 30% ซึ่งส่วนใหญ่ยังโฟกัสในกลุ่มตลาดคนเมือง และคนรุ่นใหม่

3. การเข้ามาจัดระเบียบ และสร้างมาตรฐานในการทำตลาดแบรนด์มิสทีนในประเทศจีน เพราะแม้จะมีร้านค้านำสินค้ามิสทินมาขายถึงกว่า 4 พันร้านค้า ในเถาเป่า แต่หลายคนไม่รู้จักแบรนด์มิสทินจริงๆ ว่ามีบุคลิกเป็นอย่างไร วางภาพลักษณ์และตำแหน่งทางการตลาดไว้อย่างไร หรือผู้หญิงของมิสทินมีหน้าตาอย่างไร ดังนั้น การที่มิสทินเข้ามาทำตลาดจะช่วยให้ผู้ที่ทำตลาดและขายแบรนด์สินค้าของมิสทินรู้จักแบรด์ได้ดีขึ้น และสามารถช่วยในการสื่อสารแบรนด์ออกไปได้อย่างถูกต้อง

นอกจาก TMALL จะเป็นช่องทางขายสำคัญแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการสื่อสารแบรนด์ได้ระดับหนึ่ง เพราะจะมีพื้นที่ให้ข้อมูลต่างๆ ของแบรนด์ควบคู่ไปด้วย โดยกลุ่มสินค้าที่มิสทินเลือกมาทำตลาดในช่วงแรกนี้จะเป็นกลุ่ม Color Cosmetic หรือในกลุ่มเมคอัพ ที่มีสินค้าหลักๆ อาทิ แป้ง มาสคาร่า รองพื้น ลิปสติก ดินสอเขียนคิ้ว อายไลน์เนอร์ ซึ่งเป็นการนำเข้าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมาขายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ในประเทศจีน ภายใต้การจัดจำหน่ายและดูแลการทำตลาดของบริษัทร่วมทุนในจีน

“แนวโน้มการตอบรับที่ดีของคนจีนภายในเวลาเพียง 2 ปี ทำให้มิสทินเห็นว่า ถึงเวลาในการเริ่มต้นสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง จึงมีแผนจะใช้งบการตลาดในปีนี้กว่า 500 ล้านบาท เพื่อขยายการรับรู้แบรนด์ไปสู่วงกว้างมากขึ้น พร้อมแต่งตั้ง Brand Ambassador คนแรกในประเทศจีน คือ ไมค์ พิรัช นิธิไพศาลกุล ดาราชาวไทยที่ได้รับความนิยมจากคนจีน และมีฐานแฟนคลับจำนวนมาก มีผู้ติดตามในเว่ยป๋อ (Weibo) เป็นหลักสิบล้านคน เพื่อเป็นตัวแทนแบรนด์มิสทินในการสื่อสารและทำกิจกรรมกับลูกค้าชาวจีน ซึ่งนอกจากฐานแฟนคลับที่ค่อนข้างมากแล้ว การใช้ดาราไทยยังสะท้อนและตอกย้ำถึงความเป็นแบรนด์ไทยของมิสทินได้อย่างชัดเจนอีกด้วย”

ขยายน่านน้ำจากออนไลน์สู่ออฟไลน์

นอกจากการสร้างแบรนด์ดิ้งอย่างเป็นทางการ ปีนี้มิสทินยังพร้อมสำหรับการขยายช่องทางขายจากแพลตฟอร์มออนไลน์บนอีคอมเมิร์ซมาสู่การเปิด Offline Flagship Store ครั้งแรก ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ โดยคาดว่าจะเปิดได้ประมาณปลายปีนี้ ภายใต้งบลงทุนกว่าสิบล้านหยวน หรือราว 50 ล้านบาท รวมทั้งการขยายช่องทางขายผ่านร้านวัตสันในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น หลังจากมิสทีนสามารถคว้ารางวัลแบรนด์ที่เติบโตได้เร็วที่สุดของวัตสันบนแพลตฟอร์มออฟไลน์มาได้สำเร็จ

“ที่ผ่านมา นอกจากนำสินค้าเข้ามาขายแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสื่อสารแบรนด์มาโดยตลอด เพื่อให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การออกกิจกรรมอีเวนท์เกี่ยวกับเครื่องสำอางในหลายๆ เมือง การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เครื่องสำอางหรือการแต่งหน้า รวมทั้งเครื่องมือในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่าน KOL ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก รวมทั้งการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ โดยเฉพาะในแคมเปญใหญ่อย่าง 11/11 หรือ 12/12 ทำให้แบรนด์มีการตอบรับที่ดีเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ภาพลักษณ์และกลุ่มเป้าหมายในตลาดจีนจะสูงกว่าในไทยเล็กน้อย เพราะเน้นสื่อสารในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบแบรนด์สินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะแบรนด์ไทย”

การเริ่มต้นผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้มิสทีนประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากความชื่นชอบที่คนจีนมีต่อแบรนด์เป็นทุนเดิม หรือความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังทำให้แบรนด์รู้จักและเข้าใจผู้บริโภค รวมทั้งคู่แข่งและการแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น เนื่องจาก สิ่งที่ได้จากแพลตฟอร์มยังมีเรื่องของข้อมูลการขายต่างๆ ทำให้สามารถทราบถึงความเคลื่อนไหวของยอดขายทั้งของตัวเองและคู่แข่ง นำมาสู่การปรับกลยทุธ์ในการทำตลาดหรือโปรโมชั่นที่โดนใจผู้บริโภคได้มากขึ้น รวมทั้งเป็นหนึ่งในข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อปูพรมช่องทางขายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้แบรนด์สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

อีคอมเมิร์ซเป็นช่องทางสำคัญของการทำตลาดในจีน และทำยอดขายหลักถึง 90% ให้กับมิสทีน ขณะที่ยอดขายในปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 พันล้านบาท โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ซึ่งจะมีแคมเปญใหญ่ต่างๆ อยู่ในครึ่งปีหลังทั้งสิ้น อาทิ 8/8, 11/11, 12/12 รวมทั้งการสร้างแบรนด์และขยายช่องทางที่เพิ่มมากขึ้น จะทำให้แบรนด์มีการเติบโตได้มากขึ้น โดยคาดว่ารายได้จากประเทศจีนในสิ้นปีนี้จะทำได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท”

เมื่อเทียบกับการทำตลาดระหว่างในไทยกับจีน การใช้อีคอมเมิร์ซเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างยอดขายได้ดี ไม่ต่างจากการใช้ตัวแทนจำหน่ายอย่างสาวมิสทินในไทย ทำให้รูปแบบธุรกิจแบรนด์มิสทินในจีนจะเป็นการขายในรูปแบบรีเทลที่มีเพียงการทำตลาดผ่านออนไลน์ และกำลังจะเริ่มต้นออฟไลน์อย่างจริงจังในปีนี้ ขณะที่ในประเทศไทยเนื่องจากมีพื้นฐานมาจากการเป็นธุรกิจขายตรงทำให้ยอดขายหลักๆ มาจากช่องทางตัวแทนจำหน่ายราว 60% ตามมาด้วยช่องทางรีเทลผ่านร้านสะดวกซื้อและร้านค้าปลีกต่างๆ 35% ขณะที่ช่องทางออนไลน์อยู่ที่เพียง  5% เท่านั้น โดยจำนวนสาวมิสทินในระบบขณะนี้อยู่ที่ราวๆ 9 แสน – 1 ล้านคน

ปักจุดยุทธศาสตร์ใหม่ มากกว่าแค่เครื่องสำอาง    

การเติบโตจนทำยอดขาย 4,000 ล้านบาท ในระยะเวลาเพียง 2 ปี โดยที่ยังไม่ได่ผลักดันการตลาดใดๆ มากนัก ประกอบกับกำลังซื้อจากจำนวนคนในประเทศที่มีหลักพันล้าน รวมทั้งแบรนด์ดิ้งที่จับตลาด Middle Upper ซึ่งมีกำลังซื้อสูงกว่าการทำตลาดแมสในประเทศไทย รวมไปถึงความที่ตลาดยังใหม่ มีโอกาส Growth ได้ 2-3 เท่าตัว ขณะที่ประเทศไทยแม้ยอดขายจะสูงกว่า 3 เท่า แต่ก็เพราะทำตลาดมายาวนานถึง 30 กว่าปี รวมทั้งภาพรวมตลาดที่เริ่มนิ่ง อัตราการเติบโตในแต่ละปี อยู่ที่ราว 3-5%  โดยคาดว่าจะมียอดขายในสิ้นปีนี้ที่ประมาณ 14,000 ล้านบาท

รวมทั้งยังพบหนึ่งอินไซต์ที่น่าสนใจของยอดขายมิสทิน ประเทศไทย เมื่อพบว่าในยอดขายผ่านรีเทล 35% นั้น ยอดขายราวครึ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็มาจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนนั่นเอง ทำให้ภาพของตลาดจีนสำหรับมิสทินยิ่งทวีความน่าสนใจ และเป็นอีกหนึ่งความท้าทายเป็นอย่างมากของมิสทิน เพื่อจะสร้างฐานในเมืองจีนให้เป็นอีกหนึ่งกำลังหลักที่แข็งแรงให้บริษัท

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบขนาดของตลาดเครื่องสำอางโดยรวมจะพบว่า ตลาดจีนมีขนาดที่ใหญ่มาก และอินเตอร์แบรนด์หลายๆ รายที่สนใจและเข้าไปทำตลาดแล้ว ขณะที่เมื่อมองเฉพาะในตลาดแมสมาร์เก็ตที่ตรงกับตลาดที่แบรนด์มิสทินโฟกัส โดยเฉพาะในเซ็กเม้นต์ของ Color Makeup คาดว่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกือบเท่ากับตลาดเครื่องสำอางโดยรวมของประเทศไทยที่รวมในทุกๆ กลุ่มผลิตภัณฑ์แล้วคาดว่าจะมูลค่าอยู่ที่ราว 6-7 หมื่นล้านบาท ขณะที่การเติบโตแตกต่างกันอย่างมาก โดยที่มูลค่าตลาดของแบรนด์ไทยในทุกๆ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เข้าไปทำตลาดในจีน คาดว่าจะมีอยู่ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท

“โอกาสในการขยายตลาดในจีนมีอีกสูงมาก ทั้งจำนวนสินค้าที่ยังสามารถส่งเข้าไปทำตลาดได้เพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบันมิสทินทำตลาดอยู่แค่กลุ่ม Color Makeup ซึ่งมีสัดส่วน 40% ของยอดขายรวมทั้งบริษัทเท่านั้น ขณะที่เรายังมีสินค้าทั้งในกลุ่ม Personal Care, Skin Care, Fragrant และในช่วงปลายปีนี้เราจะทำสินค้า Limited Edition ในกลุ่ม Only@China เพื่อวางขายสำหรับประเทศจีนโดยเฉพาะ จากการต่อยอดการศึกษาและทำความเข้าใจผู้บริโภคคนจีน ทั้งความชื่นชอบในการเลือกกลิ่น วัตถุดิบ แพกเกจ หรือความเหมาะสมกับสภาพผิวของคนจีน โดยยังคงใช้การผลิตและวัตถุดิบต่างๆ ในเมืองไทย เนื่องจากเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคคนจีนชื่นชอบ ซึ่งเชื่อว่าจะรักษาการเติบโตของยอดขายที่จีนในปีนี้ให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง”

หลังจากมิสทินเข้าไปทำความรู้จักและคุ้นเคยกับผู้บริโภคชาวจีนผ่านการทำตลาดเครื่องสำอางแล้ว ยังทำให้ได้รู้อินไซต์ที่มีต่อสินค้าไทยของคนจีน ที่มองว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาไม่แพงมาก ประกอบกับความชื่นชอบในลักษณะนิสัยของคนไทย รวมทั้งชอบสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเมืองไทย ทำให้มิสทินมองเห็นโอกาสในต่อยอดธุรกิจในประเทศจีนเพิ่มเติม ในฐานะตัวแทนของการนำเข้าสินค้าไทยเพื่อไปทำตลาดในประเทศจีน ผ่านเครือข่ายธุรกิจและช่องทางตลาดต่างๆ ที่มีอยู่

โดยขณะนี้แผนต่างๆ อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางและโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนและเริ่มดำเนินการได้ประมาณปีหน้า ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งโอกาสใหม่ของมิสทินที่จะเกิดขึ้นในตลาดประเทศจีน และทำให้ Better Way China ขยายไปสู่กลุ่มธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติมจากแค่ในกลุ่มธุรกิจเครื่องสำอาง

สำหรับโอกาสในตลาดจีนทั้งของมิสทีนและแบรนด์ไทยต่างๆ ล้วนมีแต้มต่อมาจากความรู้สึกที่ดีของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าไทยและคนไทย สะท้อนผ่านทั้งการเติบโตทั้งของธุรกิจท่องเที่ยวและจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในไทยต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพทั้งของสินค้า และภาพลักษณ์ของประเทศ เพื่อรักษาตลาดไว้ในระยะยาว ประกอบกับให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะการทำงานบนข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อความสามารถในการค้นพบและตอบโจทย์ความต้องการทั้งของลูกค้าและมองเห็นโอกาสต่างๆ ในตลาด เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำตลาดในระยะยาวไว้ได้อย่างแข็งแรง

Photo Credit : www.mistinechina.com , Facebook Mistine